ข่าว

'นายกฯ'รับคุมสถานการณ์น้ำไม่ได้

'นายกฯ'รับคุมสถานการณ์น้ำไม่ได้

12 ต.ค. 2554

'ยิ่งลักษณ์' รับควบคุมสถานการณ์น้ำไม่ได้ อ้างมีหลายปัจจัยส่งผล เรียกผวจ.ถกรับมือน้ำท่วม ชี้รับมือไม่ไหวให้สั่ง 'อพยพ' ทันที มั่นใจแนวป้องกันน้ำทะลักกทม. 3 จุดเสร็จทัน พร้อมกำชับก.พาณิชย์ดูแลสินค้าหลังผู้ประกอบการโก่งราคา

          12 ต.ค. 54 ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์อุทกภัย ว่า วันนี้เราต้องดูแลเรื่องการอพยพผู้คนให้ปลอดภัย เพราะจากการบินสำรวจพบว่า ยังมีประชาชนต้องการให้ความช่วยเหลือ และติดอยู่ในน้ำอีกมาก

          ขณะเดียวกันต้องเร่งกู้ในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมด้วย และวันนี้ได้เชิญจังหวัดที่เกี่ยวข้องซึ่งจะต้องเตรียมรองรับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อปรับปรุง แต่หากคิดว่าจะสู้น้ำไม่ไหวคงต้องมีแผนสำรองในการเตรียมอพยพผู้คน โดยต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยให้ได้มากที่สุด

          ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้รัฐบาลเลือกที่จะป้องกันและปล่อยจุดไหน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ในความเป็นจริงเราเป็นห่วงทุกจังหวัด การทำงานเราจะกระจายกำลังโดยไม่ให้ซ้ำซ้อน สิ่งสำคัญคือต้องให้ความปลอดภัยกับชีวิต ส่วนทรัพย์สินเป็นอันดับสอง เพราะเราไม่สามารถทำสองอย่างได้ในเวลาเดียวกัน

          ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดจะต้องนำประสบการณ์จากจังหวัดอื่นๆที่ถูกน้ำท่วมมาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ผู้ว่าราชการเตรียมทำงาน หากโซนไหนที่คิดว่าปลอดภัยต้องกั้นไว้ก่อน ไม่ควรกั้นที่น้ำกำลังจะมา เพราะเราจะสู้กับน้ำไม่ไหว เนื่องจากวันนี้น้ำทั้งประเทศเยอะมาก  แม้แต่อุตสาหกรรมไฮเทคที่ใช้ก่อปูนสูงถึงสองเมตร วันนี้น้ำเริ่มซึม ซึ่งรัฐบาลได้เตือนให้ขนย้ายแล้ว และเวลานี้กำลังดูแลเรื่องของพนักงาน

          เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้ประกอบการโก่งราคาสินค้าโดยเฉพาะกระสอบทราย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จะกำชับให้ทางกระทรวงพาณิชย์เข้าไปดูแล แต่คงต้องขอร้องและขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกราย เพราะวันนี้ประชาชนเดือดร้อนมาก ดังนั้นอยากให้ขายในปริมาณที่เพียงพอต่อต้นทุนที่ดำรงอยู่ หากปรับราคาสูงคนก็ยิ่งจะเก็บสต๊อกของส่งผลให้ผู้เดือดร้อนไม่สามารถนำไปแก้ไขปัญหาได้

          อย่างไรก็ตามเบื้องต้นรัฐบาลพยามจะล๊อคสินค้าบางส่วนที่ขาดตลาดมาเอง เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยจะประสานตรงกับทุกหน่วยงาน  ส่วนความต้องการกระสอบทราย 1.7 ล้านกระสอบนั้นเวลานี้น่าจะได้ครบแล้ว ซึ่งทาง กทม.เป็นผู้รับผิดชอบพร้อมกันนี้เราได้มีหน่วยเข้าไปดูเรื่องของความแข็งแรงด้วย

          การกั้นน้ำด้วยกระสอบทรายบางครั้งเราตั้งทิ้งไว้นานๆบางทีเกิดการเปื่อยยุ่ย ตรงนี้เป็นสาเหตุหนึ่งในการทำให้แนวกั้นน้ำพัง ส่วนแนวกั้นน้ำ 3 จุดที่ป้องกันน้ำทะลักเข้าพื้นที่กทม. เวลานี้จะเร่งรัดให้เสร็จภายในสองวันคือว่าวันพรุ่งนี้ 13 ต.ค.คงจะเสร็จ เมื่อถามว่า ฝั่งตะวันออกที่เป็นปัญหาแนวกั้นน้ำพังบางส่วนจะป้องกันน้ำได้หรือไม่

          นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  ยืนยันต้องทำให้ดีที่สุด แต่ยอมรับมีปัจจัยหลายๆอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น เมื่อมีการนำกระสอบทรายตั้งเป็นแนวกั้นน้ำแต่ถูกประชาชนดึงออกบวกกับความไม่แข็งแรงและการเปื่อยยุ่ยของกระสอบทราย ดังนั้นวันนี้จะใช้สรรพกำลังตรวจสอบคุณภาพให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตามจากการคาดการณ์ของกรมอุตินิยมวิทยารายงานว่า พายุลูกใหม่ยังไม่พัดผ่านเข้าไทย หากไม่มีตัวนี้จากการวางแผนที่ดำเนินการมาคิดว่าน่าจะรับมือได้

          ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนด้วยและไม่ใช่เป็นการแตกของเขื่อนที่ไหวแรงเกินกว่าปริมาณ ยอมรับมีหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ แต่เราจะทำล้างหน้าให้ครอบคลุมมากที่สุด

 

'นายกฯ'ปล่อยคาราวาน ฮ.ตร.10 ลำเลียงเสบียงช่วยปชช.

 

          น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานปล่อยคาราวานเฮลิคอปเตอร์รุ่นฮิวอี้ จำนวน 10 ลำ ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้นำมาช่วยเหลือในภารกิจการลำเลียงเครื่อง อุปโภคบริโภค และสิ่งของที่จำเป็นไปช่วยผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ชั้นในของ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมนายตำรวจระดับสูงร่วมปล่อยคาราวาน ภายในท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งก่อนที่จะมีการปล่อยขบวนคาราวานเฮลิคอปเตอร์ นายกรัฐมนตรีได้ไปตรวจการลำเลียงสิ่งของต่างๆ ขึ้นไปยังเฮลิคอปเตอร์ด้วยตนเอง ที่ลานจอดของท่าอากาศยานดอนเมือง

          อย่างไรก็ตามก่อนการปล่อยขบวนคาราวานเฮลิคอปเตอร์นั้น ส.ส.พรรคเพื่อไทย และคณะ นำโดยพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายสุนัย จุลพงศธร นายอุดมเดช รัตนเสถียร นายเก่ง การุณ ได้มาร่วมบริจาคเงินจำนวน 3 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่านทางนายกรัฐมนตรี

          ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี จ.นครสวรรค์ เกิดวิกฤตน้ำท่วมขั้นสูงสุด จนถึงขั้นที่ต้องประกาศสภาวะฉุกเฉิน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังมีการประชุมหารืออยู่ และจะเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหารือวันนี้

          พ.ต.อ.ยงยุทธ ไชยเดช รองผู้การกองบินสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ทางรัฐบาลได้เตรียมส่งเสบียงอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งจำเป็นลำเลียงโดยเฮลิคอปเตอร์รุ่นฮิวอี้ จำนวน 10 ลำ แต่ละลำสามารถรับน้ำหนักได้ 1,800 ปอนด์  สำหรับสาเหตุที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ขนส่งเสบียงไปให้ประชาชนจังหวัดอยุธยา เนื่องจากบริเวณฝั่งตะวันออก บ้านแพรก เขาหลวง และมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับฝั่งตะวันตกบริเวณเกาะที่อยู่ด้านบน และล่างที่ไม่สามารถใช้เรือขนส่งสิ่งของเข้าไปได้

          ทั้งนี้วิธีการขนส่ง ฮ. ทั้ง 10 ลำจะใช้เวลาเดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปถึงศูนย์ราชการ บริเวณห้างโลตัส ประมาณ 25 นาที แล้ว ฮ.ทั้งหมดจะกระจายไปตามจุดต่างๆ โดยจะมีการประสานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกับนักบิน และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ประจำจุดรับของด้านล่าง แล้วเจ้าหน้าที่จะหย่อยเสบียงลงไป บินในระดับต่ำที่สุดเพื่อไม่ให้เสบียงเสียหาย

          ด้านนางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทางรัฐบาลได้รับคำยืนยันการช่วยเหลือจากรัฐบาลจีนแล้ว ที่จะบริจาคถุงกระสอบทรายจำนวน 10 ล้านใบ โดยจะจัดส่งให้เร็วที่สุด และล่าสุดเวลา 17.00 น. วันนี้ทางรัฐบาลจีน โดยสถานทูตจะนำเรือช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ซึ่งรองรับจำนวน 8 - 12 คน  และเครื่องกรองน้ำ จำนวน 60 เครื่อง และแท็งค์น้ำ 12 แท็งค์

 

'ศปภ.'จี้กรมชลฯเร่งระบายน้ำออกอ่าวไทย

 

          นายวิม รุ่งวัฒนะจินดา โฆษก ศปภ.แถลงข่าวการประชุมว่า วันนี้ได้มีการประชุมประมวลภาพรวมของน้ำที่กำลังลังประสบปัญหา โดยวันนี้ได้มีการประสานไปยังอธิบดีกรมชลประทานให้ดำเนินกานผลักดันน้ำ ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ของกทม.เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมถึง พื้นที่ กทม.ชั้นใน ซึ่งฝั่งตะวันออกได้มีการผลักดันน้ำออกสู่ คลอง 5 แห่ง เพื่อที่จะนำน้ำออกสู่อ่าวไทย ส่วนฝั่งตะวันตกจะผลักดันลงคลอง 4 แห่ง คือ พระพิมลราชา คลองลัดโพธิ์ มหาสวัสดิ์ และคลองภาษีเจริญ โดยให้มีการปั่นกระแสน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนและอ่าวไทย ขณะที่การผลักดันน้ำนั้นก็จะดูแลคลองมหาสวัสดิ์ เป็นพิเศษด้วย เนื่องจากมีหมู่บ้านจัดสรร จำนวนมาก

          ขณะที่พื้นที่ประสบภัยในจังหวัดอยุธยา ได้ประสานไปยังกองทัพอากาศ นำเฮลิคอปเตอร์ 5 ลำ ติดกล้องอินฟาเรด ซึ่งสามารถอ่านค่าความร้อนของร่างกายมนุษย์ได้ บินตะเวนตรวจค้นในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อตรวจหาว่า มีประชาชนติดค้างบริเวณได้บ้างหรือไม่  หากมีจะให้การช่วยเหลือต่อไป  แต่ถ้าพื้นที่ใดไม่มีผู้ประสบภัยตกค้างก็จะประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ไร้ผู้ประสบภัย ขณะเดียวกัน ศปภ.ยังได้ประสานกำลังพลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ที่ไม่ประสบภัยให้เข้าไปช่วยดูแลทรัพย์สินของประชาชนที่ออกจากพื้นที่แล้วยังมีความเป็นห่วงในทรัพย์สินด้วย นอกจากนี้ในวันนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้ปล่อยขบวนเฮลิคอปเตอร์ 10 ลำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อลำเลียงอาหารช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกด้วย

          นายวิม กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดีสำหรับนิคมอุสาหกรรมไฮเทค จ.พระนครศรีอยุธยาที่มีน้ำท่วมสูง ศปภ.ได้ประกาศเตือนภัยโรงงาน เพื่อให้มีเคลื่อนย้ายสิ่งของการอพยพคนงาน ในนิคมและประชาชน ในพื้นที่แล้วเนื่องจากคันกั้นน้ำเกิดลอยรั่ว ซึ่งได้มีการแก้ไขแล้วแต่ระดับน้ำยังท่วมสูงจึงต้องประกาศเตือนภัย โดยได้มีการประกาศแจ้งเตือนตามระเบียบ คือ 7 ชั่วโมงและจะมีการประกาศเป็นระยะๆ

          โฆษก ศปภ.ยังกล่าถึงจะพิจารณาให้ใช้พื้นที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรองรับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยด้วย ว่า จะต้องคำนึงถึงกฎการบินว่าหากเปิดให้มีการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์อพยพประชาชน  ต้องให้ทาง ทอท.พิจารณาว่า จะใช้พื้นที่บริเวณส่วนใดได้บ้าง และจะกระทบต่อการบินและการให้บริการหรือไม่ อย่างไรก็ดีสนามบินสุวรรณภูมิ ยังยังคงรองรับรถยนต์ของผู้ประสบภัยได้อีก 1 -2 พันคัน

 

ศาลยธ.แถลงการณ์ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

          ​นายวิรัช  ชินวินิจกุล  เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำท่วมว่า สถานการณ์น้ำท่วมได้สร้างความเสียหายให้กับอาคารที่ทำการศาลยุติธรรมในจังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมได้ดำเนินการสำรวจความเสียหายพร้อมเตรียมจัดทำแผนการบูรณะซ่อมแซมอาคารที่ทำการศาลดังกล่าว 

          ​นอกจากนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังทำให้คู่ความไม่อาจเดินทางมาศาลได้  สำนักงานศาลยุติธรรมบางแห่งจึงได้ประกาศเลื่อนการพิจารณาพิพากษาคดีออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง  อาทิ  ศาลยุติธรรมซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และจังหวัดอุทัยธานี  นอกจากนี้  ในส่วนของข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย ได้รับรายงานความเดือดร้อนว่า  มีบ้านเรือนและอาคารที่พักอาศัยข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมได้รับความเสียหายกว่า 200 ครัวเรือน 

          ​ซึ่งทางสำนักงานศาลยุติธรรมได้มีการดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย สำนักงานศาลยุติธรรมขึ้น  และได้ให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น  ด้วยการจัดส่งเรือท้องแบน  เครื่องสูบน้ำ  เสื้อชูชีพ  ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภค  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติครั้งนี้แล้ว

          ​เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวต่อไปว่า  สำนักงานศาลยุติธรรมมีความเห็นใจและห่วงใยในความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ  และขอยืนยันว่า  ศาลยุติธรรมจะอยู่เคียงข้างประชาชนด้วยการอำนวยความเป็นธรรมให้กับประชาชนในทุกสภาวการณ์  ขณะนี้ศาลยุติธรรมทั่วประเทศ ยังเปิดทำการตามปกติ ส่วนการบริหารจัดการคดี คงต้องเป็นไปตามสถานการณ์ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง คดีใดที่ประชาชนไม่สามารถเดินทางไปศาลได้ด้วยเหตุสุดวิสัย และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด คู่ความฝ่ายที่เสียหายสามารถยื่นคำขอฝ่ายเดียว

          ​โดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ตนมีภูมิลำเนาหรืออยู่ในเขตศาลในขณะที่เกิดเหตุสุดวิสัยนั้นได้ ส่วนคดีอาญาที่ครบกำหนดผัดฟ้องและฝากขัง  ศาลยุติธรรมได้ประสานงานกับสำนักงานอัยการสูงสุด  และสำนักงานตำรวจแห่งชาติสำหรับการกำหนดแนวทางร่วมกันแล้ว  เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อคดีความต่างๆ  ทั้งนี้ หากประชาชนผู้ประสบภัยมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาได้ที่ศาลยุติธรรมในเขตภูมิลำเนา  หรือติดต่อศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  สำนักงานศาลยุติธรรม หมายเลขโทรศัพท์ 02-541-2309 , 02-541-2343, 02-514-2256  โทรสาร 02-541-2358  และ  Email: [email protected]

          ​เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวต่อว่า สำนักงานศาลยุติธรรมขอขอบคุณหน่วยงานเอกชนทุกหน่วยงาน ที่สนับสนุนสิ่งของอุปโภคบริโภค สำหรับการช่วยเหลือข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้ รวมถึงผู้ที่ร่วมบริจาคผ่านทางบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) สาขาศาลอาญา ชื่อบัญชี “เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุทกภัยน้ำท่วม” บัญชีเลขที่ 860-0-03057-9

 

หมอมุกใจบุญบริจาคเงินช่วยน้ำท่วม

          พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือหมอมุก ได้เดินทางลงมาจากห้องพักผู้ป่วยพิเศษเป็นครั้งแรกหลังเข้าพักรักษาอาการนานประมาณ 4 เดือน พร้อมด้วย พญ.พรรณพร อิ่มวิทยา มารดา เพื่อนำเงินจำนวน 30,000 บาทมอบให้กับ พล.ท.ธวัชชัย ศศิประภา เจ้ากรมแพทย์ทหารบก และพล.ต.ดิตถ์ สิงหเสนี ผู้อำนวยการ รพ.พระมงกุฎเกล้า เพื่อสมทบทุนการจัดงานเนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าประจำปี 2554 เพื่อหารายได้สมทบทุนโครงการพัฒนาเวชศาสตร์วิกฤตและฉุกเฉินจากสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งเหตุอุทกภัยในหลายจังหวัดที่กำลังประสบอยู่

          พ.ต.พญ.หทัยพร ที่พอจะเริ่มพูดได้กล่าวว่า หลังผ่าตัดเปลี่ยนกะโหลกศีรษะอาการก็สบายดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรักษาแผลที่ผ่าตัด ขณะนี้เริ่มฝึกพูดและการทรงตัว และกิจกรรมที่บริหารร่างกายซีกขวาที่ยังไม่ค่อยแข็งแรง และขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจมาตลอด รวมทั้ง รพ.พระมงกุฎเกล้าที่ดูแลอย่างดี เมื่อมีโอกาสจึงมอบเงินเพื่อช่วยเหลือทางโรงพยาบาลและประชาชนด้วย

          สำหรับเงินที่รับบริจาคเพื่อสมทบทุนเนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าประจำปี 2554ของ รพ.พระมงกุฎเกล้าในปีนี้ นอกจากจะนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยและทหารที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ทางโรงพยาบาลก็จะนำไปช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยด้วย