ข่าว

กลุ่ม 40ส.ว.เสียงจริง "สภาสูง"

กลุ่ม 40ส.ว.เสียงจริง "สภาสูง"

30 เม.ย. 2552

จู่ๆ “ประสพสุข บุญเดช”ประธานวุฒิสภา ก็มีคำสั่งเปรี้ยงลงมาว่า ให้โละ 7 ตัวแทนวุฒิสภาที่จะเข้าไปร่วมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทางการเมืองเพื่อความปรองดอง สมานฉันท์ และแก้ไขรัฐธรรมนูญ...?

 เป็นเรื่องประหลาดที่การตัดสินใจของคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา “วิปวุฒิฯ” ซึ่งไปทำหน้าที่ตัวแทนสภาสูงในการประชุมหารือกัน เพื่อหาทางออกของวิกฤติชาติและการเมือง เมื่อวันที่ 27 เมษายน แต่ผ่านไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง  "ประสพสุข" กลับ “ออกคำสั่ง” ให้ทบทวนรายชื่อดังกล่าว และเรียกประชุม ส.ว.ทั้งหมดโดยด่วน เพื่อให้มาประชุมหารือกับวิปวุฒิฯ เพื่อเสนอรายชื่อตัวแทนของ ส.ว.ทั้ง 7 คนใหม่ !!

 มีเสียงกระซิบกันดังกระหึ่มอาคารวุฒิสภาว่า มี “โทรศัพท์ลึกลับ” โทรหาประธานวุฒิสภา โดยปลายสายแสดงอาการ  "ไม่พอใจ” ที่สมาชิกกลุ่มหรือพวกพ้องของตัวเองไม่ได้ดั่งใจปรารถนา และจะเป็นเช่นนี้อยู่ทุกครั้ง และดูเหมือนทุกครั้งเช่นกันที่ "ประมุขสภาสูง” ต้องเงี่ยหูฟัง และ “สั่งทบทวน” ดำเนินการตามที่ฝ่าย “ผู้มีอำนาจ” ประสงค์

 จะเป็นด้วยเหตุบังเอิญหรืออย่างไรก็แล้วแต่ การเคลื่อนของกลุ่ม 40 ส.ว.กับการ “ทบทวนคำสั่ง”ของ "ประสพสุข" สอดคล้องกันอยู่บ่อยครั้ง จึงมีผู้รู้ “ฟันธง” ว่า กลุ่ม 40 ส.ว. คือ “ตัวจริง” ของสภาสูง ส่วนที่เหลือถูกมองเป็นไม้ประดับ ?

 กรณีล่าสุด กลุ่ม 40 ส.ว.ได้เสนอรายชื่อในสัดส่วนของกลุ่มน 4 คน โดย “ประสาร มฤคพิทักษ์" ส.ว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว.แจกแจงผลการหารือของกลุ่ม 40 ส.ว. หลังจากที่ประธานวุฒิสภาสั่งโละชื่อ 7 ส.ว.ตัวแทนวิปวุฒิสภา และให้คัดเลือกใหม่ กลุ่ม 40 ส.ว.จะเสนอชื่อตัวแทน 4 คน ประกอบด้วย "ตวง อันทะไชย" ส.ว.สรรหา "คำนูณ สิทธิสมาน" ส.ว.สรรหา "วรวิทย์ บารู" ส.ว.ปัตตานี และ "ประเสริฐ ชิตพงศ์" ส.ว.สงขลา เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการชุดดังกล่าว

 กลุ่ม 40 ส.ว.เป็นการรวมตัวของสมาชิกวุฒิสภาทั้งที่มาจากการสรรหาและมาจากการเลือกตั้ง โดยเริ่มมาจาก เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551 กลุ่ม ส.ว.สรรหาและ ส.ว.เลือกตั้งประมาณ 40 คน ร่วมหารือถึงการลงชื่อเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช แบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา...

 คณะ ส.ว.กลุ่มที่ว่า นำโดย "ไพบูลย์ นิติตะวัน" ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ใกล้ชิด” คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน, สมชาย แสวงการ, คำนูณ สิทธิสมาน, ประสาร มฤคพิทักษ์, วรินทร์ เทียมจรัส ส.ว.สรรหา, รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพฯ, สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี และสาย กังกเวคิน ส.ว.ระยอง เป็นต้น

 ส.ว.กลุ่มนี้ถูกมองว่ามีบทบาทสอดคล้องกับแนวทางของฝ่ายค้าน ตั้งแต่ "พรรคพลังประชาชน" เป็นรัฐบาล โดยเฉพาะการทำงานถูกมองว่า “ล้ำเส้น” และเอนเอียงฝ่ายการเมืองบางฝ่าย เช่น การเรียกร้องให้ "สมัคร" ลาออกหรือยุบสภาหลังเกิดเหตุการณ์ นปช.ปะทะพันธมิตร ที่ถนนราชดำเนิน, การไปเยี่ยมม็อบพันธมิตร ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 แม้แต่การ “บอยคอต” ไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของ "รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์" นายกรัฐมนตรี และยังเรียกร้องให้ "สมชาย" ลาออกหรือยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การสลายม็อบพันธมิตร รุนแรงในวันที่ 7 ตุลาคม 2551

 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550  ไม่เห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร.3 คัดค้านไม่ให้วุฒิสภาไปร่วมประชุม 4 ฝ่ายเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ถึงขนาดที่ว่าทำจดหมายถึงประธานวุฒิสภาให้ถอนตัว เพราะไม่ใช่เป็นมติของวุฒิสภา โดย ส.ว.บางส่วนมองว่า เป็นการ "ตบหน้า” ประธานวุฒิสภา อย่างแรง แต่สุดท้าย “ประสพสุข” ก็ยอมถอยไม่รวมเป็นคณะกรรมการร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดรอยร้าวในการทำงานของวุฒิสภา และนับวันรอยร้าวก็กว้างขึ้นๆ เหมือนรอวันปริแตกเท่านั้น !

 เดิมทีกลุ่ม 40 ส.ว.ดูคึกคัก มีสมาชิกมาก เพราะหลายคนเห็นถึง “พลังต่อรอง” ของกลุ่ม แต่ช่วงหลังบทบาทของกลุ่มเริ่ม “เป๋” ทำให้พักหลัง ต่อมาสมาชิกเริ่มลดลงเหลือไม่ถึง 20 คน

 ในวงสัมมนาสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่โรงแรมเดอะ โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา มีความพยายามจะสลายขั้ว สลายความขัดแย้งในสภาสูง ด้วยการเปิดห้องเปิดใจคุยถึงการทำงานในรอบปีที่ผ่านมา และที่สำคัญกลุ่ม 40 ส.ว.ยอมขอโทษสมาชิกอันมีสาเหตุทำงานล้ำหน้าเพื่อน ส.ว.ไม่ผ่านมติส่วนใหญ่ แต่สุดท้ายการทำงานก็เหมือนเช่นเดิม

 แม้จะยอมรับกันอยู่ในทีว่า กลุ่ม 40 ส.ว.มีผลงานให้สังคมเห็นเป็นที่ประจักษ์บ้าง ต่างกับ ส.ว.คนอื่นๆ แต่การทำงานมัก “ยึดตัวเองเป็นสรณะ” ทำให้เกิดการปีนเกลียวระหว่าง ส.ว.ด้วยกันเอง และสุดท้ายก็จะไปกดดันการทำงานของประมุขสภาสูงจนคล้ายๆ กับว่า “ประสพสุข” เป็นลูกไล่ก็ไม่ปาน

 เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์หลายครั้งหลายครามาประกอบกัน กลุ่ม ส.ว.40 จึงถูกมองว่า เป็น  "ประธานสภาสูง” ตัวจริง ขณะที่ "ประสพสุข” เป็นแค่ฉากหน้าเท่านั้น จึงไม่แปลกที่สังคมจะเห็นพฤติการณ์  "เสียงดัง” ของคนกลุ่มนี้ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนสภาสูง

 หากบอกว่าการเมืองไทยเรื่องเร่งด่วนที่ต้องสะสาง “การเมืองภายในของวุฒิสภา” ก็มีความเร่งด่วนไม่แพ้กัน ไม่เช่นนั้นระยะเวลาอีก 1 ปีข้างหน้า ระหว่างที่ “ประสพสุข” ยังนั่งเป็นประมุขอยู่ อาจจะเห็นภาพรอยร้าวให้แก่สภาสูงแห่งนี้อีกนับครั้งไม่ถ้วน !