
จีนมอบเรือ65ลำช่วยไทยน้ำท่วม
โฆษก ศปภ.เผย 12ต.ค.จีนมอบเรือสะเทินน้ำสะเทินบกช่วยไทย 65 ลำ ศภช.เตือน 8 อำเภอภาคใต้ เสี่ยงดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก 11-13 ต.ค.นี้ ผบ.คุกบางขวางเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมใหญ่ เผยไม่ยอมปล่อยให้น้ำท่วมคุกความมั่นคงสูง คุมขังนักโทษกว่า 4,500 คน
11ต.ค.2554 - ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง นายวิม รุ่งวัฒนจินดา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษก ศปภ. ได้กล่าวสรุปภาพรวมภายหลังการประชุมศปภ.ว่า วันนี้ที่ประชุมได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยหลังจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกลับจากการลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมจ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสมุทรปราการ ได้สั่งการให้พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา(สบ.10) และพล.อ.พลากูร กล้าหาญ นำเฮลิคอปเตอร์ติดเครื่องขยายเสียงบินประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพระนครศรีอยุธยาอพยพออกจากบ้านเรือน เพราะจากการบินสำรวจพื้นที่พบว่า บางพื้นที่อยู่ไกลมาก ทำให้หน่วยงานที่ปฏิบัติในพื้นที่ไม่สามารถนำอาหารไปช่วยเหลือไม่ทั่วถึงได้ทุกวัน หากน้ำท่วมเป็นระยะเวลานานจะทำให้การช่วยเหลือมีความยากลำบากมากขึ้น โดยจะเริ่มบินประชาสัมพันธ์ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 12 ต.ค.นี้
"นายกฯ ยังสั่งการให้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ไปสำรวจแนวคั้นกั้นน้ำที่สามารถป้องกันน้ำที่จะเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ต่างๆ สร้างแนวกั้นน้ำใหม่เป็นแนวที่สอง รองรับแนวกั้นน้ำเดิมที่มีอยู่แล้วให้แข็งแรงกว่าดินธรรมดา เนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะทำให้พังทลาย นอกจากนี้ได้สั่งการแม่ทัพภาค 1 ให้นำทหารไปขนสารไซยาไนท์ออกจากนิคมอุตสาหกรรมโรจนะด้วย อย่างไรก็ตามแม่ทัพภาคที่1 ได้รายงานกลับมาแล้วว่า ได้ขนสารไซยาไนท์ออกมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ในบรรจุภัณฑ์ยังไม่ได้รับความเสียหาย เพราะหากไม่ขนย้ายออกมาจะเกิดความเสียหายจะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมได้" นายวิม กล่าว
นายวิม กล่าวอีกว่า ในการประชุมศปภ.ยังได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยและส่งกำลังที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมลงพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาเพื่อนำเรือตรวจลาดตระเวนทรัพย์สินตามบ้านเรือประชาชนในพื้นที่จ.นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี โดยมอบหมายให้พล.ต.อ.พงศพัศ นำเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ 10 ลำ ขนสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค อาหารสด ส่งให้ผู้ประสบภัยที่ยังอยู่ในบ้านเรือน โดยเริ่มที่จ.พระนครศรีอยุธยาก่อน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า ในวันที่ 12 ต.ค.เป็นต้นไป โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้กำชับให้มีการรายงานความคืบหน้าด้วย ทั้งนี้รายงานจากที่ประชุมแจ้งให้ทราบว่า ในวันพรุ่งนี้ (12 ต.ค.) นี้รัฐบาลจีนจะส่งเครื่องบินคาร์โก้ จำนวน 1 ลำ ขนสิ่งของมาช่วยเหลือให้กับรัฐบาลไทย ได้แก่ เรือสะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน 65 ลำ และเงินอีกจำนวนหนึ่งเพื่อจัดซื้อเรือพาย โดยจะลงจอดที่สนามบินดอนเมือง ในเวลา 17.00 น. อีกทั้งที่ประชุมยังมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งหาทางบำบัดน้ำเสียจากน้ำท่วมขังภายหลังน้ำลดและทรงตัว โดยนำจุลินทรีย์ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อโปรยในพื้นที่ที่น้ำท่วมขังนาน ทั้งนี้ในการประชุมเรายังได้รับรายงานบริเวณถนนพหลโยธิน เขตอ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยาถูกตัดขาด และสั่งการให้กระทรวงคมนาคมไปสร้างพนังกั้นน้ำและกอบกู้ถนนหมายเลข1ให้กลับคืนมา เนื่องจากขณะนี้ระดับน้ำทรงตัว รวมถึงสั่งการให้บริษัทการท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) จัดพื้นที่ภายในสนามบินสุวรรณภูมิเป็นที่อพยพทั้งคนและรถ โดยเบื้องต้นให้จัดพื้นที่สำหรับจอดรถให้กับประชาชนไม่ต่ำกว่า 2 พันคัน
ศภช.เตือน8อำเภอภาคใต้เสี่ยงดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก11-13 ต.ค.นี้
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ(ศภช.) แจ้งว่า ในวันที่ 11-13 ต.ค.นี้ อาจเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะ บริเวณ อ.กะปง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา อ.เขาพนม อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ อ.ถลาง อ.กะทู้ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต และ อ.สุขสำราญ จ.ระนอง ขอให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เตรียมให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย และติดตามข้อมูลจาก ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงไอซีที อย่างต่อเนื่องต่อไป
กทม.ฝั่งตะวันออกอ่วม"ลาดกระบัง"น้ำท่วม30จุด
ผู้สื่อข่าวรายงาน ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย เขตหนองจอก เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง และเขตคลองสามวา ซึ่งเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ที่รับน้ำเหนือที่ไหลหลากจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ จ.ปทุมธานี ล่าสุด พบว่ามีบ้านเรือนได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่เขตหนองจอก ขณะนี้มีน้ำเข้ามาในพื้นที่ค่อนข้างมาก โดยน้ำเข้ามาตามคลองต่างๆ และเพิ่มระดับสูงขึ้นจนล้นแนวคลอง ทำให้บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ตามแนวริมคลองถูกน้ำท่วม ประกอบกับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฝนตกในพื้นที่เขตตะวันออกทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก ปัจจุบันนี้มีชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งสิ้น 73 ชุมชน จากทั้งหมด 89 ชุมชน และหมู่บ้านเอกชนประมาณ 3 หมู่บ้าน แนวคลองที่ได้รับความเดือดร้อน ได้แก่ คลอง 9, คลอง 10, คลอง 11, คลอง 14 และตามบริเวณคลองแยกต่างๆ ส่งผลให้ถนนได้รับความเสียหายเป็นหลุมเป็นบ่อ เช่น ถนนสังฆประชา ถนนเลียบคลองสิบสาม ถนนเลียบคลองอู่ตะเภา
ขณะที่เขตลาดกระบัง มีพื้นที่น้ำท่วม 30 จุด แบ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก (จุดอ่อนน้ำท่วม) 28 จุด ล่าสุดเขตได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 42 เครื่อง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม 2 จุด ที่บริเวณถนนคุ้มเกล้าฝั่งเหนือ และบริเวณถนนคุ้มเกล้าฝั่งใต้ อีกทั้งใช้กระสอบทรายอุดกั้นท่อระบายน้ำ วางแนวเป็นคันกั้นน้ำ และเรียงเป็นทางเดินให้ประชาชน ส่วนที่เขตมีนบุรี พบว่าที่แขวงแสนแสบมีน้ำท่วมถึง 9 แห่ง ได้รับผลกระทบ 10 หมู่บ้าน 35 ชุมชน และบ้านเรือนนอกชุมชนอีก 2 แห่ง รวมทั้งสิ้น 3,637 ครอบครัว พื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหาย 1,390 ไร่ 3 งาน 66 ตารางวา เกษตรกรเดือดร้อน 194 ราย ขณะที่เขตคลองสามวา ได้จัดศูนย์พักพิงไว้รองรับผู้ประสบภัย 18 จุด และประสานภาคเอกชนนำรถเข้าไปจอดชั่วคราว อาทิ สนามกอล์ฟปัญญา ที่จอดรถห้างสรรพสินค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์
น้ำทะลักข้ามถนนข้างประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณถนนด้านข้างประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าว หมู่ 3 ต.บ้านปทุม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี แนวคันกระสอบทรายที่กั้นแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณด้านหน้าบริษัท ผลิตน้ำประปาของบริษัทเอกชน เกิดพังลงเป็นแนวยาว 50 เมตร ส่งผลทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่ใน ต.บ้านปทุม และ ต.เชียงรากใหญ่ เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถปิดรอยพังดังกล่าวได้ เนื่องจากเครื่องจักรและกำลังคนต้องไปช่วยกันซ่อมแซมรอยพังที่คอสะพานคลองบ้านพลับ เจ้าหน้าที่ต้องประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงขนของขึ้นที่สูง และเฝ้าระวังดูระดับน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำจำนวนมากจะไหล่เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน และไหลลงคลองเปรมประชากรต่อไป ซึ่งจะส่งผลทำให้น้ำเอ่อล้นคลอง และเข้าท่วมบ้านเรือนที่อยู่ริมคลองได้
ผบ.คุกบางขวางเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วมใหญ่
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำท่วมของเรือนจำต่างๆ ว่า ได้มอบแผนการควบคุมสถานการณ์ให้กับเรือนจำต่างๆ แล้ว จึงเชื่อว่าทุกเรือนจำจะมีแผนบริหารสถานการณ์เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมได้ ซึ่งขณะนี้มีเรือนจำและทัณฑสถานที่ประสบน้ำท่วมและขนย้ายผู้ต้องขังออกไปแล้วมีเพียง 4 แห่ง คือ เรือนจำและทัณฑสถานที่อยู่ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทั้งหมด จำนานกว่า 8,000 คน ส่วนเรือนจำและทัณฑสถานที่ประสบปัญหาน้ำท่วมแล้วแต่ยังควบคุมสถานการณ์ โดยยังไม่มีการขนย้ายผู้ต้องขังออกมาคือ เรือนจำและทัณฑสถานที่จังหวัดนครสวรรค์และชัยนาท ส่วนที่เรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี ขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องอพยพเพราะยังรับมือได้
ด้านนายวิษณุ ประจงกิจ ผบ.เรือนจำกลางบางขวาง กล่าวถึงมาตรการรับมือน้ำท่วมเนื่องจากเรือนจำกลางบางขวางมีที่ตั้งใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยาว่า ได้เตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่กรณีที่เกิดน้ำท่วมทางภาคเหนือ เพราะเชื่อว่ามวลน้ำจะต้องไหลลงมาถึงกรุงเทพฯแน่นอน โดยแผนที่เตรียมรองรับอันดับแรกคือการป้องกันไม่ให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลข้ามมาหน้าเรือนจำได้ แต่หากน้ำไหลข้ามมาแล้วเรือนจำก็มีแผนรองรับไม่ให้น้ำเข้าไปถึงบริเวณในเรือนจำ ซึ่งขณะนี้ภายในเรือนจำมีน้ำซึมเข้ามาบางส่วน แต่เรือนจำวางกระสอบทราย 2,000-3,000 ใบ ติดตั้งท่อระบายและเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
“ผมวางกระสอบทราย 2,000-3,000 ใบ เตรียมไว้ยาวถึงบ้านพักผบ.เรือนจำฯ ถ้าข้ามเข้ามาจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะทะลุเข้าแนวกั้นที่เทศบางทำเอาไว้ แม้จะไม่แน่นหนาแต่ยังพอพยุงน้ำไว้ได้ เราวางแผนว่าถ้าถึงเวลามีปัญหาแบบที่จังหวัดพระนครอยุธยาจะเอาผู้ต้องขังไปไว้ที่ไหน แผนแรกคือบล็อกไม่ให้น้ำจากเจ้าพระยาข้ามมาเข้าเรือนจำได้ ถ้าข้ามมาหน้าเรือนจำก็ต้องมีแผนรับไม่ให้น้ำเข้าไปข้างในเรือนจำต้องไม่ให้ผู้ต้องขังข้างในต้องเดือนร้อน ถึงอย่างไรน้ำต้องไม่ท่วมเรือนจำ ขณะนี้มีผู้ต้องขังที่อยู่ในการควบคุมจำนวน 4,569 คน ซึ่งรวมถึงผู้ต้องขังที่ย้ายมาจากเรือนจำที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรือนจำกลางบางขวางจะไม่ปล่อยให้น้ำท่วมเข้าเรือนจำได้เด็ดขาด เพราะอาจกลายเป็นปัญหาระดับชาติได้ เนื่องจากเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงและมีผู้ต้องโทษคดีอุกฉกรรจ์จำนวนมาก และเป็นเรื่องยากหากต้องขนย้ายผู้ต้องขังเหล่านี้" ผบ.เรือนจำบางขวาง กล่าว
ผบ.เรือนจำกลางบางขวาง กล่าวด้วยว่า เชื่อว่าเรือนจำจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้เพราะทั้งเรือนจำและเทศบาลนนทบุรีต่างประสานการทำงานร่วมกันตลอด วางแผนร่วมกันมาอย่างดี แต่สิ่งที่ตนเป็นห่วงขณะนี้คือมวลน้ำก้อนใหม่ที่จะทยอยเข้ามา ทำให้ยังไม่สามารถไว้วางใจสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ตนจึงสั่งให้เพิ่มอุปกรณ์ในการระบายน้ำสำรองไว้ยามฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังได้เตรียมประสานขอกำลังเสริมจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และกองทัพภาคที่ 1 กรณีหากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการควบคุมผู้ต้องขัง
ชาวสามโคกแห่นำรถยนต์ส่วนตัวจอดบนสะพานแยกสันติสุข
ชาวบ้านอำเภอสามโคก จ.ปทุมธานี หลังจากหูประตูน้ำป่าฝ้าย และประตูน้ำวัดตำหนัก พังลงทำให้น้ำไหลเข้าท่วมในพื้นที่ทำให้ชาวบ้านที่รถยนต์ส่วนตัวได้แห่ขับ ออกมาหาที่จอดรถและได้ยึดพื้นที่บนสะพานข้ามแยกสันติสุข หรือสี่แยกร้อยศพ เต็มไหล่ทางทั้งสองข้าง ทั้งไปและกลับ กว่า 200 คัน เมื่อสอบถามชาวบ้านบอกว่าจะต้องหาที่จอดรถสูงที่สุดเพื่อป้องกันน้ำเข้า เครื่อง จึงได้มาจอดรถรวมกันตามไหล่ทางสะพานแยกสันติสุขทั้งไปและกลับ
ด้าน พล.ต.ต.วัฒนา เขตร์สมุทร ผบก.ปทุมธานี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่รับผิดหมั่นตรวจตรารถที่จอดริมทาง จากการเดือดร้อนจากถูกน้ำท่วมได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้ และป้องกันเหตุขโมยของตามรถยนต์ที่จอดไว้โดยไม่มีคนเฝ้าจึงต้องคอยระวังให้ มากในชั่วนี้
นักธุรกิจเมืองกว๊านตั้งวอร์รูมช่วยน้ำท่วม
กลุ่มนักธุรกิจพะเยา นำโดยหอการค้าจังหวัดพะเยา ตั้งจุดรับบริจาคเงิน - เครื่องอุปโภค บริโภคที่จำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแง ที่นอนปิกนิก ฯลฯ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ จังหวัดนครสวรรค์ และพระนครศรีอยุธยา โดยจะทำการตั้งจุดรับบริจาคฯ ที่บริเวณร้านหนังสือนายอินทร์ หน้าโรงเรียนอนุบาลพะเยา ระหว่างวันที่ 11 - 13 ตุลาคม 2554 ตั้งแต่เวลา 15.00 - 21.00 น.พร้อมทั้งยังได้จัดเจ้าหน้าที่ออกเดินรับบริจาคจากบรรดาพ่อค้า แม่ค้าจากตลาดต่างๆอีกด้วย ซึ่งในวันแรก มียอดรับบริจาคหลังปิดทำการแล้วกว่า 50,000 บาท และเชื่อว่ามีน้ำใจหลั่งไหลมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยจนถึงวันสุดท้ายไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท
ทั้งนี้หอการค้าจังหวัดพะเยา จึงขอเชิญชวนชาวพะเยาทุกท่านได้ร่วมกันบริจาคเงิน - เครื่องอุปโภค บริโภคที่จำเป็น เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมดังกล่าวนอกจากนี้ยังสามารถร่วมบริจาคได้ที่ บริษัทใบธงจำกัด บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพะเยา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 054 - 483030
นายจรัส สุทธิกุลบุตร ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 กล่าวว่า ภาคธุรกิจพะเยาห่วงใยเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นหลายจังหวัดและจากการติดตามสถานการณ์ยังคงขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นอีกมากและการรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ยังจะทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนสถานการณ์จะดีขึ้น
ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 กล่าวอีกว่า ในระยะสั้นคนไทยทุกคนช่วยได้ทั้งกำลังทรัพย์และน้ำใจอย่างเต็มที่โดยไม่ได้รอแค่การแก้ไขปัญหาจากรัฐบาล แต่ในระยะยาวภาคส่วนต่างๆทั้งภาครัฐ เอกชนและสถาบันต่างๆ ต้องเกิดการวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเพื่อหาทางป้องกัน
“ผมคิดว่าภาคธุรกิจก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นกลไกหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ เราไม่โทษแค่ภาวะโลกของเราที่เปลี่ยนไป ไม่โทษเฉพาะภาคเกษตร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคธุรกิจที่ขยายโครงการด้านโครงสร้าง บางทีก็ไปปิดกั้นทางน้ำและทับถมพื้นที่พักน้ำในอดีต ซึ่งกลุ่มธุรกิจด้านนี้ต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง และปลูกฝังด้านจิตสำนึกในการทำธุรกิจไปยังทุกกลุ่มธุรกิจในสังคม ว่าต้องมีจิตสำนึกต่อสิงแวดล้อม” นายจรัส กล่าว
ธ.ก.ส.ธารน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ที่ศาลาการเปรียญวัดวังหิน ต.เถินบุรี อ.เถิน จ.ลำปาง นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อ.เถิน พร้อมกับนำถุงยังชีพสิ่งของเครื่องใช้ในการอุปโภคบริโภคจำนวน 1,500 ชุด ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดลำปางพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เกาะคา อ.สบปราบ และอ.เถิน โดยผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าว กว่าร้อยละ 70 เป็นสมาชิก และลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ที่ถูกแม่น้ำวังไหลเข้าท่วมบ้านที่อยู่อาศัย และพื้นที่การเกษตร นาข้าว และสวนผลไม้ได้รับความเสียหาย เกือบทั้งหมด
นายลักษณ์ วจนานวัช ผจก.ญ.ธกส. เปิดเผยว่า นโยบายการเปิดรับจำนำข้าวของรัฐบาล จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐบาลกำหนด โดยเฉพาะเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ จะต้องได้รับการขึ้นบัญชีเป็นเกษตรกร ของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจะมีรายชื่อประกาศ เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นไปตามระบบ เงื่อนไขที่กำหนด พร้อมกันนี้ได้พบปะ และปลอบขวัญกำลังใจพี่น้องประชาชนในพื้นที่
ส่วนประเด็นการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการกู้ยืมเงินไปลงทุนทำการเกษตร แล้วถูกภัยธรรมชาติ ได้รับความเสียหาย ทางรัฐบาลก็เตรียมผลักดันนโยบายให้ ธกส.หามาตรการต่างๆ ในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร อาทิเช่น โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร เพื่อยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปก่อนโดยไม่คิดอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสช่วยเหลือตนเอง และหาทางผัดผ่อนชำระหนี้สินในภายหลัง โดยเฉพาะอุทกภัยที่เกิดขึ้นอยู่ในหลายจังหวัดอยู่ในขณะนี้ นอกจากจะทำให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนแล้ว ยังส่งผลในภาพรวมต่อภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้า และการลงทุน กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย



