ข่าว

ศอส.เตือนปชช.4จว.จมบาดาล

ศอส.เตือนปชช.4จว.จมบาดาล

11 ต.ค. 2554

'ศอส.'เตือนปชช. 4 จว.ที่จมบาดาลระวังระดับเพิ่มสูง แนะให้ปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนภัย ชี้จนท.พร้อมเข้าดูแลทรัพย์สินเต็มที่

         11 ต.ค.นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รองผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) กล่าวว่า ขอเตือนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่วิกฤต โดยเฉพาะจ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำท่วมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศแจ้งเตือนภัยของหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามประกาศเตือนอย่างเคร่งครัด หากมีประกาศเตือนจากจังหวัดให้อพยพ ให้เร่งอพยพออกจากบ้านเรือนไปอาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพที่จังหวัดจัดเตรียมไว้ในทันที โดยไม่ต้องห่วงบ้านเรือนและทรัพย์สิน เนื่องจาก ศอส. ได้กำชับให้จังหวัดจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครตระเวนดูแลบ้านเรือน ที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ อย่างต่อเนื่องแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการและการดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

'ศอส.'รายงานยังมีน้ำท่วม 27จังหวัด เตือน 7 จังหวัดเฝ้าระวังดินถล่ม - น้ำป่าไหลหลาก

         นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.)เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่ประสบภัย27 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ กำแพงเพชร และตาก205 อำเภอ 1,443 ตำบล 10,733 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 766,267 ครัวเรือน 2,298,571 คน ผู้เสียชีวิต 269 ราย สูญหาย 4 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 9,670,726 ไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาดว่าจะเสียหาย บ่อปลา 128,429 ไร่ ด้านปศุสัตว์ สัตว์ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 9,956,723 ตัวน้ำท่วมเส้นทางไม่สามารถสัญจรผ่านได้รวม 219 สาย แยกเป็น ทางหลวง 57 สาย ใน 15 จังหวัด ทางหลวงชนบท 162สาย ใน 33 จังหวัด

          สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปริมาณน้ำมาก และระดับน้ำล้นตลิ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำยม ที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ลุ่มน้ำมูลที่อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอท่าตูมจังหวัดสุรินทร์ อำเภอราษีไศล อำเภอกันทรารมย์ อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ลุ่มน้ำชี ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม อำเภอจังหาร อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด ลุ่มน้ำสะแกกรัง ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ลุ่มน้ำท่าจีน ที่อำเภอเมือง อำเภอสองพี่น้อง อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอบางเลน อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ 4,650 ลบ.ม./วินาที มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 3,634 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำไหลผ่านที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3,476 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำใน 10 จังหวัดที่อยู่ริมแม่น้ำ ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ปทุมธานี และนนทบุรี ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำล้นตลิ่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 99 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำ 98 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนแควน้อยมีปริมาณน้ำ 101 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 130 เปอร์เซ็นต์

            นายพระนาย กล่าวเตือนว่า ร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกชุกหนาแน่น และตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าวระมัดระวังจากภาวะฝนตกหนัก ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในช่วงวันที่ 11 - 12 ตุลาคม นี้ ซึ่งภาวะฝนที่ตกหนักในระยะนี้ยังส่งผลกระทบให้การระบายน้ำในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา จึงขอให้จังหวัดดังกล่าวเฝ้าระวังภาวะน้ำท่วมที่อาจเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 80 ซม. ในระยะนี้ และให้เตรียมการอพยพประชาชนในพื้นที่วิกฤตออกมาอาศัยอยู่ตามศูนย์อพยพต่างๆ ที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้ สำหรับพื้นที่ที่ต้องระวังดินโคลนถล่มและน้ำป่า ไหลหลากในช่วงนี้ มี 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี(อำเภอขลุง และอำเภอเขาคิชฌกูฏ) ตราด (อำเภอบ่อไร่ และอำเภอเกาะช้าง) เพชรบุรี (อำเภอแก่งกระจาน) ชุมพร (อำเภอสมุยอำเภอพะโต๊ะ) สุราษฎร์ธานี (อำเภอวิภาวดี อำเภอไชยา) นครศรีธรรมราช (อำเภอสิชล อำเภอนบพิตำ อำเภอพรหมคีรี) ภูเก็ต (อำเภอกะทู้ ) ขอให้จังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าวจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ และแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มท้ายนี้ ศอส. ได้กำชับให้จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ และนครศรีธรรมราช เตรียมพร้อมรับมือภาวะฝนตกหนัก ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ และจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที

          ทั้งนี้ ศอส. ได้จัดตั้งคณะทำงาน 4 คณะ แบ่งเป็น ด้านการป้องกัน ด้านการอพยพ ด้านการส่งกำลังบำรุง และด้านการผันน้ำเพื่อป้องกันพื้นที่สำคัญและพื้นที่เศรษฐกิจมิให้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมถึงเร่งดำเนินการช่วยเหลือและสงเคราะห์พื้นที่ประสบภัย สำหรับแนวทางการป้องกันน้ำทะลักท่วมพื้นที่ กทม.และจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะนนทบุรี ปทุมธานี ศอส. ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกับกทม.และจังหวัดต่างๆ ในการร่วมกันวางแนวทางการป้องกันน้ำและรักษาพื้นที่เศรษฐกิจ

 

นครนายกเร่งเครื่องระบายน้ำออกทะเล

 

          นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผู้ว่าราชจังหวัดนครนายก กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า ที่จังหวัดนครนายกตั้งแต่ช่วงเช้าปรากฎน้ำมีระดับสูงขึ้นตามลำดับประมาณ 20 ซม. อย่างไรก็ตามตนได้มาตรวจสถานการณ์น้ำที่คลอง 17 ต.บางน้ำเปรี้ยว พร้อมประสานผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อร่วมกันหาทางเร่งระบายน้ำที่ต้องรับจากปทุมธานี คลองรังสิต คองรพีพัฒน์ เพื่อเร่งระบายสู่คลองด่านและออกสู่ทะเลโดยเร็ว โดยที่ประตูน้ำชลหารพิจตร คลองด่านนั้น มีเครื่องสูบน้ำยักษ์ 6 ตัวรอพร้อมสูบน้ำออกสู่ทะเล

          อย่างไรก็ตามต้องประสบปัญหากับคลองที่มีผักตบชวาขวางทางน้ำไหล จึงได้เร่งประสานกรมชลประทานมาช่วยขุดลอกคูคลองเพื่อให้น้ำระบายได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ตนได้ระดมเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือพี่น้องชาวนครนายกที่ วัดเกาะกา ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี โดยได้ช่วยกู้น้ำในชุมชนพ้นจากวิกฤติแล้ว 135 ครอบครัว ทำให้ถนนแห้ง วัดแห้ง สถานอนามัยและสถานที่ราชการต่างๆกับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทหารกองพล รอ.2 รักษาพระองค์ จ.ปราจีนบุรี พร้อมกันนี้ได้ขอกำลังจาก รร.จรป.และทหารเรือจากค่ายโยธกา มาช่วยกันสร้างกำแพงดินกั้นน้ำท่วมวัดพลอยกระจ่างศรี ต.บางสมบูรณ์ อ.องค์รักษ์ซึ่งประสบผลด้วยดี