ข่าว

'น้ำท่วม'โชคดีที่เป็นประเทศไทย

'น้ำท่วม'โชคดีที่เป็นประเทศไทย

11 ต.ค. 2554

โชคดีที่เป็นประเทศไทย : ขยายปมร้อน โดย ศรุติ ศรุตา

          สถานการณ์ของประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

           สภาพบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมขังนับล้านครัวเรือน ไล่จากภาคเหนือเรื่อยลงไปจนสุดที่กรุงเทพมหานคร ที่ต้องจมอยู่ใต้น้ำ นิคมอุตสาหกรรม 2 แห่งเสียหายยับเยิน

           ทั้งหมดนั้นยังไม่นับรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นที่ภาคอีสาน

            ถึงแม้ว่าช่วงนี้ควรจะเป็นช่วงที่ให้กำลังใจกันและกัน เพราะต่างคนต่างก็สะบักสะบอมกับน้ำหลากเข้าท่วมฉับพลัน และแช่ขังนานกว่า 1 เดือน แต่เมื่อได้ฟังถ้อยแถลงของ ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา แล้วทำให้เกิดอาการน้ำกัดเท้าขึ้นมาตะหงิดๆ

            ประเด็นหนึ่งที่รัฐมนตรีเกษตรฯ ที่ดูและกรมชลประทานยอมรับก็คือ พื้นที่ริมเจ้าพระยาไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้

            ประเด็นที่สอง การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน ที่พบว่ามีการปล่อยน้ำจากเขื่อนออกมาช่วงนี้ เป็นเพราะว่าไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าพายุจะเข้ากี่ลูก ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ระดับน้ำในเขื่อนได้

            ประเด็นแรกที่ว่านั้น อาจจะพอยอมรับกันได้ เพราะหากว่าถึงฤดูน้ำหลาก มันก็ย่อมจะเข้าท่วมเป็นธรรมดา

            แต่ประเด็นหลังที่บอกว่า ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าพายุจะเข้ากี่ลูก เลยบริหารจัดการเขื่อนไม่ถูกนั้น คงจะทำใจลำบาก

            เพราะสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยาเองก็มีอยู่แล้วว่า ปีหนึ่งๆ หากความกดอากาศจากประเทศจีนยังไม่แผ่ลงมา ฝนก็จะยังอยู่ที่อีสาน-เหนือ นั่นหมายความว่า เขื่อนก็ต้องบริหารจัดการน้ำในเขื่อนว่า ลูกนี้เข้ามาแล้วน้ำเท่านี้ จะปล่อยเท่าไหร่ ต้องประสานกรมชลประทานว่า หากปล่อยเท่านี้ รับได้หรือไม่ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปากอ่าวไทย

            ไม่ใช่ปล่อยให้น้ำมาขังอยู่ช่วงกลาง ที่ จ.นครสวรรค์ และพระนครศรีอยุธยา เพราะว่าไม่ต้องการเปิดประตูน้ำพลเทพเต็มที่ เพราะน้ำจะหลากเข้าท่วมตลาดร้อยปี และ อ.บางปลาม้า

            แต่เรื่องนี้จะโทษว่าแค่กระบวนการบริหารจัดการแบบมีระบบ แต่ไม่มีรูปแบบคงไม่ได้เต็มปาก ทั้งที่ความจริงก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

            ที่ต้องมองก็คือ การทำงานของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงเดือนเลยทำให้เห็นว่า กับสถานการณ์อย่างนี้ ยิ่งลักษณ์ยังต้องฝึกฝนอีกนับสิบปีที่จะมองให้ทะลุกับระบบราชการ ระบบการสั่งงานในภาวะวิกฤติ

            ชัดๆ ก็คือ กว่าจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ขึ้นมา ให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม บูรณาการปัญหาทั้งหมด น้ำก็ท่วมไปเดือนกว่าแล้ว

            ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ก็คือ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ทำหน้าที่ โดยมีรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่เป็นรองโดยตำแหน่งอยู่แล้ว

            ในขณะที่ยิ่งลักษณ์เองก็เล่นในบทบาทของการเดินหน้าพบปะผู้คนที่ประสบภัย ปรากฏตัวเป็นประจำตามหน้าสื่อหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์

            การทำหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยนานถึง 15 วัน ถึงได้มีการเปลี่ยนแปลงให้มี ศปภ. เพื่อบูรณาการปัญหาน้ำท่วมทั้งหมด แล้วเปลี่ยนตัวผู้ที่บูรณาการเป็น พล.ต.อ.ประชา ที่ไม่ได้มีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเสียด้วยซ้ำ

            ฝ่ายปฏิบัติการ ก็ให้ ปลอดประสพ สุรัสวดี ควบคุมดูแล โดยมีกองทัพ และผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ภายใต้บังคับบัญชา

            แต่ที่เห็นเป็นเนื้อเป็นหนังก็คือ การทำงานของกองทัพ เพราะมีความพร้อมมากกว่าทั้งกำลังพล เครื่องจักร โดยเฉพาะระเบียบวินัย และจิตใจที่มุ่งจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ

            ในขณะที่ก่อนหน้านี้ กองทัพก็เปิดประตูพร้อมให้เรียกไปทำงานอยู่แล้ว แต่ก็เป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น นั่นเป็นเพราะความชัดเจนในการแก้ไขปัญหายังไม่มี เพราะคำว่า "บูรณาการ" จะเกิดขึ้นได้ในสังคมบ้านเรานั้น มันต้องผ่านวิกฤติการณ์กันเสียก่อน

            น้ำท่วมนานกว่าเดือนจึงได้มี ศปภ.ขึ้นมา แม้จะดีกว่าไม่มี แต่มันก็ฟ้องชัดว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ล่าช้า

            นั่นอาจเป็นเพราะรัฐบาลเกรงว่า การแสดงท่าทีที่ไม่พอเหมาะพอดี อาจทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือประกาศภาวะภัยพิบัติแห่งชาติ สิ่งที่ทำกันไปในเวลานี้ก็คือ ประคับประคองสถานการณ์แบบรายวัน อพยพ แจกถุงยังชีพ

            จะมีคำสั่งที่ล้ำหน้าหน่อยก็คือ ให้ไปขุดลอกคูคลอง กำจัดวัชพืชผักตบชวา เพื่อไม่ให้ขวางกั้นทางน้ำ

            ทั้งที่เรื่องนี้มันควรจะมีตั้งแต่เมื่อ 1-2 เดือนที่ผ่านมาแล้ว

            เมื่อแก้ไขปัญหาแบบรายวัน ประกอบกับความอ่อนด้อยในการคาดคำนวณปริมาณน้ำ นิคมอุตสาหกรรมอย่างน้อย 2 แห่งจึงเสียหายยับเยิน คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท

            กว่าที่นิคมอุตสาหกรรมทั้ง 2 แห่งฟื้นกลับมาเดินเครื่องผลิตได้ ก็ไม่น่าจะใช้เวลาต่ำกว่า 6 เดือน นั่นย่อมหมายความว่า จะต้องมีคนตกงานอีกนับหมื่นคน ส่งผลกระทบนับแสนครอบครัว ตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ก่อนหน้านี้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.6% เอาเข้าจริงอาจเหลือเพียงแค่ 2-2.5% ของจีดีพี หรืออาจต่ำลงไปกว่านั้น

            ยังดีที่มหาวิบัติภัยนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย "ความรับผิดชอบ" ต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจึงไม่มีใครออกมาเรียกร้อง แต่ถ้าเกิดในประเทศอื่นล่ะก็เขาไม่มีการลังเลกันแน่

            ดูอย่างญี่ปุ่นนั่นปะไร สึนามิเข้าถล่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พอเขาแก้ปัญหาในระดับหนึ่งเสร็จแล้ว ก็ไม่ลังเลที่จะเปิดทางให้คนที่มีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ