ข่าว

ตั้งแนวกันน้ำ3จุดสกัดทะลักกรุง

ตั้งแนวกันน้ำ3จุดสกัดทะลักกรุง

10 ต.ค. 2554

ศปภ.สั่งเร่งตั้งแนวกันน้ำ 3 จุด “เมืองเอก-รังสิตคลอง 5-ตลิ่งชัน” สกัดน้ำทะลักเข้ากรุงฯ ประกาศรับเหมาซื้อกระสอบทราย 1.5 ล้านใบหลังขาดแคลน ขณะที่ “ยิ่งลักษณ์”ยอมรับสถานการณ์น้ำไม่ปลอดภัย หนำซ้ำคาดการณ์ยาก ด้านกรมอุตุฯเผยพายุลูกใหม่ยังอยู่ฟิลลิปินส์กว่าถึงไ

          ศูนย์ปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) สนามบินดอนเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุถกภัย (ศปภ.) ว่า จากโดยรวมที่ได้มีการสั่งการให้ผู้ว่าราชการ 10 จังหวัดเข้าไปดำเนินการโดยแบ่งงานทั้งหมดออกเป็น 3 ด้าน คือ การปฏิบัติการป้องกันในพื้นที่  ด้านการอพยพ และด้านการสนับสนุนเสบียงอาหารและกำลัง สำหรับจังหวัดที่ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ เช่น จ.ลพบุรี ซึ่งวันนี้ได้ใช้ค่ายทหารทั้งหมด 9 ค่าย จึงจะสามารถรองรับประชาชนได้ถึง 57,000 คน แต่ในเวลานี้ ประชาชนได้ย้ายเข้าไปอยู่ในค่ายจำนวน 30,000 คนแล้ว
 
          สำหรับนครสวรรค์มีความต้องการในเรื่องของการอพยพ เรื่องอาหาร และน้ำดื่ม  ส่วนในเรื่องของเรือท้องแบน ได้ประสานขอไปเรียบร้อยแล้ว  ส่วนอยุธยา สถานการณ์ล่าสุด ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม ที่แบ่งเป็น 3 โซนนั้น ซึ่งโซนที่ 1 น้ำได้เข้าไปแล้ว แต่ได้มีการนำเครื่องจักร ออกไปก่อนหน้านี้แล้ว สำหรับโซนที่ 2 เริ่มมีน้ำซึม ซึ่งจะต้องมีการกู้และป้องกัน โดยแม่ทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังขาดในเรื่องการทำแนวป้องกั้นน้ำระยะทาง 50 เมตร แต่ยังมีปัญหากับชาวบ้าน ซึ่งตนได้สั่งการให้แม่ทัพและผู้ว่าราชการจังหวัดไปทำความเข้าใจ เพราะหากน้ำเข้ามาจะมีผลกระทบส่วนท้ายของคลองรังสิต  ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในกรุงเทพมหานคร

          ส่วนของพื้นที่รังสิตคลอง 5 จะมีการระดมกระสอบทรายทั้งหมด 1.5 ล้านใบ แต่ยังมีปัญหาในเรื่องของการจัดหาซื้อกระสอบทราย ซึ่งอยากขอความกรุณาภาคเอกชน ที่มีกระสอบทรายให้แจ้งมายังหน่วยงานราชการ  เพราะเราจะรับซื้อทั้งหมด  เพื่อเร่งในการทำแนวกั้นน้ำโดยเร็วที่สุด
 
          “เรามีเวลา 2 วัน และสิ่งที่ไม่มั่นใจคือเราต้องระดมในเรื่องอุปกรณ์กระสอบทราย วันนี้เราใช้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดในการวางเรียงทรายอยู่แล้ว โดยมีทางด้านของกรมโยธา และกรมชลฯ ไปตรวจสอบในพื้นที่ให้แน่ใจว่าการเรียงนั้นถูกวิธีและสามารถกั้นน้ำได้ ขณะนี้เราทำงานแข่งกับเวลาอยู่ และคิดว่าต้องทำให้ทัน”นายกฯ กล่าว
 
          สำหรับสถานการณ์ภาพรวมของการพยากรณ์อากาศวันนี้ ระหว่างวันที่ 10-16 ต.ค. 54 คาดว่าพายุยังเข้ามาไม่ถึงประเทศไทย ซึ่งไม่รวมกับปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดการณ์นั้น ปริมาณน้ำคงไม่สูงไปมากกว่านี้ ซึ่งจะต้องมีการติดตามสถานการณ์ในทุกวัน ส่วนเบอร์โทรศัพท์คอลล์เซ็นเตอร์ 1111 กด 5 จนถึงวันนี้ มีผู้ที่โทรเข้ามาทั้งหมด 69,000 ราย ขอทราบข้อมูลทั่วไป 40,000 ราย ส่วนที่ข้อความช่วยเหลือมีทั้งหมด 1,586 ราย ซึ่งเราได้ช่วยเหลือไปแล้ว 700 กว่าราย
 
          ส่วนที่เหลืออยู่ในระหว่างการดำเนินการ เช่น จ.พระนครศรีอยุธยา ประชาชนในจังหวัดเกรงว่าจระเข้จะหลุดจากฟาร์มกว่า 600 ซึ่งเรื่องนี้แม่ทัพภาคที่ 1 ได้รับไปแก้ไขเรียบร้อยแล้วตนได้เชิญทางกรุงเทพมหานครเข้ามาร่วมทำงานในศปภ. เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ตนได้มีการสั่งกานให้โฆษกศปภ.แจ้งไปยังสถานีโทรทัศน์และสื่อมวลชนทุกแขนงช่วยประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อมูลข่าวสาร เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจแก่ประชาชน
 
          ผู้สื่อถามว่าวันที่ 13-17 ต.ค.54 เป็นช่วงอันตรายเนื่องจากน้ำทะเลหนุนสูงสุดในรอบปี จะป้องกันอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นจากการประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ระบุว่าพายุที่พัดผ่านอาจจะยังไม่มาถึงเมืองไทยอาจจะไปอยู่บริเวณทางตอนเหนือไทยขึ้นไป สำหรับสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่อยู่ในเขตปลอดภัย ณ วันนี้เราไม่อยากจะนิ่งนอนใจ เพราะปริมาณน้ำฝนยังไม่ชัดเจน
        
          เมื่อถามว่าขณะนี้จะสามารถประกาศเป็นภาวะภัยพิบัติได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น ขณะที่เรากำลังทำงานในศปภ. สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงไม่จำเป็นในขณะนี้ แต่ต้องมีการประเมินในพายุลูกใหม่ที่จะเข้ามา
       
          ส่วนสถานการณ์วิกฤตทางธรรมชาติในขณะนี้ มั่นใจใช่หรือไม่ว่าไทยยังสามารถรับมือได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งความช่วยเหลือจากต่างประเทศ นายกฯ กล่าวว่า  ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น แต่บางประเทศได้มีการเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือประเทศไทย เช่น ประเทศจีน ได้บริจาคให้ประเทศไทยจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนความช่วยเหลือในด้านสิ่งของบริจาคให้ 10 ล้านหยวน ซึ่งรวมมูลค่าแล้วว่า 80 ล้านบาท
 
          ขณะนี้สิ่งที่เราสบายใจเพิ่มขึ้นคือพายุลูกใหม่จะไม่ส่งผลกับปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นน้ำไหลตามธรรมชาติที่ค่อมลงมาทางภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง สิ่งที่เราทำคือมาตรการดังนี้   1.ตั้งเครื่องผันน้ำไปยังจุดต่าง ๆ โดยกรมชลฯเป็นผู้รับผิดชอบ   2.กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯรับผิดชอบในการระดมเรือประมาณ 1,000 ลำ ตามคลองต่างๆ เพื่อผันน้ำออกสู่ทะเล   3.ขอความร่วมมือจากกรมเจ้าท่า โดยให้งดการจราจรทางน้ำในช่วงต้นเพื่อจะให้น้ำระบายได้เต็มที่   4.ผักตบชวา แต่ละจังหวัดจะต้องจัดการในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้น้ำระบายออกได้ง่าย   5.ถ้าน้ำไหลลงมาจบที่ กทม. เราจะทำการป้องกันในส่วนที่เป็นรอยต่อทั้งหมด ทุกจังหวัดที่เราต้องรักษา ส่วนที่เหลือเราจะขุดคลองช่วย ทั้งหมด 5 คลอง โดยใช้เวลา 7วัน และขณะนี้กำลังเร่งอาจจะเลือกความสำคัญจาก 2 คลองที่เป็นคลองใหญ่เพื่อแก้ปัญหารองรับ
 
          เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจหรือไม่ว่าจุดสกัดทั้ง 3 จุด เมืองเอก , รังสิต และตลิ่งชัน จะสามารถสกัดน้ำได้ นายกฯ กล่าวว่า ตอบยากจริง เนื่องจากปริมาณน้ำค่อนข้างประมาณการณ์ยาก
 
          พล.อ.ประชา พรหมนอก ผอ.ศปภ. กล่าวกรณีที่กระสอบทรายขาดแคลนว่า ขณะนี้ทรายขาดแคลน แต่ได้ใช้หินฝุ่นแทน ซึ่งหินฝุ่นนี้รมว.อุตสาหกรรมเป็นผู้รับผิดชอบ โดยประสานกับโรงงานหินคลุก หินฝุ่นแล้ว และสามารถจัดซื้อได้แล้ว แต่ปัญหาขณะนี้คือเราต้องการกระสอบทราย 1.7 ล้านใบ ซึ่งขณะนี้ได้รับบริจาคมาแล้ว 5 แสนใบ ยังขาดอีก 1.2แสนใบ ซึ่งเราได้เร่งจัดหาโดยด่วน สำหรับหินคลุกหินฝุ่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องการขนส่ง ซึ่งรมว.คมนาคมกำลังแก้ปัญหา รวมถึงเรื่องยานพานะที่จะต้องนำไปส่งใน 3 จุดหลักที่เราทำแนวป้องกันใน กทม. คือ 1. เมืองเอก ที่ทำแนวป้องกันระยะทาง 10 กม. ซึ่งศปภ.จะรับผิดชอบ 2 กม. จากนั้นจะเป็นการประปาร่วมกับกทม.และจ.ปทุมธานี ในการทำแนวป้องกัน  2. ตลิ่งชัน บริเวณด้านหลังมหาวิทยาลัยมหิดล  3. รังสิต คลอง 5
 
          ส่วนการระบายน้ำนั้นจะมีการระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักลงไปยังคลองระพีพัฒน์ จากนั้นจะลงไปทางคลองแสนแสบ และลงทะเลซีกด้านตะวันออก และสภาพพื้นที่ฝั่งแม่น้ำท่าจีนฝั่งตะวันตก จะสามารถระบายน้ำได้หรือไม่เป็นจุดที่นายกฯไปดูเพิ่มเติม สำหรับความกังวลจุดสกัดที่รังสิต เมือเอก และตลิ่งชัน จะสามารถสกัดไม่ให้เข้ามายัง กทม.ได้หรือไม่นั้น ตนพยายามจะจัดการทั้ง 3 จุดให้เสร็จในวันที่ 13 ต.ค.
 
          ขณะที่น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที กล่าวว่า สภาพอากาศขณะนี้ ร่องอากาศต่ำที่พาดผ่านในส่วนของภาคกลางตอนล่าง กลับกรุงเทพมหานคร ผ่านไปยังภาคตะวันออก สภาพอากาศต่ำ ปกติในฤดูฝนไม่ใช่อิทธิพลของพายุแต่อย่างใด ดังนั้นร่องความกดอากาศดังกล่าว จะส่งผลให้มีอิทธิพลเกิดฝน
 
          ขณะที่ตัวแทนกรมอุตุนิยมวิทยาชี้แจงว่า ขณะนี้พายุที่เข้ามาอยู่ไกลมา ยังอยู่ในฝั่งตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งยังไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ในเวลาเดียวกันจะมีความกดอากาศสูงจากประเทศจีนลงมาในช่วงจังหวะนั้น พายุตัวนี้ที่จะเคลื่อนไปยังประเทศไทย โดยข้ามเกาะฟิลิปปินส์ จ่อตัวลง
           
          นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงแผนรับมือน้ำเหนือที่จะไหลมาจากเขื่อนภูมิพลว่า จากความกดอากาศจากประเทศจีน จะทำให้ฝนน้อยลงปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลซึ่งขณะนี้ความจุอยู่ที่ปริมาณ 99.9 เปอร์เซนต์ แนวโน้มน้ำที่จะไหลสู่เจ้าพระยา ปิง วัง ยม น่าน โดยเฉพาะลำน้ำที่ชุมแสงจะทรงตัว ซึ่งเป็นเวลาเกือบเดือนแล้ว ส่วนลุ่มแม่น้ำปิง หลังจากเขื่อนภูมิพลระบายแล้วประกอบกับฝนตกหนักที่ลำปางและที่กำแพงเพชรขึ้นสูงสุดแล้ว ที่บรรพจพิสัย เท่าที่ดูมีแนวโน้มจะลดลงอย่างเดียว
 
          อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำปิง วัง ยม น่าน จะมารวมตัวกันที่นครสวรรค์ ซึ่ง 3 วันที่ผ่านมาน้ำยังคงทรงตังอยู่ จึงทำให้มั่นใจว่าน้ำที่มาจากด้านบนและคาดการณ์ว่าในวันที่ 12 และ 13 ตุลาคมนี้น้ำน่าจะไม่เกินกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ สำหรับน้ำที่ผ่านมายังเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์ที่ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดังนั้นน้ำที่จะมาคงไม่เกินที่คาดการณ์ไว้ หากยังเป็นอย่างนี้ในส่วนของ กทม.ยังพอรับมือได้ ส่วนที่ห่วงคือน้ำที่ทะลักอยู่ในทุ่ง เพราะน้ำที่ลงมาจากลพบุรีและลงมาอยุธยาและจากแม่น้ำป่าสักก็จะวนอยู่ในอยุธยา ดังนั้นจุดที่เฝ้าระวังอย่างเมืองเอก รังสิตคลอง 5 ตรงนี้จะเป็นจุดอ่อน ซึ่งจะต้องเร่งรัดป้องกัน
 
          พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงปัญหาการจราจรในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจากกรณีที่ประชาชนนำรถมาจอดบนสะพานว่า ในส่วนของตำรวจพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีภารกิจเต็มมืออยู่แล้ว ตนได้สั่งให้ตำรวจที่มีหน้าที่ด้านการจราจรโดยตรงจาก จ.สมุทรปาการ ไปเสริมกำลัง 50 นาย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าการจราจรจะคลี่คลายได้ในวันนี้