ข่าว

ห้ามสมุทร

ห้ามสมุทร

10 ต.ค. 2554

ห้ามสมุทร: วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

            ในสมัยพุทธกาลมีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปประกาศพระศาสนายังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ของพระเจ้าพิมพิสาร ทรงประทับแรมอยู่ ณ สำนักอุรุเวลกัสสปะ หัวหน้าชฎิล ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสของชาวมคธ พระพุทธองค์ทรงสำแดงปาฏิหาริย์ต่างๆ เพื่อให้ชฎิลกัสสปะคลายพยศลง พระองค์ทรงทำปาฏิหาริย์ห้ามน้ำที่ไหลบ่ามาจากทุกทิศไม่ให้เข้าไปในที่ประทับ และทรงจงกรมที่มีน้ำเป็นกำแพงล้อมรอบ ชฎิลกัสสปะและบริวารประจักษ์ในอานุภาพของพระพุทธองค์จึงพากันขอบรรพชาเป็นพระภิกษุ ภายหลังจึงได้สร้างพระพุทธรูปตอนพระพุทธองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์ในครั้งนั้น เป็นพระรูปประทับยืน แบพระหัตถ์ทั้งสองข้างเหยียดไปข้างหน้าเสมอพระอุระ เรียกว่าพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร

          ในบางตำนานเรียกพระพุทธรูปในลักษณะนี้ว่า ปางห้ามญาติ โดยมีความเป็นมาว่า ครั้งหนึ่งเหล่ากษัตริย์ฝ่ายศากยวงศ์ อันเป็นพระญาติข้างพระราชบิดา และเหล่ากษัตริย์โกสิยวงศ์ อันเป็นพระญาติฝ่ายพระราชมารดาของพระพุทธองค์ เกิดพิพาทแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณี เนื่องจากปีนั้นฝนแล้ง น้ำไม่เพียงพอ กรณีพิพาทเกือบจะกลายเป็นศึกใหญ่ เพราะต่างไม่มีใครยอมใคร พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณ จึงเสด็จไปห้ามศึก ทรงเทศนาให้เห็นถึงความไม่สมควรที่จะต้องมารบราฆ่าฟันกันเองเพื่อแย่งชิงน้ำ และทรงเตือนสติให้ทั้งสองฝ่ายรำลึกถึงความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกัน เหล่ากษัตริย์ทั้งสองพระนครจึงได้สติและเลิกแล้วต่อกัน

          ตำนานพระพุทธรูปทั้งสองเรื่องดังกล่าว ล้วนเกี่ยวข้องกับน้ำ ซึ่งมีความผูกพันและความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง ในพุทธประวัติก็มีความเกี่ยวพันกับแม่น้ำอยู่หลายเรื่อง นับตั้งแต่พระพุทธองค์เสด็จออกบรรพชาทรงตัดพระโมลีที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ทรงตรัสรู้ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา และเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่สาลวโนทยาน ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำหิรัญวดี ในเมืองกุสินารา เป็นต้น

          ย้อนกลับมาที่โลกในปัจจุบัน ยิ่งวันก็ดูเหมือนว่าปัญหาเรื่องน้ำจะทวีความรุนแรงขึ้นโดยลำดับ ดังเช่นที่ประเทศไทยของเราและอีกหลายๆ ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ ซึ่งนักวิชาการบางท่านกล่าวเตือนว่านับแต่นี้ไปเรื่องพายุฝนซึ่งไม่ว่าจะเรียกว่ามรสุม ดีเปรสชัน หรืออะไรก็ตามแต่ จะถี่ขึ้น และแต่ละครั้งจะทำความเสียหายมากขึ้นตามไปด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรวางใจในเรื่องภัยแล้ง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และสามารถก่อปัญหาต่อประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องของแม่น้ำที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันดังเช่นการพิพาทของกษัตริย์สองวงศ์ในสมัยพุทธกาล

          หากนำเรื่องในพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรและปางห้ามญาติมาเป็นอนุสติ เราก็คงจะต้องเริ่มคิดหาวิธีการที่จะอยู่ร่วมกับน้ำ เช่น การสกัดกั้นน้ำ หรือการดำรงชีวิตอยู่ในวงล้อมของน้ำ และจะมีวิธีในการแบ่งปันน้ำกันอย่างไรหากเกิดวิกฤติการณ์ฝนแล้งขึ้น ทั้งสองกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะแก้ไขกันแบบขอไปทีหรือต่างคนต่างทำอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องร่วมกันวางแผนเตรียมการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มีความพร้อมในการขจัดหรือบรรเทาปัญหาได้อย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ และมีประสิทธิภาพสูงสุด

          อ้อ และก็กรุณาอย่าเข้าใจว่าข้อเขียนของผมวันนี้ เสนอแนะให้มีการสร้างพระพุทธรูปปางห้ามญาติ-ปางห้ามสมุทรองค์ใหญ่ที่สุดในโลก หรือทำพิธีไล่น้ำนะครับ