
กางแผนรับน้ำกทม.มั่นใจ'ไม่ท่วม'
ผ.อ.กองสารสนเทศระบายบายน้ำ กทม. ยัน "กทม. ไม่ท่วม 100%" ตักเกมหาชัยระดมเรือจิตรอาสาไล่น้ำท่าจีนออกทะเลต่อเป็นวันที่สาม เร่งผลักดันน้ำลงสู่ทะเลยันองค์พระปฐมเจดีย์ไม่มีน้ำท่วม
11ต.ค.2554 นายณรงค์ จิรสรรพคุณากร ผ.อ.กองสารสนเทศระบายบายน้ำ สำนักการระบายน้ำ กทม.เปิดเผยว่า กทม. ตั้งศูนย์ควบคุมระบบป้องกันระบบน้ำท่วม ซึ่งติดตามสถานการณ์น้ำตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ และตรวจสอบเส้นทางน้ำที่จะเข้าสู่ กทม. รวมถึงประตูน้ำในทุกๆด้าน เบื้องต้นนั้นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าทุกพื้นที่ใน กทม. นั้น อยู่ต่ำกว่าระดับแม่น้ำเจ้าพระยาเวลาน้ำขึ้นสูงสุด น้ำทะเลปานกลาง จึงต้องมีการพัฒนาและวางระบบป้องทันน้ำท่วม ซึ่งได้ทำมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว
ในงานป้องกันน้ำท่วม ได้แบ่ง กทม. เป็น 4 ส่วน 1.ฝั่งธนบุรี 2.กทม.ในคันกั้นน้ำ 3.กทม.นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งหมายถึง เขตมีนบุรี หนองจอก คลองสามวา และลาดกระบัง และ 4.ขตติดแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนของฝั่งธนบุรีนั้น จะต้องรับน้ำจาก จ.นนทบุรี และนครปฐม ได้มีการวางระบบระบายโดยใช้คลองทวีวัฒนา และ คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อผันน้ำออกแม่น้ำท่าจีน โดยจะมีประตูน้ำอยู่บริเวณคลองมหาสวัสดิ์ที่จะรับน้ำจาก จ.นนทบุรี โดยน้ำจะถูกระบายตามคลองย่อยมาเก็บไว้ที่แก้มลิง "คลองสนามชัย" ซึ่งมีพื้นที่ 76.42 ตารางกิโลเมตร
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ กทม.กังวลคือ อาจจะมีการมาทำลายประตูระบายน้ำ ซึ่งได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ไปดูแลแล้ว แต่แม้ว่าประตูน้ำจะถูกทำลาย หรือเปิด ก็ยังมีแผนสองโดยการใช้ ถ.ศาลาธรรมสพน์ และ ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ซึ่งยกสูงเป็นแนวกั้นน้ำอีกหนึ่งทาง
ส่วน กทม. ในคันกั้นน้ำนั้น แนวรับจะอยู่ที่คลองรังสิต ซึ่งจะรับมาจากคลองย่อยต่างๆ ซึ่งจะมีแนวประตูกั้นน้ำอยู่ตามแต่ละคลองจนถึงบริเวณคลองหก และยังมีการกั้นประตูน้ำส่วนหนึ่งอยู่ที่หลักหก จ.ปทุมธานี ซึ่งสามารถรับน้ำและระบายออกในทาง กทม.ตะวันออก และ มีส่วนหนึ่งจะผันลงอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำของ กทม. และตามคลองย่อย ก็จะมีสถานีสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา
ขณะที่แนวกั้นน้ำที่กั้นจากฝั่งตะวันออกเข้ามาจะใช้ ถ.ร่มเกล้า และ ถ.นิมิตใหม่ ที่ยกระดับขึ้นมาสูง ส่วนกทม. ในแนวคันกั้นน้ำนั้น ก็จะมีส่วนหนึ่งที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่ง กทม. ได้สร้างคันกั้นน้ำตลอดแนว คลองบางกอกน้อย และ แม่น้ำเจ้าพระยา มีความยาว77 กม. และเหลือเพียง 1.2 กม. ที่ยังสร้างไม่เสร็จ ทั้งนี้คันกั้นน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยานั้นเริ่มทำตั้งแต่ปี 2538 โดย มีที่ปรึกษาจากเนธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบป้องกันน้ำท่วมดีที่สุดในโลก
ทั้งนี้คันกั้นน้ำเจ้าพระยาเป็นเขื่อนถาวรคอนกรีตเสริมเหล็ก และลงเสาเข็มความลึกกว่า 25 เมตร ไม่ใช่แนวคันดินชั่วคราวเหมือนที่อื่น โดยความสูงของคันกั้นน้ำจะมีตั้งแต่ 2.50 -3.00 เมตร ซึ่งความสูงระดับนี้มิได้คิดเอาเอง แต่เป็นการคำนวนค่าเฉลี่ยในรอบ 100 ปี
อย่างไรก็ตาม ในส่วน 1.2 กม. ที่ยังไม่เสร็จนั้นมีอยู่ 3 จุด จะอยู่ในบริเวณคลองบางกอกน้อย 2 แห่ง และ บริเวณท่าน้ำราชวงศ์ 1 แห่ง ซึ่งที่ไม่เสร็จนั้นก็เนื่องมาจากผู้รับเหมาหนีงาน แต่ กทม. ก็ได้นำกระสอบทรายไปวางกั้นตามแนงปิรามิดเพื่อรับแรงดันน้ำ และยังจัดเจ้าหน้าที่ไปดูแลตลอด 24 ชั่วโมง หากมีการพังเพียงเล็กน้อยก็จะเร่งซ่อมในทันที ซึ่ง กทม. ยืนยันว่า ปีหน้าคันกั้นน้ำจะทำเสร็จทั้งหมด
ส่วน กทม. ฝั่งตะวันออก นั้น ด้านบนซึ่งจะรับน้ำตามคลองต่างๆที่มาจาก จ.ปทุมธานี ก็จะมีประตูระบายน้่ำ ส่วนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำนั้นก็ได้วางระบบระบายน้ำไว้ โดยส่วนหนึ่งจะผันออกเพื่อลงแม่น้ำบางปะกง โดยใช้คลองแสนแสบ คลองนครเนื่องเขต และคลองประเวศบุรีรมย์
ขณะที่อีกส่วนจะผันลงอ่าวไทย ผ่าน คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต คลองจระเข้ใหญ่ คลองบางโฉลง คลองหนองงูเห่า และ คลองลาดกระบัง ซึ่งแต่ละคลองก็จะมีสถานีสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำ
นอกจากนี้ที่หลายคนอาจจะตั้งคำถามอย่าง สนามบินสุวรรณภูมิ ที่จำเป็นต้องระบายน้ำจำนวนมากจะทำอย่างไร กทม. ยอมรับว่าหากต้องระบายน้ำออกและใช้คลอง 5 คลองที่ระบายออกอ่าวไทยอาจจะไม่พอ แต่ก็ได้ขุดคลองสุวรรณภูมิ หรือที่เรียกกันว่า "คลองด่วน 100 คิว" ไว้ระบายน้ำในส่วนนี้โดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะดูเหมือนว่า มีการวางระบบการระบายน้ำไว้อย่างน่ามั่นใจ แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่อาจจะต้องจำทน คือชุมชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นนำ ซึ่งถือว่ารุกล้ำลำน้ำ และ กทม. ไม่สามารถไปสร้างคันกั้นน้ำครอบได้ แต่คนกลุ่มนี้ก็จะรับผลกระทบ ตามน้ำขึ้นน้ำลงเท่านั้น
ทั้งนี้ ผอ.ณรงค์ยืนยันว่าแม้เป็นช่วงน้ำหนุนสูง ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะขณะนี้ สถานการณ์น้ำเหนือนั้น ค่อนข้างทรงตัว ไม่เพิ่มมากขึ้น เราจึงรับมือไหว อย่างไรก็ตาม โดย กทม.ได้ขอความร่วมมือกองทัพเรือทำแบบจำลองรับน้ำในช่วงน้ำหนุนสูง ซึ่งกำหนดว่า มีนำเหนือ ใน ปริมาณ 5,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำเจ้าพระยาจะมีความสูงที่ 2.27 เมตร ต่ำกว่าแนวคันกั้นน้ำอยู่มาก ดังนั้นเชื่อว่าน้ำจะไม่ท่วมอย่างแน่นอนหากไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
ความกังวลของ กทม. นั้นยังมีอยู่ สองส่วนที่เห็นได้ชัดคือ จะมีเหตุการณ์ที่คาดการณ์ลำบากอย่างมีฝนตกเพิ่ม และ มีการพังประตูน้ำ ซึ่งจะทำให้มีปัญหากับการจัดการน้ำ
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องคนต่างจังหวัดรับน้ำแทนคน กทม. นั้น ผอ.ณรงค์แจงว่า ไม่เป็นความจริง เพราะ ปริมาณแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ละจุดนั้นก็มีความสามารถในการรับน้ำอยู่แล้ว อย่างที่ จังหวัดชัยนาทจะอยู่ที่ 4,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่เมื่อมาถึง อ.บางบาล จะอยู่ที่ 1,300 ลููกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อน้ำมามาก เแต่รับได้น้อยไม่ว่าอย่างไรก็ต้องท่วม ไม่ว่าจะมี กทม. หรือไม่
นอกจากนี้ ผอ.ณรงค์ยังระบุอีก ว่าหลังจากนี้ต้องมีการจัดการน้ำที่จะมาอย่างเป็นระบบ หากมีการสร้างพนังกั้นน้ำ ป้องกันนน้ำไหลเข้าเมืองกันหมด ก็จะทำให้มวลน้ำมีขนาดมากขึ้น เพราะไม่ระบายออกรอบนอก ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงน้ำทางเหนือก็จะมีระดับสูงมากขึ้น จ.อ่างทองจะมีระดับน้ำสูงถึง 8 เมตร ซึ่งทางออกคือควรทำแก้มลิงเพื่อระบายน้ำออก และมีประโยชน์คือเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย
"อย่างไรก็ตาม เราต้องดูว่าแผนของ กทม. ที่ดูเหมือนวางไว้รัดกุม พอถึงคราวน้ำมา จะใช้การได้จริงหรือไม่" ผ.อ.กองสารสนเทศระบายบายน้ำ กล่าว
ตักเกมหาชัยระดมเรือจิตรอาสาไล่น้ำท่าจีนออกทะเลต่อเป็นวันที่สาม
บรรดาสมาชิกสมาคมประมง จ.สมุทรสาคร นำโดยนายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมประมงสมุทรสาคร นายศรัญย์ณัฐ ประมง ทรัพย์ ที่ปรึกษาสมาคมฯ และเหล่าสมาชิกชาวเรือ กว่า 50 ลำ ออกทำหน้าที่ กำกับดูแลร่วมกันผลักดันอาศัยใบพัดเรือหลายขนาดผันลำน้ำท่าจีน ขับเคลื่อนเพื่อส่งแรงไหลเวียนขอมวลน้ำลงสู่ปากอ่าวไทย ให้รวดเร็ว เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยตั้งหลักบริเวณท่าน้ำวัดบางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร เรียงรายตลอดสายน้ำระยะราว 2 กิโลเมตร ถึงอ่าวไทย เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าตรู (07.30 น.) ได้ประมาณครึ่งวัน กว่า 5 ชม. เป็นอันทยอยยุติ เนื่องจากประมาณน้ำในแม่น้ำท่าจีนเริ่มสูงขึ้น หลังรับการระบายน้ำจากเหนือ และฟากกระทุ่มแบน ซึ่งเป็นการพักเครื่องยนต์ ก่อนจะเริ่มอีกครั้งช่วงประมาณ 22.00 น.คืนเดียวกัน
เร่งผลักดันน้ำลงสู่ทะเลยันองค์พระปฐมเจดีย์ไม่มีน้ำท่วม
ที่จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่เช้าวันนี้ท้องฟ้ามืดครึ้มมีฝนตกหนักปานกลางครอบคลุมทั้งพื้นที่ ทำให้ถนนหลายสาย รวมทั้งถนนในบริเวณริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนมีน้ำท่วมขังไม่สะดวกในการจราจร เนื่องจากการระบายน้ำไม่ทันประกอบกับระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนสูงขึ้นทำให้เอ่อล้นตลิ่งเป็นบริเวณกว้างกว่าเดิม ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายนิมิต จันทน์วิมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยวาตภัยจังหวัดนครปฐม ได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 13 ดำเนินการลดระดับน้ำในคลองชลประทาน และเร่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่การเกษตรที่เก็บเกี่ยวแล้วให้เป็นพื้นที่รับน้ำ นอกจากจังหวัดนครปฐมได้ร่วมกับกรมเจ้าท่า โดยสำนักงานขนส่งทางน้ำที่ 3 สาขานครปฐม นำเรือจำนวน 25 ลำ ประจำตามจุดต่างๆ 5 จุด ประกอบด้วย บริเวณสะพานสาย 8 สะพานวัดเทียนดัด สะพานอำเภอสามพราน สะพานโพธิ์แก้ว และสะพานวัดไร่ขิง อำเภอสามพราน เพื่อผลักดันน้ำลงสู่ทะเลอย่างเร่งด่วนแล้ว เพื่อรองรับน้ำจากอำเภอสองพี่สอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่กำลังไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีน
ส่วนข่าวที่ออกมาว่าน้ำไหลเอ่อเข้าท่วมองค์พระปฐมเจดีย์แล้วนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจยังบริเวณตลาดเทศบาลเมืองนครนครปฐมพื้นที่หน้าองค์พระปฐมเจดีย์และบริเวณลานในองค์พระปฐมเจดีย์ ปรากฏว่ายังไม่มีน้ำไหลท่วมแต่อย่างใด และปริมาณน้ำในคลองเจดีย์บูชาก็ยังไม่มากนัก สามารถที่จะรับน้ำได้อีก ซึ่งจากกระแสข่าวที่ออกมานั้นสร้างความสับสนให้กับประชาชนในท้องที่และนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และจากกรณีที่มีน้ำท่วมขังบริเวณถนนรอบ ๆ องค์พระปฐมเจดีย์นั้น น่าจะมาจากการระบายน้ำไม่ทันช่วงที่มีฝนตกมากกว่า เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ ถ้าเกิดมีฝนตกฟ้าคะนองเป็นเวลานานกว่า 40 นาที น้ำฝนก็จะไหลลงท่อระบายไม่ทันทำให้เกิดน้ำท่วมขังเป็นเวลานานนับชั่วโมง
ล่าสุดสถานการณ์น้ำในภาพรวมของจังหวัดนครปฐมขณะนี้ มีปริมาณน้ำไหลเข้าจังหวัดทั้งสิ้น 35 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และปริมาณน้ำที่ระบายออกจากจังหวัดทั้งสิ้น 42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือมากกว่าน้ำที่ไหลเข้าจำนวน 7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งสถานการณ์อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังและตรวจสอบแนวกั้นน้ำ
"สพฉ."ระดมแพทย์-พยาบาลใช้เครื่องบินทำฝนเทียมย้ายผู้ป่วยหนัก
ที่สถานีดับเพลิงท่าอากาศยานดอนเมือง 2 ศูนย์บูรณาการปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉินตอบโต้ภัยพิบัติ (ศูนย์ดอนเมือง 84) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.)เปิดเผยผลปฏิบัติการช่วยเหลือด้านการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศยาน (SKY-DOCTOR)ได้มีการประสานลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่จ.นครสวรรค์ 4 ราย โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำทีมแพทย์และพยาบาลกู้ชีพ จากรพ.พานทอง จ.ชลบุรี รพ.ภูมิพล รพ.สมุทรสาคร รพ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งนี้เมื่อแพทย์ลำเลียงผู้ป่วย 4 ราย ประกอบด้วยน.ส.มานิต นพเจริญ อายุ 50 ปี อาการปอดบวม ติดเชื้อเจาะลำคอ นายเฉลียว แก่งศิริ อายุ 81 ปี อาการช๊อคติดเชื้อในกระแสเลือด นายบุญธรรม วจีพิทักษ์กุล อายุ 75 ปี และแม่ชีวรรณี ไม่ทราบนามสกุล อายุ 53 ปี มาถึงสนามบินแล้วนั้นก็ได้นำผู้ป่วย 3 รายขึ้นเครื่องบิน FIXWING CASA 300-1534 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เคยใช้เป็นเครื่องบินทำฝนเทียม เนื่องจากสามารถลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินได้พร้อมกันหลายราย
ขณะที่ผู้ป่วยอีก 1 รายใช้เฮลิคอปเตอร์ของ รพ.กรุงเทพ ลำเลียง โดยแพทย์ได้ลำเลียงผู้ป่วยมาผู้ป่วยทั้งหมดมายังจ.พิษณุโลก ซึ่งมีรถพยาบาลของ รพ.พุทธชินราช,รพ.พิษณุเวช มารอรับที่ท่าอากาศยานกองบิน 46 และนำตัวผู้ป่วยฉุกเฉินทั้ง 4 รายไปรักษาต่อไป
ทั้งนี้สาเหตุที่ต้องนำผู้ป่วย ออกจากรพ.สวรรค์ประชารักษ์และรพ.ค่ายจิระประวัติ เนื่องจากขณะนี้ในพื้นที่จ.นครสวรรค์ มีน้ำท่วมอย่างหนักและเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย จึงลำเลียงไปรักษาต่อที่จ.พิษณุโลก เพราะอยู่ใกล้เคียงจ.นครสวรรค์และมีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ยังสามารถรองรับผู้ป่วยได้อีก
เมืองแปดริ้วยังโกลาหลชาวบ้านแย่งทรายกันวุ่น
เมื่อเวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเตรียมความพร้อมรับมือมวลน้ำก้อนใหญ่ ที่จะถูกระบายลงมาจากหลายด้านผ่าน จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อปล่อยทิ้งออกสู่ทะเลผ่านมาทางแม่น้ำบางปะกง ตลอดทั้งวันนี้เป็นไปอย่างโกลาหล หลังจากวัสดุที่ทางเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ที่ได้มีการจัดเตรียมมาให้ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้าน โดยเฉพาะทราย ที่ถือเป็นปัจจัยหลักในการทำแนวป้องกันน้ำ ไม่ให้ไหลทะลักเข้าสู่บ้านเรือนนั้น ขาดแคลนอย่างหนัก
หลังจากทางเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ได้นำใส่รถบรรทุก 10 ล้อ มาเทกองทิ้งไว้ยังที่บริเวณสถานีดับเพลิง ใกล้กับธนาคาร ธกส. ใต้สะพานเฉลิมพระเกียรติฯ นั้น ได้หมดลงอย่างรวดเร็วเพียงชั่วพริบตา โดยหลายคนต่างพากันมาแบบยกทั้งครอบครัว ช่วยกันอย่างกุลีกุจอ ตักทรายใส่กระสอบ พร้อมกับช่วยกันขนขึ้นยังท้ายรถยนต์ส่วนตัว และรถยนต์กระบะนำกับไปตั้งบังเกอร์กันน้ำท่ามยังที่บ้าน
ตลอดทั้งวัน ทางเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราได้มีการขนทรายเข้ามาเทกองทิ้งไว้ เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนนับ 10 เที่ยว แต่ก็ยังคงหมดลงอย่างรวดเร็ว อีกเช่นเดิม โดยมีเหลือแต่เพียงกระสอบเปล่าที่กองทิ้งไว้ให้แก่ชาวบ้าน ผู้ที่เดินทางมาถึงในภายหลัง
ขณะที่ร้านค้าหลายแห่งได้ปิดกิจการลง เพื่อหันไปดำเนินการที่จะป้องกันน้ำท่วมร้านค้าของตนเอง โดยบางรายต่างยังคงเร่งว่าจ้างช่างก่ออิฐ มาทำการก่อตั้งกำแพงคอนกรีต กั้นน้ำที่หน้าร้านไว้ สูงระดับ 50 ซม. ถึง 1 เมตร และบางรายที่ยังเตรียมการในการจัดหากระสอบทรายมากั้นทำบังเกอร์ได้ไม่ทัน ได้เปลี่ยนเป็นการใช้ผ้ายางผืนใหญ่ปิดล้อมตัวบ้านไว้
ขณะเดียวกันในแม่น้ำบางปะกงนั้น บริเวณใต้สะพานข้ามแม่น้ำทั้ง 8 แห่งตลอดลำน้ำ ได้มีการนำเรือประมง และเรือของทางหน่วยงานราชการ มาทำการเดินเครื่องยนต์ เพื่อช่วยเร่งขับดันน้ำออกจากแม่น้ำบางปะกง ให้ไหลลงสู่ทะเลไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น



