ข่าว

'มาร์ค'แนะคอป.อย่าให้ใครพูดแทน

'มาร์ค'แนะคอป.อย่าให้ใครพูดแทน

12 ต.ค. 2554

“อภิสิทธิ์” พบ คอป. แนะอย่าให้คนอื่นพูดแทน “คณิต” จวก ส.ส.ไร้มารยาท ลักไก่พาอัมสเตอร์ดัมเข้าพบ “กลาโหม” โต้“ประชา ประสพดี”ยันงบประมาณกองทัพเพิ่มไม่เกี่ยว“พ.ร.บ.กลาโหม”

            เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 12 ต.ค.2554  ที่โรงแรมสยามซิตี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาพบนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ( คอป.) โดยใช้เวลาพบปะประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้น นายอภิสิทธิ์ แถลง ว่า การมาพบนายคณิตในครั้งนี้ เป็นไปตามการนัดหมายของนายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม  โดยตนได้เรียน ไปว่า ข้อเสนอของ คอป.เป็นที่ยอมรับทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่ยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสารไปให้ประชาชนเข้าใจ เมื่อ คอป.พูด จะมีคนอื่นพูดแทน ซึ่งปัญหาการสื่อสารอาจไม่นำไปสู่ความปรองดอง คอป. ต้องเปิดช่องทางการสื่อสารเพิ่ม ซึ่งตนไม่พูดว่า ข้อเสนออะไรของ คอป.ที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ข้อเสนอ คอป.ในวันนี้ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ( ปคอป.) ที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยดูแล ทั้งนี้ หลายเรื่องที่เป็นข้อเสนอของ คอป.หลายเรื่องเป็นหลักการที่เป็นนามธรรมอยู่บ้าง ทำให้คนมองไม่ออกว่า นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ คอป.ต้องดำเนินการเอง

             "วันนี้สังคมไม่มีโอกาสรับรู้จาก คอป.โดยตรงเท่าไร ผมจึงเสนอให้ คอป.คุยกับสังคมโดยตรงมากขึ้น เพราะบางเรื่องก็เป็นเรื่องยาก เช่น ความยุติธรรมในลักษณะเปลี่ยนผ่าน นักกฎหมายยังงง สังคมจะไม่เข้าใจถ้าไม่อธิบาย" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

             นายคณิต กล่าวว่า สื่อมีหน้าที่คือการให้ความรู้ประชาชน และต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง ตนอยากเน้นย้ำว่า เมื่อเราให้ความรู้ไม่ถูกต้อง ก็ไปกันใหญ่ ซึ่งอย่างที่นายอภิสิทธิ์ว่า เราต้องสื่อสารกับประชาชนมากขึ้น ซึ่งเราก็มีรายการ แต่ถ้าสื่อสารประชาชนได้ไม่ดีพอ เราก็ต้องปรับ ส่วนการทำงานร่วมกับคณะกรรมการ ปคอป.ของนายยงยุทธนั้น ตนยังไม่ทราบว่า เขาจะทำอะไรบ้าง ทั้งนี้ กรณีที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เข้าพบตนนั้น อยากเรียนว่า เมื่อวันก่อน มี ส.ส.ท่านหนึ่ง โทรศัพท์ไปหาตนว่า อยากพบ ปรากฏว่า นัดหมายกันแล้ว จู่ๆ เขาก็ให้นายอัมสเตอร์ดัมไปด้วยโดยตนไม่ทราบ ตนคิดว่า ส.ส.ท่านนี้ควรบอกตนด้วยว่าไปกับใคร ไม่ควรเสียมารยาท ส่วนที่นายอัมสเตอร์ดัมจะไปพบใครต่อไปไม่เกี่ยวกับตน ซึ่งการกระทำนี้จะหวังผลทางการเมืองหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่ขอตำหนิว่า ไม่มีมารยาท

             ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้งานของคอป.ยังเหลือ เท่าไร นายคณิตกล่าวว่า เราไม่ได้สร้างบ้านที่จะบอกได้ว่า เหลือเนื้องานเท่าไร ส่วนรายงานที่จะออกฉบับหน้าจะมีเรื่องอะไร เรากำลังหารือกันอยู่ ส่วนที่ว่า จะมีความชัดเจนเรื่องชายชุดดำด้วยหรือไม่นั้น ตนยังตอบไม่ได้ แต่เราทำงานกันมีอิสระ พยายามเสนอทางวิชาการ ซึ่งประมาณอาทิตย์หน้า รายงานน่าจะเสร็จ ส่วนที่ว่า จะมีผลให้เกิดการเยียวยาเป็นรูปธรรมเมื่อไรนั้น เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะทำ เรามีแค่ข้อเสนอว่า ควรเยียวยาอย่างนี้

             นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า เราก็พยายาม จะสื่อสารสังคมมากขึ้น เราได้เวลาจากรัฐบาลช่วงวันศุกร์ 21.00 น. ก็จะใช้เวลานี้สื่อสารข้อมูลเป็นกลาง ตรงไปตรงมา ให้ทุกฝ่าย และเราต้องการความเป็นกลาง อิสระที่จะนำเสนอไม่ถูกกดดันจากรัฐบาล

 

“กลาโหม”ยันงบประมาณกองทัพเพิ่มไม่เกี่ยว“พ.ร.บ.กลาโหม”


             พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงกรณีที่ นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า มีการใช้งบประมาณทางทหารเป็นจำนวนมากภายใต้ พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 (พ.ร.บ.กลาโหม)ว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 โดย ม.30 ให้กระทรวงกลาโหมกำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับระบบการส่งกำลังบำรุงร่วมและมาตรฐานยุทโธปกรณ์ตามความต้องการของกองทัพไทยโดยให้มีคณะกรรมการที่กระทรวงกลาโหมแต่งตั้งขึ้นรับผิดชอบการดำเนินการส่งกำลังบำรุงร่วมหรือมาตรฐานยุทโธปกรณ์ แล้วแต่กรณี เพื่อเป็นการลดงบประมาณและการบูรณาการของเหล่าทัพ เพื่อประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงของเหล่าทัพ โดยทุกเหล่าทัพสามารถใช้ประโยชน์จากยุทโธปกรณ์ ร่วมกันได้

             พ.อ.ธนาธิป กล่าว่า ม.32 ให้กระทรวงกลาโหมวางแผน พัฒนา และดำเนินการเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการบริหารราชการทั่วไปของกระทรวงกลาโหมให้สามารถติดต่อเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่รัฐต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็น และเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ และสถาบันพระมหากษัตริย์ และโดยสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดภัยคุกคามรูปแบบใหม่ จึงจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้ก้าวหน้าเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว

             “การจัดหายุทโธปกรณ์เป็นไปตามแผนป้องกันประเทศของเหล่าทัพ ซึ่งแต่ละเหล่าทัพได้พิจารณาถึงความเหมาะสม ดำเนินการตามขั้นตอน และระเบียบในการจัดหาอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การอนุมัติต้องได้รับความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอน ทั้งนี้ พ.ร.บ.กลาโหม จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องหรือทำให้การใช้งบประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด” โฆษก กลาโหม ระบุ