ข่าว

กำแพงหมู่บ้านสินธราพังทะลักท่วม

กำแพงหมู่บ้านสินธราพังทะลักท่วม

12 ต.ค. 2554

กำแพงหมู่บ้านสินธราบางกรวย จ.นนทบุรี พังน้ำทะลักท่วมทั้งหมู่บ้าน ผู้ว่าฯปทุมธานีประสานตำรวจเล่นงานผู้ที่รื้อกระสอบทราย "ประชา" รับมั่นใจแค่ 50% ดูแล กทม.ยันศปภ.จะทำงานเต็มที่

         เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 12 ต.ค.54 น้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ที่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี น้ำจากคลองบางกรวยเพิ่มสูงขึ้น ทำให้กำแพงของหมู่บ้านเจริญลาภที่อยู่ติดกับคลองบางกรวย  ต้านทานแรงดันของน้ำไม่ไหว พังทลายลงมาน้ำไหลทะลักเข้าท่วมทั้งหมู่บ้านมีระดับน้ำสูง 70    เซ็นติเมตร นอกจากนี้น้ำยังได้เอ่อเข้าท่วมหมู่บ้านชุมชนสินธราซึ่งอยู่ติดกัน

          ทั้ง 2 หมู่บ้านมีประชาชนอาศัยอยู่  500 หลังคาเรือน ต่างได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากไม่สามารถขนย้ายสิ่งของหนีน้ำได้ทัน  และดับน้ำที่สูงขึ้น  ยังทำให้รถยนต์ที่จอดอยู่ภายในบ้านและนำออกไปไม่ทัน ได้รับความเสียหาย จากการที่มีน้ำเข้าไปในรถ  ซึ่งช่วงที่น้ำไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านต่างออกไปทำงาน การแก้ไขปัญหาจึงเป็นไปด้วยความขลุกขลัก

           ด้านนายสุรศักดิ์ วิชินโรจน์จรัล นายกเทศมนตรีเมืองบางกรวยได้สั่งการให้ทำการซ่อมแซมแนวเขื่อนที่ทรุดตัวลงอย่างเร่งด่วนตลอดทั้งวันคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในคืนวันที่ 12 ต.ค.นี้อย่างแน่นอนพร้อมทั้งจะนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำออกทั้งหมด เนื่องจากประชาชนทั้ง2 หมู่บ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างมาเพราะระดับน้ำที่ท่วมสูงทำให้ไม่สามารถสัญจรทางรถยนต์ได้

 

ระดับน้ำ"เมืองเอก"ลดอีก2ซม.

          ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ระดับน้ำบริเวณแนวกั้นน้ำหมู่บ้านเมืองเอกว่า ขณะนี้วัดจากกลางสะพานข้ามหมู่บ้านเมืองเอก เมื่อเวลา 17.30 น. ได้ 36 ซม. จากผิวถนน ลดลงจากเดิมช่วง 16.00 น. 2 ซม. โดยนายสมพงษ์ ศรีอนันท์ นายกเทศมนตรี  ต.หลักหก กล่าวว่า ระดับน้ำในช่วงนี้ยังขึ้นๆลงๆ ซึ่งต้องเร่งเสริมกระสอบทราย ป้องกันแนวอย่างเต็มที่โดยเช้าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ผบ.ทบ. ก็ได้มาตรวจ และกำชับให้ ทหาร ตรวจตราบริเวณแนวกั้นน้ำซึ่งรระยะทาง 4 กิโลเมตร  ตลอด  24 ชม. หากมีปริมาณน้ำสูงกว่านี้ก็พร้อมจะแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ทราบตลอดเวลา


ผู้ว่าฯปทุมธานีประสานตำรวจเล่นงานผู้ที่รื้อกระสอบทราย


          นายพีระศักดิ์  หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี  เปิดเผยว่า ในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้  ได้ประสานให้ทางตำรวจทุกทุกท้องที่ใช้มาตรการทางกฏหมายกับประชาชนที่ก่อเหตุรื้อคั้นกันน้ำท่วม หรือลักขโมยกระสอบทรายที่ใช้ในการกั้นน้ำท่วม เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการเอาเปรียบและไม่คำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา   ขณะนี้แนวสกัดที่สำคัญของจังหวัดปทุมธานีอยู่ที่ถนนสายสามโคก - ปทุมธานี   ในอ.สามโคก ระยะทางรวม  6 กิโลเมตร ที่มีการวางแนวกั้นน้ำท่วม และปรากฏกว่าที่ผ่านมา เกิดปัญหาที่มีประชาชนพยายามจะเข้าไปรื้อคันกั้น  เพราะเห็นว่าแนวสกัดดังกล่าวทำให้ตนเดือดร้อน แต่การที่จะโยนภาระไปให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วยเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

          "ขณะนี้ผมได้ประสานขอกำลังทหารเข้ามาดูแล ตลอดเส้นทางที่วางแนวกั้นสูงเมตรเศษ หากพบว่ามีประชาชนเข้าไปรื้อคันกั้นหรือลักขโมยกระสอบทราย  จะให้ทางตำรวจดำเนินการทางกฏหมายทันที  คันกั้นน้ำของถนนสายนี้มีความสำคัญสูง เพราะจะทำให้น้ำไม่ไหลเข้าไปท่วมรอยต่อของจังหวัดอื่น รวมถึงสกัดไม่ให้น้ำเข้าท่วมเขตกรุงเทพฯ" นายพีระศักดิ์  กล่าว


หูประตูคลองบ้านพร้าวปทุมธานี-วิกฤตยังซ่อมไม่สำเร็จ


          นายพีระศักดิ์ ได้ไปตรวจดูประคูน้ำคลองบ้านพร้าวที่หูประตูน้ำคลองบ้านพร้าว ได้แตกหักเพราะทนน้ำที่สูงกว่าด้านใน 2 เมตรแตกยาวกว่า 50 เมตร ในท้องที่ ม.3 ต.บ้านปทุม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งยังซ่อมต่อไม่สำเร็จ เนื่องจากขณะนี้เครื่องจักกำลังทำงานแต่ขาดซิบพราย จำนวนมาก เพื่อนำมาเสียบแนวต่อจากประตูเชื่อมต่อกันทั้งสองฝั่งประตูที่ได้พังลงมาสองวันแล้ว นายพีระศักดิ์  จึงแจ้งให้บริษัทรับเหมา จะให้ยืมหรือให้เช่าก็พร้อมที่จะรับขอเสนอ เพราะขณะนี้ต้องรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 วัน ที่ประตูหูช้างแตกยาวกว่า 50 เมตร น้ำไหลเข้าแรงมาก และคันยังแตกเพิ่มในบริเวณเดียวกัน และหากยังปล่อยให้ล่าช้าออกไปอีกน้ำจะเข้าท่วมในพื้นที่ฝั่งตะวันออก


ฉะเชิงเทรา2อ่างเก็บน้ำเร่งระบายน้ำลงทะเลเอ่อท่วม


          เมื่อเวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระดับน้ำในลำคลองท่าลาด ซึ่งเป็นเส้นทางการระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำคลองระบม และอ่างสียัด ได้เอ่อไหลล้นออกนอกลำน้ำ ไหลบ่าเข้าท่วมสู่หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ใกล้แนวตลิ่งริมลำคลอง สูงถึงกว่า 1-2 เมตร และได้ไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำมีสภาพเชี่ยวกราดไหลแรงท่วมเข้าเต็มพื้นที่ด้วยเวลาไม่นาน พบพื้นที่เสียหายแล้วใน ต.เกาะขนุน ต.พนมสารคาม และตำบลเมืองเก่า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา 

          แหล่งข่าวจากสถานีตรวจวัดระดับน้ำแห่งหนึ่งในพื้นที่ เปิดเผยว่า น้ำที่ไหลบ่าเข้ามาท่วม ได้ถูกระบายทิ้งออกจากอ่างเก็บน้ำสียัด ซึ่งมีขนาดความจุ 420 ล้าน ลบม. เพื่อทิ้งออกสู่ทะเล ถึงวันละ 15 ล้าน ลบ.ม. ผ่านลงทางแม่น้ำบางปะกงในเขต อ.บางคล้า หลังจากน้ำในอ่างมีปริมาณมากเกินกว่าความจุที่จะรองรับได้ และยังมีน้ำป่าไหลลงสู่อ่างอีกอย่างต่อเนื่อง ถึงวันละหลายล้าน ลบ.ม.จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเล ส่วนอ่างเก็บน้ำระบมนั้น ขณะนี้ได้ระงับการระบายออกชั่วคราวแล้ว

          สำหรับระดับน้ำในคลองท่าลาด ขณะนี้วัดได้สูงสุดถึง 8.5 เมตร และกำลังทวีความสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงวันละ 5 ซม. จากปกติหากมีน้ำเต็มลำคลองจะมีระดับน้ำอยู่ที่ 7 เมตร อย่างไรก็ตามชาวบ้านในบริเวณดังกล่าว ได้เตรียมการอพยพข้าวของ นำไปเก็บไว้ยังที่สูงก่อนล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากได้มีการประกาศเตือนไว้ก่อนล่วงหน้า และเคยถูกน้ำไหลเข้าท่วมหมู่บ้านบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำ 

          ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากมวลน้ำในพื้นที่จากทั้งสองอ่างเก็บน้ำ ไหลลงไปบรรจบพร้อมกันในแม่น้ำบางปะกง ผนึกมวลน้ำรวมเข้าด้วยกันระหว่าง น้ำที่จะถูกระบายออกมาจากกรุงเทพมหานคร และจากกลุ่มจังหวัดในภาคกลางที่กำลังถูกน้ำท่วมหนัก ก็อาจจะทำให้น้ำทั้งสองก้อนที่จะมาบรรจบเข้าด้วยกันที่บริเวณรอยต่อของ อ.คลองเขื่อน และบางคล้า ซึ่งอยู่ทางตอนบนของ อ.เมืองฉะเชิงเทรา ก็อาจจะไหลบ่าเข้าท่วมสู่เขตตัวเมืองฉะเชิงเทราได้


สมุทรปราการตลาดคลองสวน100ปีน้ำเสมอตลิ่ง


          เมื่อเวลา 11.00 น. นายชาติชาย  อุทัยเลิศ  รองผู้ว่าราชการสมุทรปราการ  นายเฉลิมพล  มั่งคั่ง  นายอำเภอบางบ่อ  พร้อมด้วย สส.สมุทรปราการ  ได้ออกตรวจเยี่ยมประชาชนที่ถูกน้ำจากคลองประเวศบุรีรมย์เอ่อท่วมจากการระบายน้ำเหนือ  ในเขต ต.เปร็ง  และ ต.คลองสวน อ.บางบ่อ  โดยทางคณะของรองผู้ว่าราชการจังหวัด  และ ส.ส.สมุทรปราการ  ได้ทำการมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน  พร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนที่บ้านอยู่ริมคลอง  ให้ช่วยกันเก็บผักตบชวาที่ลอยมาติดบริเวณหน้าบ้านของตนเอง  เนื่องจากหากมีการสะสมของผักตบชวา  ก็จะทำให้น้ำระบายลงสู่ทะเลได้ช้า  ทั้งนี้ทางคณะได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชน  ที่เดือดร้อนทั้ง 2 ตำบลดังกล่าว

          ต่อมาทั้งหมดได้ไปตรวจดูบริเวณ  ตลาดคลองสวน 100 ปี  ซึ่งเป็นตลาดโบราณที่มีชื่อเสียง  ตั้งอยู่ริมคลองประเวศบุรีรมย์  พบว่าน้ำในคลองได้เสมอกับตลิ่ง  ชาวบ้านได้ช่วยกันนำกระสอบทรายมาวางซ้อนกัน 3 ชั้น  ตลอดแนวคลองภายในตลาด  ซึ่งทางรองผู้ว่าราชการจังหวัด  ขอให้แม่ค้าและชาวบ้านที่อยู่ภายในตลาดเก็บของขึ้นที่สูง  และคอยสังเกตระดับน้ำ  หากดูว่ามีน้ำขึ้นสูงขอให้แจ้งทางผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำท้องถิ่นโดยเร็ว


ผู้ว่าฯกทม.มอบถุงยังชีพชาวบ้านคลองสามวา


          เมื่อเวลา  15.35 น.  ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ ผู้ว่า กทม. ได้เดินทางมายัง มัสยิด กมาลุลอิสลาม เขตคลองสามวา เพื่อมอบถุงยังชีพให้ชาวบ้านใน ชุมชน ซึ่งมีคณะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมด้วย โดยมีชาวบ้านหลายร้อยคนมารอรับสิ่งของบริจาคอย่างคึกคัก จากนั้น ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ ได้เดินทางต่อมายัง ชุมชนพร้อมใจพัฒนาเขตคลองสามวา เพื่อมอบถุงยังชีพให้ชาวบ้าน ซึ่งในบริเวณดังกล่าว มีชุมชนจำนวน 5 แห่งที่ประสบภัยน้ำท่วมสูงประมาณ  50-80 ซม.  ประกอบด้วย ชุมชนพร้อมใจพัฒนา 120 ครัวเรือน  ชุมชนสุขสันต์พัฒนา 120 ครัวเรือน   ชุมชุนมทองพัฒนา 100 ครัวเรือน  ชุมชนลาดนิมิตสัมพันธ์  80 ครัวเรือน และ  ชุมชนสุขสำราญพัฒนา 50 ครัวเรือน 

          ม.ร.ว.สุขุมพันธ์กล่าวกับชาวบ้านที่มารับมอบถุงยังชีพว่า ตนเป็นห่วงที่รัฐบาลตัดสินใจให้ระบายน้ำมากขึ้นในหลายพื้นที่ซึ่งอาจจะมีผลกระทบกับชุมชนฝั่ง ตะวันออกของ กทม. 4 เขต คือมีนบุรี คลองสามวา หนองจอก และ ลาดกระบัง กทม. จึงได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจในการช่วยเหลือประชาชน โดยมอบหมายให้รองปลัด กทมซ ทั้ง 4 ดูแล ดำนเนินการคนละเขต ทั้งนี้ยอมรับว่า ในฝั่งตะวันออกของ กทม. หลายพื้นที่ไม่สามารถระบายน้ำได้ภายใน 3-4 สัปดาห์เนื่องจากระดับน้ำในคลองสายต่างๆเต็มทุกพื้นที่ แต่เชื่อว่าศูนย์เฉพาะกิจที่ได้ตั้งขึ้นมาจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้

          จากนั้น ม.รว.สุขุมพันธ์กล่าวว่า สถานการณ์ กทม. ฝั่งตะวันออกภายหลังที่กรมชลประทาน ได้ระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักเพิ่มขึ้นจากอีก  200 ลบม./วินาที ทำห้ส่งผลกระทบกับพื้นที่ฝั่ง ตอ.ของ กทม. มีน้ำสูงขึ้น 1 - 2 ซม. โดยส่วนหนึ่ง เป็นเพราะมีปริมาณน้ำฝนตกเพิ่มในพื้นที่  หากจากนี้กรมชล ไม่มีการะบายน้ำจากเขื่อนป่าสักเพิ่มเติม จะเชื่อว่า สถานการณ์ กทม. ฝั่งตะวันออกจะสามารถทรงตัวได้เพื่อให้ กทม. ไปดูแลพื้นที่ฝั่ง ตต. และภาคเหนือเพิ่มเติม ในการเตรัยมรับมือป้องกัน

          ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ ได้เดินทางมาที่ชุมชนพร้อมใจพัฒนา ได้มีประชาชนมารอเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ขออภัยกับชาวบ้านและระบุว่าติดภารกิจทั้งวัน และได้สั่งให้ สนง.เขต ติดต่อซื้อข้าวหมกไก่มาเลี้ยงเพื่อ ขออภัยชาวบ้านโดยใช้งบของตัวเอง

 

"ประชา"รับมั่นใจแค่50%ดูแล กทม.ยันศปภ.จะทำงานเต็มที่


          พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบ อุทกภัยกล่าวว่า ทาง ศปภ. จะพยายามสุด ความสามารถในการรักษาพื้นที่ กรุงเทพมหานครไว้ให้ได้ โดยเตือนให้ ประชาชนเฝ้าระวังมากที่สุดคือช่วงที่น้ำเหนือจะมาบรรจบที่จังหวัดอยุธยา ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูงสุดในวันที่ 14-17 ต.ค. นี้ รวมถึงใน ช่วงวันที่ 28-31 ที่น้ำทะเลจะหนุนสูงสุดอีกครั้ง ซึ่งหากไม่มีพายุเข้ามาช่วงเวลาดังกล่าว ก็ไม่น่าห่วงมากนักทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ แต่ก็ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกไปมากนัก ซึ่งหากประเมิน เป็นตัวเลขขณะนี้ มั่นใจร้อยละ 50 แต่จะรักษาสถานการณ์ให้ได้ พร้อมกันนี้จะเร่งใน การผันน้ำออกตามแนวพื้นที่ตะวันตกและตะวัน ออกของกรุงเทพมหานครให้เร็วที่สุด ซึ่งใน ส่วนพื้นที่ตะวันออกที่ต้องได้รับผลกระทบประ กอบด้วยพื้นที่ กทม.ในเขตสายไหม มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง รวมไปถึง จ.ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ส่วนพื้นที่ตะวันตกจะไหล ออกไปยัง จ.ปทุมธานี นนทบุรี และอาจถึง นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม

          พล.ต.อ.ประชากล่าวต่อว่า ขณะนี้พื้นที่กทม.เป็นพื้นที่ที่ถูกล้อมจากมวลน้ำทั้งหมดที่ไหลมาจากภาคกลาง ซึ่งรัฐบาลต้อง เพิ่มความแข็งแรงของแนวคันกั้นน้ำทั้ง 3 จุด ในกทม. โดยขณะนี้เรื่องของเรือผลักดันน้ำ ที่ดำเนิน การก่อนหน้านี้มีเพียง 800 ลำ ที่ประตูระบาย น้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากแนวพระ ราชดำริ แต่ทั้งนี้รัฐบาลยังมีความต้ องการถึง 5,000 ลำ นอกจากนี้ในการเตรียมสถานที่ อพยพประชาชน ซึ่งนอกจากดอนเมืองที่นำรถ มาจอดได้ประมาณ 5,000 คัน และที่สนามบิน สุวรรณภูมิประมาณ 5,000 คันแล้ว ยังมีการเต รียมสถานที่ที่วัดพระธรรมกายจังหวัดปทุมธานี อีกประมาณ 5,000 คัน และรองรับผู้อพยพได้ อีกประมาณ 2-3 หมื่นคน ซึ่งได้ประมาณขอความร่วมมือไปแล้ว

 

ศปภ. กำชับเจ้าหน้าที่ปราบปรามคนร้ายซ้ำเติมชาวบ้าน

 
          พล.อ.พลางกูร กล้าหาญ โฆษกศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ด้านกำลังพลทหาร กล่าวว่า ศปภ. ได้เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย โดยภาระกิจหลักช่วยเหลือประชาชนให้รอดชีวิตจากเหตุอุทกภัยและนำไปสู่การอพยพไปอยู่ในที่ปลอดภัย โดยขอความร่วมมือประชาชนให้เตรียมพร้อมและช่วยเหลือตนเองหากเกิดเหตุการณ์วิกฤติ และวอนประชาชนชาวจังหวัดปทุมธานีอย่าทำรายพนังกั้นน้ำเพราะจะกระทบกับพื้นที่ในวงกว้าง และขณะนี้ได้ส่งกำลังทหารและรถตักดิน รวมทั้งเอาดินจาก อู่ทอง มาเสริมพนังกั้นน้ำเพื่อแก้ไข นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ยังคงห่วงทรัพย์สินไม่ยอมฟังประกาศเตือนภัย จึงขอให้เตรียมความพร้อมและให้ความร่วมมือด้วย ตัวอย่างจังหวัดนครสวรรค์ ได้เกิดวิกฤติหนักทางการได้สั่งตัดไฟแล้ว ทางแม่ทัพภาค 3 รวมถึงกระทรวงมหาดไทยได้ มีการประกาศอพยพประชาชน กว่า 3,000 คน ไปในศูนย์อพยพที่ปลอดภัย 10 จุด นอกจากนี้ พล.อ.พลางกูร ยังกล่าวถึงปัญหาในการการประสานงาน เรื่องราวร้องทุกข์ผ่านหมายเลขโทรศัพท์   1111 กด 5 เนื่องจากมีประชาชนโทรมาขอความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางศปภ. จะเร่งประสานงานให้ความช่วยเหลือ และมีกลุ่มคนที่โทรมาก่อกวนซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ปฎิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยจริงค่อนข้างลำบาก ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการซ้ำเติมผู้คนไทยด้วยกัน

          ด้านพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตะเวนชายแดน กว่า 600 นายลงพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในการตรวจตรา บ้านเรือนประชาชนที่เกิดน้ำท่วมและอพยพประชาชนที่ตกค้าง ไปอยู่บริเวณที่ปลอดภัย รวมถึงได้มีการใช้เครื่องบินตำรวจ ส่งเสบียงอาหารรวมถึงถุงยังชีพ 30 เที่ยว กว่า 10,000 คนที่อยู่ ในตำบลลุมพี ตำบลวัดตูม และตำบลท่าช้าง จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ยังไม่เพียงพอ แต่จะทยอยช่วยเหลือต่อไป  

          พร้อมกันนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังได้รับรายงานว่า มีคนร้ายได้ก่อเหตุโจรกรรมทรัพย์สิน โดยใช้เรือท้องแบนเข้าโจรกรรมทรัพย์สินชาวบ้านช่วงเวลาตี 4-5 ซึ่งหากเจ้าหน้าที่จับกุมได้จะมีโทษตามกฏหมาย 3 ปี แต่หากก่อในเหตุในช่วงพื้นที่ประสบภัยจะได้รับโทษสูงสุด 7 ปี นอกจากนี้ ยังมุ่งปราบปรามผู้ประกอบการที่เตรียมฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าเกินราคาหากจับได้จะนำตัวมาแถลงข่าวประจานและลงโทษตามกฏหมายอย่างหนัก