
รัฐบาลไทยกับนโยบายจีน
รัฐบาลไทยกับนโยบายจีน : โลกสาระ โดย กวี จงกิจถาวร
นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีหมายกำหนดการเดินทางเยือนจีนในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ นับว่ารวดเร็วทันใจดี เป็นที่รู้กันดีในวงการทูต รัฐบาลชุดนี้รู้สึกใกล้ชิดกับจีน มันเป็นเรื่องธรรมดาสามารถคาดการณ์ได้อยู่แล้ว ลึกๆ มันเป็นการประสานต่อนโยบายของรัฐบาลทักษิณในอดีต
มิตรภาพไทย-จีนลึกซึ้งมากกว่าที่คิดกัน ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ในช่วงที่เศรษฐกิจจีนเฟื่องฟู พัฒนาสายใยไทย-จีน โดยทั่วๆ ไปขยายวงกว้าง ตัวอย่างเช่น ขณะนี้มีนักเรียนจีนมากกว่า 1 หมื่นคนเรียนหนังสือในสถาบันการศึกษาชั้นสูงในไทย ส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษ บางคนเก่งเรียนหนังสือไทย ฟังคำบรรยายเป็นไทย
นักเรียนไทยไปเรียนต่อในจีนก็เยอะพอๆ กัน ประมาณ 1 หมื่นกว่าคนเช่นกัน ส่วนใหญ่ไปเรียนภาษาจีน น้อยคนจะเรียนจีนศึกษา ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 นักเรียนไทยไปจีนมากขึ้นทุกๆ ปี แทนที่เดินทางไปเรียนฝั่งตะวันตกอย่างที่เคย เมื่อ 20 ปีก่อน ในแต่ละปีมีนักเรียนไทยประมาณ 2 หมื่นคนไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา ตอนนี้มีประมาณปีละ 7,000 กว่าคน
การศึกษาภาษาจีนในไทยได้รับความนิยมมากๆ มีครูจีนและอาสาสมัครจีนกว่า 1,000 คน เข้ามาสอนภาษาจีนในมหาวิทยาลัยร่วมทั้งสถาบันเอกชนต่างๆ มากกว่า 300 กว่าแห่งทั่วประเทศ ทำให้ภาษาจีนเป็นภาษาต่างประเทศที่มีคนเรียนมากที่สุดรองจากภาษอังกฤษ
ภาษาจีนได้รับความนิยมในไทยมากขึ้น เนื่องจากมีสถาบันขงจื้อซึ่งมีรัฐบาลจีนให้เงินสนับสนุนจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2003 มีอยู่ทั้งหมด 12 แห่งในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วไทย สถาบันเหล่านี้ก็เหมือนกับของฝรั่งนั่นเอง เช่น สถาบันเกอเต้ สถาบันเอยูเอ สถาบันฝรั่งเศสที่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมภาษาของแต่ละประเทศ เพียงแต่ว่าสถาบันขงจื้อมีสาขามากกว่า
รัฐบาลไทยชุดนี้มีนโยบายเสริมสร้างสัมพันธ์ไทย-จีนแบบเต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะให้ความสำคัญในมิติเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ฝ่ายไทยไม่ค่อยคิดในเรื่องเกี่ยวกับศักยภาพจีนด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นประเด็นสมาชิกอาเซียนอื่นๆ สนใจและเป็นห่วงกังวล ฝ่ายไทยคิดแต่เรื่องผลประโยชน์เศรษฐกิจเท่านั้น ทำเงินอย่างเดียว
รัฐบาลไทยยินดีส่งเสริมให้จีนใช้ไทยเป็นฐานของการค้าในเอเชียอาคเนย์ และเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยรวมการลงทุนจีนในไทยยังน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป คืออยู่ประมาณ 3,000 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แต่ในอนาคตฝ่ายไทยเชื่อว่าทุนจีนมีสิทธิเอาชนะการลงทุนญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่เจ้าเก่าได้
ดูอย่างตลาดสินค้าไทยในสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง เพราะลดน้อยลงไปมาก ขณะนี้ตลาดจีนรับสินค้าไทยมากเป็นอันดับ 1 ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตลาดสหรัฐอเมริกาลดเหลือเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตลาดอาเซียนได้ขยายตัวขึ้นมาหลังการตั้งเขตการค้าเสรี
รัฐบาลชุดนี้เอียงเข้าหาจีนชัดเจนไม่เคอะเขิน ไม่เหมือนกับรัฐบาลชุดก่อนพยายามรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างไทย-จีน-สหรัฐ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทย (ซึ่งมีนักธุรกิจไทย-จีนหนุนเยอะ) มันไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกอะไร ฉะนั้นในอนาคตการลงทุนจีนในเมกะโปรเจกท์ต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน



