ข่าว

เปิดงานวิจัย‘ค้าบริการทางเพศ’

เปิดงานวิจัย‘ค้าบริการทางเพศ’

10 ต.ค. 2554

เปิดงานวิจัย ‘ค้าบริการทางเพศ’ ฉบับ 'ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์' บนทาง 3 แพร่ง 'กำจัด-ควบคุม-รับรอง'

                การค้าบริการทางเพศในประเทศไทยเป็นประเด็นสาธารณะที่มีการโต้เถียงมายาวนาน ทวีความซับซ้อน เกิดเขตแดนที่ศีลธรรม กฎหมาย สิทธิ และเพศวิถี ปะทะกันจนไม่อาจหาข้อสรุปได้ โดยที่ผ่านมาสังคมไทยก็อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ขอบเขตการโต้เถียงประเด็นนี้เป็นอย่างไร งานวิจัยร้อนๆของ"ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์"มีคำตอบ 

                การค้าบริการทางเพศในประเทศไทยถือเป็นประเด็นสาธารณะที่มีการโต้เถียงมาอย่างยาวนาน สังคมเองก็มักให้ความสนใจเป็นระยะๆ ตามกระแสข่าวเท่านั้น ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี กลับส่งผลให้ความซับซ้อนของปัญหาทวีขึ้น เกิดเขตแดนที่ศีลธรรม กฎหมาย สิทธิ และเพศวิถี ปะทะกันจนไม่อาจหาข้อสรุปได้ โดยที่ผ่านมาสังคมไทยก็อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ขอบเขตการโต้เถียงประเด็นนี้เป็นอย่างไร ซึ่งยิ่งทำให้การหาทางออกดูพร่าเลือน

                เพื่อทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์การค้าบริการทางเพศ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.) มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ แผนงานส่งเสริมสุขภาวะทางเพศ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.) ได้จัดเวทีเสนองานวิจัยเรื่อง การโต้เถียงสาธารณะเพื่อสร้างทางเลือกว่าด้วย “การค้าบริการทางเพศ” ในสังคมการเมืองไทย โดย รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ซึ่งพยายามตั้งคำถามต่อข้อถกเถียงเรื่องการค้าบริการทางเพศในสังคมไทย

 

เพศในกรอบ สร้างล็อกความคิดต่ออาชีพค้าบริการ

                รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ เปิดประเด็นด้วยการอธิบายเบื้องต้นว่า กฎหมายและนโยบายของรัฐไทยมักมีแนวโน้มที่จะกำหนดว่าเพศวิถีของคนในสังคมควรจะเป็นเช่นไร เช่น ต้องเป็นความสัมพันธ์แบบต่างเพศ ต้องอยู่ในสถาบันการแต่งงาน ซึ่งวิธีคิดนี้ไม่สะท้อนสถานการณ์ทางเพศที่เป็นจริงที่มีความหลากหลาย จึงทำให้ไม่รับรู้ปัญหาและความทุกข์ของผู้คนที่เกิดขึ้นและนำไปสู่การจำกัดสิทธิ ลดทางเลือก และสร้างปัญหาสุขภาวะทางเพศ

                “มักพูดกันว่าการค้าบริการทางเพศเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แล้วสังคมนี้ปฏิบัติต่อผู้ค้าในฐานะอาชีพหรือเปล่า เพราะการค้าบริการทางเพศถูกจัดว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คือออกนอกเขตเรื่องเพศที่รับรองว่าถูกต้องตามกฎหมาย และนำไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมาย นำไปสู่การโต้เถียงที่ยืดเยื้อว่าด้วยการจัดที่ทางให้กับอาชีพนี้ควรเป็นอย่างไร ที่ยุ่งตามมาก็คือการโต้เถียงและคนที่ร่วมโต้เถียง มีลักษณะเถียงแบบตาบอดคลำช้าง เพราะการค้าบริการทางเพศเป็นปรากฏการณ์ที่มีความซับซ้อนมาก แตะตรงไหนก็พูดตรงนั้น ทำให้การเถียงเหมือนพูดคนละเรื่อง”

                รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยมีล็อกทางความคิดต่อการทำความเข้าใจเรื่องนี้ 4 ประการ ที่ทำให้การมองปัญหาคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

                1.มองว่าคนซื้อเป็นผู้ชาย และมักมากในกาม ทำผิดศีลธรรม มีเซ็กส์นอกสมรส

                2.มีแนวโน้มที่จะเข้าใจว่าผู้ขายเป็นผู้หญิง ยากจน และไม่มีการศึกษาขณะที่ช่วง 15 ปีมานี้ ล็อกทางความคิดนี้เริ่มไม่รับกับสถานการณ์ใหม่ๆ ที่มีนักศึกษา ลูกชนชั้นกลาง สาวออฟฟิศ แม่บ้าน เข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ ซึ่งการอธิบายคือบอกว่าเป็นเพราะบริโภคนิยม ภาพของคนซื้อ-ขาย จึงถูกล็อกไว้มาก โดยลืมไปว่าคนซื้อ-ขายไม่ได้มีเพศสภาพเดียว มีความหลากหลายเยอะ มีเหตุผลที่มา

                3.มองว่าการค้าบริการทางเพศเป็นความชั่วร้ายที่จำเป็น ผู้หญิงจำนวนหนึ่งยังยินดีให้สามีซื้อบริการดีกว่าไปมีเมียน้อย และสังคมยังเชื่อว่าการค้าบริการทางเพศเป็นช่องทางให้ผู้ชายที่มีความต้องการสูงมีที่ระบาย จะได้ไม่ไปใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงดีๆ

                4.มองว่าเป็นผู้ที่ค้าบริการทางเพศเป็นเพราะถูกล่อลวงบังคับ ยังมีคนปฏิเสธที่จะยอมรับว่าผู้ค้ามีทางเลือกที่จะเลือกค้าบริการ เพราะเวลาพูดว่า ‘เลือก’มักเชื่อว่าต้องเลือกโดยเต็มใจ แต่การเลือกมีความซับซ้อนกว่านั้น จึงเกิดการปฏิเสธว่าการค้าบริการทางเพศเป็นสิ่งที่คนสามารถเลือกได้

                “เวลามองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาและเคลื่อนไหว มีคนที่เคลื่อนด้วยฐานคิดต่างๆ ซึ่งเราได้เห็นการเคลื่อนที่มีสีสันมาก มีรากฐานความคิดจากหลายเรื่อง ว่าด้วยเรื่องของสิทธิและตัวตนของผู้หญิง ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชาย-หญิง  ความเหลื่อมล้ำ และเคลื่อนจากฐานการเมืองเชิงอัตลักษณ์ ซึ่งการค้าบริการทางเพศมีแง่มุมของการเมืองเชิงอัตลักษณ์ที่น่าสนใจเพราะมีมุมของผู้ค้าออกมาแสดงความเห็นและผลักดันประเด็นในนโยบายสาธารณะในหลายพื้นที่ มีผู้มีส่วนร่วมออกมาพูด ที่น่าสนใจคือคนซื้อไม่พูด แต่คนขายพูด” รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ตั้งข้อสังเกต

 

กำจัด-ควบคุม-รับรอง 3 แนวทางแก้ปัญหาในมุมของสังคมไทย

                โดยที่ผ่านมามีความพยายามเคลื่อนไหวเพื่อจัดการกับการค้าบริการทางเพศจากฐานคิดที่แตกต่างหลากหลาย อันนำไปสู่แนวนโยบายในการจัดที่ทางให้แก่การค้าบริการทางเพศในสังคมไทยอยู่ 3 แนวทางด้วยกัน

                1.การกำจัดให้สิ้นซาก ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน 2 ข้อใหญ่ คือ หนึ่ง-เป็นเรื่องผิดศีลธรรม กับสอง-เป็นอาการปรากฏของการกดขี่ผู้หญิงในระบบนิยมชาย

                2.การควบคุมจำกัดโดยกฎหมายของรัฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่สังคมไทยคุ้นเคยที่สุด เช่น กำกับอายุคนซื้อขาย สถานที่ รูปแบบ การเข้าสู่ธุรกิจไม่ว่าจะสถานบริการหรือผู้ค้า

                3.การรับรองสถานะของการค้าบริการทางเพศในฐานะอาชีพ และรับรองผู้ค้าบริการทางเพศในฐานะแรงงานประเภทหนึ่ง หมายความว่าไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายหรืออาชญากรรม แต่เป็นอาชีพที่คนแต่ละกลุ่มสามารถเลือกได้ในบางช่วงของชีวิตที่จะทำอาชีพนี้

                เมื่อเห็นแนวทางการจัดที่ทางให้แก่อาชีพค้าบริการทางเพศทั้ง 3 แนวทางแล้ว งานวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การโต้เถียงเรื่องนี้จะเกิดขึ้นภายในวงการโต้เถียง 3 ระดับ

                -วงสาธารณะ เป็นวงที่จะเกิดการโต้เถียงเฉพาะเมื่อเกิดกระแสข่าวขึ้นเท่านั้น พอข่าวตกจากหน้าหนึ่ง กระแสการโต้เถียงก็จะหายไปด้วย รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ข่าวส่วนใหญ่ที่ออกมาช่วงหลังๆ มักหยิบจับประเด็นการขยายตัวของการค้าบริการทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้ากลุ่มใหม่ที่สังคมไม่คุ้นเคย เช่น นักศึกษา แม่บ้าน เป็นต้น

                “ความเห็นที่แสดงออกผ่านการสำรวจในวงนี้ค่อนข้างหนักแน่นว่าไม่สนับสนุนการให้ที่ทาง เพราะผิดศีลธรรม เสียงไม่สนับสนุนกันหนักแน่นเช่นนี้ แต่กลับขยายตัว มีความไม่สอดคล้องอะไรบางอย่างระหว่างความเห็นและการกระทำ

                “โพลล์สวนดุสิตเกี่ยวกับเรื่องนี้ในปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการผลักดันนโยบายเอ็นเตอร์เทนเม็นต์ คอมเพล็กซ์ ดิฉันขอเล่าถึง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวิธีถามจะกระทบกับตัวความเห็น เขาถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่จะทำให้โสเภณีถูกกฎหมาย คำตอบอันดับ 1 คือไม่เห็นด้วย 55.28 เปอร์เซ็นต์ ทำไมฟันธง ดูคำถามต่อไป คิดว่าการทำให้อาชีพโสเภณีถูกกฎหมาย เป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือไม่ ก็เล่นถามอย่างนี้ แต่มันขัดกับการขยายตัวของการค้า งานวิจัยนี้พยายามอธิบาย คำอธิบายคือเวลาเราพูดเรื่องเพศในที่สาธารณะ ท่านกล้าพูดความจริงมั้ย มันมีสคริปต์บังคับว่าควรจะพูดเช่นนี้ เพื่อที่จะดูเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ทำยังไงอีกเรื่องหนึ่งจุดนี้ทำให้การถามความเห็นเรื่องเพศในสังคมไทยเป็นเรื่องยากที่จะได้คำตอบจริงๆ”

                -วงนโยบาย ผู้มีส่วนร่วมในวงนี้ ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานของรัฐที่ทำงานประเด็นเพศสภาพและเพศวิถี นักวิชาการ นักกฎหมาย นักเคลื่อนไหวทางสังคม เจ้าของกิจการ และผู้ค้าบริการ คนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้จะพยายามผลักดันกฎหมายและนโยบายต่างๆ

                -วงส่วนตัว หมายถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจการค้าบริการทางเพศกับเจ้าหน้าที่รัฐ

                “กฎหมายจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการต่อรองในวงเล็กนี้ทั้งสิ้น ซึ่งในวงส่วนตัวนี้เองที่กฎหมายของรัฐกำกับไม่ค่อยได้ที่น่าสนใจคือเจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจที่เราคุย น่ารักทั้งนั้น เข้าอกเข้าใจผู้ค้า แต่ปัญหาอันดับต้นๆ คือผู้ค้าบริการทางเพศถูกตำรวจรังแก เช่นเดียวกันความไม่สอดคล้องระหว่างทัศนะและการปฏิบัติของตำรวจ คือสคริปต์ที่ว่าต้องพูด แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง”

                สุดท้ายแล้ว รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ เสนอว่า แม้ประเด็นการค้าบริการทางเพศจะเป็นการถกเถียงที่ดูจะไร้จุดสิ้นสุด หาคำตอบไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ขอให้ถกเถียงต่อไป แต่ขณะเดียวกันควรจะมีการจัดการปัญหาการกดขี่รังแกที่ผู้ค้าต้องเผชิญอยู่ไปพร้อมๆ กัน โดยไม่ต้องสนว่าต้องเถียงให้ถึงจุดสิ้นสุดเสียก่อน แล้วค่อยเข้าไปจัดการ

                “ข้อเสนอการจัดที่ทางการค้าบริการทางเพศ ก็คือควรมีการรับรองและคุ้มครองสิทธิผู้ค้าในฐานะพลเมืองของรัฐ ที่สามารถเลือกทางเลือกในชีวิตและเรื่องเพศของตนเองได้ จัดการกับการหาประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐอันเนื่องมาจากสถานะที่อิหลักอิเหลื่อของการค้าบริการทางเพศ การจัดการการค้ามนุษย์ แต่ก็ต้องตระหนักถึงความเชื่อมโยงของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โครงสร้างที่ไม่เท่าเทียมกับการค้าบริการทางเพศ ไม่ใช่ว่ารับรองในเชิงสิทธิแล้วเลิก ควรจะสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายคนทำงานที่เป็นพนักงานบริการ เครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานในประเด็นนี้ เพราะคนที่จะเข้าไปจัดการปัญหาคือภาคประชาชนที่ว่านี้ และประการสุดท้ายเรียนรู้ที่จะอยู่กับการค้าบริการทางเพศ เพราะเราบอกเองไม่ใช่หรือว่ามันคือความจำเป็นที่ชั่วร้าย โดยไม่ยึดติดกับมายาคติในเรื่องเพศและไม่หลอกตัวเอง” รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ สรุป

 

คนวงในเสนอทางออก

 

                ภายหลังการนำเสนองานวิจัย รายการต่อมาเป็นการให้ความเห็นจากกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการค้าบริการทางเพศ โดย สุรางค์ จันทร์แย้ม เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ อธิบายว่า ปัญหาของผู้ค้าบริการทางเพศในปัจจุบัน มีอยู่ 3 ประเด็นหลักคือ

                1.กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายปรามการค้าประเวณี 2503 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งปราบปราม แต่กลับไม่มีมาตรการคุ้มครองผู้ค้าแต่อย่างใด หนำซ้ำยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่หาผลประโยชน์จากผู้ค้า กฎหมายอีกฉบับหนึ่งคือกฎหมายสถานบริการ ซึ่งมีลักษณะขัดแย้งกันกับกฎหมายฉบับแรก คือเอาผิดผู้ค้า แต่กลับอนุญาตให้เปิดสถานบริการ แต่ก็ไม่กล่าวถึง ไม่ให้ที่ทางแก่ผู้ค้าในตัวกฎหมาย ทำให้ผู้ค้าบริการทางเพศไม่มีสถานะ ขาดการดูแลด้านสวัสดิการในฐานะคนทำงานและถูกเอาเปรียบจากค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม สุรางค์เห็นว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับนี้ เพื่อรับรองสถานะของพนักงานบริการ

                2.ทัศนคติของสังคมต่ออาชีพผู้ค้าบริการที่ยังเป็นที่รังเกียจ แม้กระทั่งในชุมชนที่ผู้ค้าบริการอาศัยอยู่ ประเด็นนี้สุรางค์เห็นว่า จะต้องเปิดพื้นที่การถกเถียงในสังคมให้กว้างขวางขึ้น ยอมรับว่า Sex work is workเพื่อปลดล็อกอคติและการตีตราจากสังคม ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิของพนักงานบริการ

                3.การขาดพื้นที่-ที่ทางในสังคม ส่งผลให้ไม่เกิดการรวมตัวของ เกรงกลัวที่จะเรียกร้องสิทธิ สุรางค์กล่าวว่า กลุ่มที่ไม่ยอมรับตัวเองกลุ่มนี้จะมีปัญหามากที่สุดในการทำงานของเธอ เนื่องจากเข้าไม่ถึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถเตรียมบริการต่างๆ ไว้รองรับได้ครบถ้วนและตรงกับความต้องการ ดังนั้น จึงควรสร้างพื้นที่-ที่ทาง มีการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งและศักยภาพของพนักงานบริการ และสามารถสื่อสารความต้องการ ปัญหา และสวัสดิการที่ควรได้รับ

                ด้าน ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อพรรครักประเทศไทย อดีตเจ้าของสถานบริการ บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเขาว่า ในวันที่เริ่มกิจการสถานบริการเขาอายุ 32 ซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าต้องการเงิน แต่จากการคลุกคลีอยู่ในวงการทำให้พบเห็นปัญหาหลายประการ ทั้งการคอร์รัปชั่นเรียกเก็บส่วยของเจ้าหน้าที่รัฐ ปัญหาการขูดรีดพนักงานบริการของบรรดามาม่าซังหรือคนเชียร์แขก การแพร่กระจายเชื้อเอชไอวี แม้กระทั่งการจัดโซนนิ่งที่เขามองว่ายิ่งกลายเป็นช่องทางให้เกิดการคอร์รัปชั่นรุนแรงกว่าเดิม อีกทั้งภาครัฐก็ไม่ให้ความใส่ใจที่จะตรวจตราสถานบริการอย่างจริงจัง

                เชื่อว่าสถานการณ์การค้าบริการทางเพศในสังคมไทยในอนาคตจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ความซับซ้อนเดิมๆ ที่มากอยู่แล้วก็จะทับถมขึ้นไปอีก การมองเห็นกรอบการโต้เถียงที่ชัดเจนย่อมมีส่วนช่วยในการคลี่คลายปัญหาได้ในระดับหนึ่ง อันจะทำให้สังคมไทยยอมรับและเข้าใจ ‘ความจริง’ที่ดำรงอยู่ได้โดยไม่หลอกตัวเอง

 

................

(หมายเหตุ : ที่มา : เปิดงานวิจัย ‘ค้าบริการทางเพศ’ ฉบับ 'ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์' บนทาง 3 แพร่ง 'กำจัด-ควบคุม-รับรอง' http://www.tcijthai.com/

ภาพจาก  http://jonathantaylor.net/?module=arh§ion=detail_story&story_id=135)