ข่าว

น้ำท่วม กับสังคมไทย

น้ำท่วม กับสังคมไทย

11 ต.ค. 2554

ขมน้ำตาลหวานบอระเพ็ด : น้ำท่วม กับสังคมไทย โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

         น้ำท่วมประเทศไทยปีนี้ท่วมเร็ว, ท่วมมาก และทำท่าว่าจะท่วมนาน ภาพประกอบเรื่องวันนี้เป็นบ้านส่วนตัวของผม ซึ่งถูกน้ำท่วมมานานหนึ่งเดือนแล้ว ถึงวันนี้ระดับน้ำสูงกว่าที่เห็นในภาพไปอีกประมาณสามฟุต  

         ภาพพิธีกรโทรทัศน์ถลกขากางเกงลุยน้ำ หรือตั้งโต๊ะจัดรายการกลางน้ำรวมทั้งภาพของการนั่งเรือหรือลุยน้ำ ออกไปสัมภาษณ์ชาวบ้านของนักข่าวภาคสนาม กลายเป็นภาพที่เหมือนกับละครหลังข่าวที่เกือบทุกช่องจัดหนักจัดเต็ม ช่องไหนไม่มีภาพที่ว่าดูจะอับอายจนแทบจะต้องปิดสถานีโทรทัศน์ไป

         การนำเสนอทางโทรทัศน์เกี่ยวกับความพยายามของคนในชุมชน ที่พยายามจะต่อสู้กับการไหลหลากของกระแสน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าไปท่วมชุมชนของตนเอง ทำให้เกิดการแข่งขันกันป้องกันอย่างเข้มแข็งมากขึ้น แต่หลัจากที่นักข่าวโทรทัศน์กลับสถานีไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในทำนองเบื้องหลังการถ่ายทำก็คือ ชาวบ้านที่อยู่นอกพนังกั้นน้ำยกพวกเข้ารื้อพนังกั้นน้ำที่สถานีโทรทัศน์มาถ่ายทำ โดยมีชาวบ้านในเขตพนังกั้นน้ำยกพวกพร้อมอาวุธมาป้องกัน หลายแห่งถึงขั้นบาดเจ็บกันไปหลายต่อหลายคน หรือบางแห่งเมื่อพนังกั้นน้ำพังทลายในยามดึก กระแสน้ำก็ไหลกรากมาอย่างรวดเร็วจนผู้คนตั้งตัวไม่ทัน

         การแก้ไขและป้องกันน้ำท่วมที่คนไทยยุคนี้ กระทำกันไปตามกระแสของสื่อก็คือ การดิ้นรนหาทางรอดจากน้ำท่วมในแบบ “ตัวใครตัวมัน หรือรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าการเอาตัวรอดของตนเองนั้น จะไปเพิ่มความเดือดร้อนให้ใครบ้าง ดังนั้น การที่ คุณบรรหาร  ศิลปอาชา ถูกก่นด่า จึงไม่ใช่เรื่องที่เจ้าตัวจะเดือดร้อนมากนัก เพราะหากเป็นอย่างนั้นจริงก็เท่ากับว่าประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขาย่อมรู้สึกรักเขามากขึ้น

         ปัญหาน้ำท่วมทุกวันนี้นอกจากจะเป็นที่ชื่นชอบของสื่อโทรทัศน์ เพราะกลายเป็นเรื่องที่ “มีเรื่องให้เล่น”  กันมากขึ้น และเป็นเรื่องที่ “เล่นแล้วมีแต่ได้” เสียด้วย แล้วยังมี “คนการเมือง” อีกส่วนหนึ่ง ที่ดูจะไม่อยากให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสำเร็จลุล่วงไปได้ เพราะนี่คือการสร้างคะแนนเสียงและวิธีการ “ใช้งบ” ที่แนบเนียนไร้คนสนใจ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องก็ไม่เคยจัดงบประมาณสำหรับสู้น้ำท่วมเช่นเรือท้องแบน, สุขาลอยน้ำ ฯลฯ ซึ่งหากไม่ได้หน่วยงานทหารเข้ามาช่วยจะยิ่งหนักหนาสาหัสมากกว่าทุกวันนี้

         หน่วยงานราชการและองค์การปกครองท้องถิ่นจำนวนมาก ชอบที่จะให้สื่อโทรทัศน์เข้าไปถ่ายทำความพยายามต่อสู้กับน้ำด้วยการเกณฑ์แรงงานและเครื่องมือทุกชนิด เพราะเท่ากับว่ามี “พยานรู้เห็น” การใช้เงินซื้อทรายที่ไหลหายไปกับสายน้ำเมื่อมันพังทลายลงไป หรืออาจจะยุบตัวจนไม่สามารถตรวจสอบปริมาณการซื้อในภาวะเร่งด่วนได้ และแม้ว่าจะมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งรู้ดีว่าต่อสู้ไปก็เสียเงินไปกับกระแสน้ำเปล่าๆ สู้เอาเงินมาคอยเยียวยาและช่วยเหลือยามที่น้ำท่วมขังและลดลงไปแล้วจะดีกว่า แต่ก็มักจะถูกกดดันจากผู้คนในพื้นที่ซึ่งอยากเห็นชุมชนของตนเอง ได้ทำการ “เยี่ยงที่เห็นในโทรทัศน์” บ้าง

         การสร้างกำแพงกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมนี้เอง คือปัญหาใหญ่เมื่อถึงเวลาน้ำลดลง เพราะเมื่อมันสามารถป้องกันหรือชะลอการไหลเข้าของน้ำได้ มันก็ย่อมป้องกันหรือชะลอการไหลออกของน้ำด้วย ทำให้ระยะเวลาการลดลงของน้ำหรือน้ำท่วมขังยาวนานขึ้นนั่นเอง ที่สำคัญคือในช่วงน้ำลดมักจะไม่มีสื่อไป “เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” เสียด้วย จึงทำให้มีการรื้อถอนกำแพงน้อยลงจนถึงขั้นปล่อยเอาไว้ไม่ทำการรื้อถอน

         เบื้องหลังของสถานการณ์น้ำท่วมยังมีเรื่องเล่าอีกมาก ไม่เว้นแม้แต่ถุงยังชีพของแจกจากองค์กรผู้รับบริจาค ที่เอาไปไว้ในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง แต่เจ้าของพื้นที่ไม่สามารถเบิกออกมาแจกจ่ายได้ เพราะเจ้าหน้าที่ขององค์กรนั้นยังไม่มีเวลาไปร่วมแจกและถ่ายรูปออกสื่อด้วย หลายแห่งเก็บจนน้ำท่วมอีกรอบหนึ่งของก็ยังกองขึ้นราอยู่ในโกดังก็มี นี่คือเรื่องของน้ำท่วมที่สร้างเงิน, สร้างงาน, สร้างชื่อเสียง ให้แก่คนที่เกี่ยวข้อง บนคราบน้ำตาของชาวบ้านอีกหลากหลายครับ