ข่าว

เสนอ'ปรีดี'เทียบเท่า'สตีฟ จ็อบส์'

เสนอ'ปรีดี'เทียบเท่า'สตีฟ จ็อบส์'

09 ต.ค. 2554

เสวนารำลึก “ปรีดี” ชม "นิติราษฎร์" เสนอ “ปรีดี” เป็น "สตีฟ จ็อบส์ สยามประเทศ" “โภคิน”เสนอหาช่องส่งตีความรัฐประหาร “จตุพร” เปิดอำเภอเสื้อแดงแห่งแรกของ จ.อุดรธานี

           9ต.ค.2554 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับสังคมการเมืองและประชาธิปไตยไทย”  โดยมี นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ นางมรกต เจวจินดา ไมยเออร์ จากโครงการไทยศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์

    นายธเนศ กล่าวว่า กรณีที่คณะนิติราษฎร์ออกแถลงการณ์ให้ลบล้างผลพวงรัฐประหาร ก.ย. 2549 และทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จนมีบางกลุ่มออกมาระบุว่า ถ้าจะลบล้างต้องเริ่มตั้งแต่ยุคของคณะราษฎรปี 2475 หากมองในแง่การเมืองนับเป็นมิติที่ดี เพราะแสดงว่า การเมืองในรอบ 70 กว่าปีที่ผ่านมายังไม่นิ่ง ยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ทั้งนี้คำถามที่ถูกจุดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มไหน จะทำให้ทุกคนหันมามองปัญหาทางการเมืองมากขึ้น จึงจะทำให้เราได้เห็นพัฒนาการขณะนี้ว่า ประชาธิปไตยของเรามาอยู่ตรงไหน อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า การรัฐประหารยังคงมีอยู่ตลอด ทำให้มีการถกเถียงกันเหตุการณ์แบบนี้ถูกหรือไม่ เพราะทางหลักนิติธรรมแล้วมันไม่ถูกต้อง

    นายธเนศ กล่าวต่อว่า วิวาทะครั้งล่าสุดน่าสนใจ เนื่องจากมีประเด็นที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้มีการลบล้างรัฐประหาร นับเป็นครั้งใหม่ที่หลุดจากกรอบธรรมเนียมของการทำรัฐประหารหลังจากถูกกดทับเอาไว้ โดยจะไม่ขอตอบว่า ฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิด เพราะไม่มีประโยชน์จะวิจารณ์ใครอยู่เบื้องหลังเพราะการเมืองมันมีเรื่องผลประโยชน์อยู่แล้ว แต่ปัญหาในระยะต่อไป หากมีการทำไปแล้วใครได้ ใครเสียประโยชน์ อันนี้น่าสนใจ เพราะกระบวนการทางกฎหมายมันมีระเบียบของมันอยู่ แต่จะต้องมีการยอมรับจากภาคส่วนเอกชน สังคม เศรษฐกิจ รวมทั้งนานาชาติด้วย ดังนั้นกว่าที่กฎหมายจะออกมา ต้องมีมาตรการต่างๆ ต้องดูว่า  จะไปเปลี่ยนจารีตกฎหมายไทยหรือไม่ ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าจะมาทำความเข้าใจกัน

    นายธเนศกล่าวต่อว่า การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นการวิจารณ์ในความเห็นส่วนตัวมากเกินไป ซึ่งต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดกันโดยใช้หลักกฎหมาย ส่วนตัวขอตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีปัญหากับประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร พรรคที่ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลมักจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ได้กล่าวหา แต่เรื่องมันบังเอิญเป็นแบบนั้นตลอด ดังนั้นคิดว่า การรัฐประหารเป็นต้นกำเนิดของปัญหาทุกวันนี้ รวมถึงปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

    นาย ธเนศ กล่าวอีกว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่เสนอให้ลบล้างพวงการทำรัฐประหารปี 49 ส่งผลกระเทือนการเมือง ทั้งหมด เพราะการเมืองขณะนี้เป็นการถูกวางอำนาจโดยอำนาจนอกระบบ ที่ในช่วงในหลายปีที่ผ่านมาเป็นการเข้าสู่อำนาจโดยผ่านรัฐประหาร ซึ่งเห็นได้ว่า คนที่ได้ประโยชน์จากการรัฐประหาร คือประชาชนในเมืองที่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมือง ดังนั้นประชาธิปไตยที่คณะผู้ก่อการได้วางไว้ตั้งแต่ปี 2475 เป็นการอภิวัฒน์เพื่อให้คนจำนวนมากมาเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาเปลี่ยนแปลงประเทศ

    ด้าน นางมรกต กล่าวว่า หลังจากการปฏิวัติปี 2535 เหตุใดนายปรีดี ถึงถูกพูดถึงตลอดเวลา ดังนั้นต้องเปรียบนายปรีดีเหมือนกับเป็นสตีฟ จ็อบส์แห่งสยาม ยืนถือลูกแอปเปิ้ลไว้ แต่ไม่ได้กัด นายปรีดีเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของคณะราษฎร จุดแข็งคือด้านมันสมองในแง่ความพยายามจะทำให้เกิดการอภิวัฒน์ปี 2475 เป็นการอภิวัฒน์ที่เปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างอย่างลึกเต็มที่ทั้งด้านการผลิต โครงสร้างเชิงเศรษฐกิจ ต้องการให้คนธรรมดาทั่วไป สามารถกินดีอยู่ดี ประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรตั้งแต่เกิดจนตาย ถือเป็นการมองไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ ส่วนจุดอ่อนคือความคิดที่ก้าวหน้า แต่ต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะที่มีอีกกลุ่มที่ไม่ต้องการจะเสียอำนาจ จึงใช้ความคิดเรื่องคอมมิวนิสต์มาโจมตีนายปรีดี ขณะเดียวกันต้องขอชื่นชมคณะนิติราษฎร์ที่กล้าออกมาแสดงให้ลบล้างผลพวงจากการรัฐประหารปี 2549 จนทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ต้องการช่วยเหลือคนๆเดียว คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี


“โภคิน”เสนอหาช่องส่งตีความรัฐประหาร

 
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการเสวนาวิชาการ หัวข้อ “ปรีดี พนมยงค์ กับ รัฐประหาร”  ายโภคิน พลกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายอนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการมูลนิธิและสถาบันปรีดี พนมยงค์ร่วมอภิปราย  โดยนายพนัส กล่าวตอนหนึ่งว่า การที่คณะนิติราษฎร์ประกาศให้ลบล้างผลพวงในการทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ต้องทำโดยการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ โดยให้ผลการลบล้างจะอยู่ในมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 โดยมาตราดังกล่าวจะผูกโยงกับมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ถ้าเทียบกับการประกาศสงครามโลกของจอมพลป.พิบูลสงคราม โดยภายหลังมีนายปรีดี ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้นก็ได้ประกาศให้สงครามโลกที่ไทยเข้าร่วมกับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในโลก จึงควรนำมาเป็นกรณีศึกษา ดังนั้น หากเทียบกับสิ่งที่นายปรีดีทำ ผู้อำนาจในปัจจุบันจะต้องให้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ใช้บังคับ โดยรัฐบาลเองก็ได้เสนอเป็นนโยบายในการจะแก้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว
         
          “คณะนิติราษฎร์ควรจะหาคดีในเรื่องเกี่ยวกับกรณีในวันที่ 19 ก.ย.เพื่อส่งไปยังศาลให้พิจารณา ซึ่งถ้าศาลพิจารณาแล้วมีการขัดรัฐธรรมนูญขึ้นมา ผลพวงของการประกาศของ คมช.และรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็จะต้องยุติ ส่งผลไปยังรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ถูกนำกลับขึ้นมาใช้ทันที โดยส่วนตัวมองว่าสภาวะจิตใจของตุลาการจะมองว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าหากมีการฉีกรัฐธรรมนูญ ตุลาการก็ยังยืนว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่” นายพนัส กล่าว


          ขณะที่นายโภคิน กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ทางคณะรัฐประหารทำไว้ โดยออกประกาศและเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมารองรับในเรื่องของความผิด เช่น มาตรา 309 ที่ต้องมีการนิรโทษกรรม  การกระทำที่เกิดขึ้นมาให้เป็นไปโดยชอบ ซึ่งตนมองถ้าการกระทำที่มาโดยชอบอย่างไรมันก็ชอบ และจะมาเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อมารองรับตนเองทำไม หรือเพิ่งจะมาคิดได้สิ่งที่ทำไปนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จึงกลัวสิ่งเหล่านี้จะย้อนกลับเพราะโทษต่างๆ เป็นโทษที่รุนแรง ทั้งนี้ การทำรัฐประหารเป็นการลบล้างระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวสำหรับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่ให้ลบล้างผลพวงในการทำรัฐประหารและให้ย้อนไปใช้รัฐธรรมนูญ 2475 นั้นตนเห็นว่ามันไกลเกินไป  

 
          “ในปัจจุบันผมมองว่าควรจะนำคดีที่เกิดขึ้นไปยกให้ศาล ซึ่งเห็นว่าควรจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการกระทำต่างๆในช่วงการทำรัฐประหารที่ผ่านมา และการกระทำต่างๆของคณะรัฐประหารขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าเกิดว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมันก็จะทำให้ผลพวงของการทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ถูกลบล้างไป ตอนนี้ผมมองว่าตุลาการจะต้องแสดงความกล้าในการพิจารณา  ต้องยืนยันอยู่ในสิ่งที่ถูกต้อง  เชื่อว่าประชาชนจะอยู่เคียงข้างตุลาการที่มีความถูกต้อง นอกจากนี้ ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์มันไกลไปนิดนึง จึงเป็นจุดที่ให้คนมาโจมตีได้ และส่วนตัวผมเองก็มองว่าถ้าการกระทำไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญสิ่งต่างๆมันก็จบไปเอง ดังนั้นจึงอยากจะเรียกร้องให้ตุลาการออกมาแสดงความกล้าหาญไม่ใช่เฉพาะแค่ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงตุลาการศาลอื่นๆจะต้องแสดงความกล้าหาญและความถูกต้อง เพราะวันนี้สังคมไทยต้องการเห็นสิ่งที่ถูกต้อง”นายโภคิน กล่าว

          ขณะที่ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เราจึงจะต้องป้องปรามเพื่อไม่ให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก และจะต้องลบล้างผลพวง 19 ก.ย.ในประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และก่อให้เกิดการทำลายหลักนิติธรรม

           “ผมขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ส่วนการป้องปรามรัฐประหาร จะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่แทนฉบับปี 2550 และให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติไว้ด้วยว่าการกระทำการล้มล้างประชาธิปไตยหรือการรัฐประหารจะต้องมีบทลงโทษชัดเจน นอกจากการร่างรัฐธรรมใหม่แล้วจะต้องให้ระบบยุติธรรมของศาลไทยไม่ยอมรับการรัฐประหารด้วย เพราะการรัฐประหารที่ผ่านมาเป็นการใช้รถถังและยังใช้อำนาจตุลาการสร้างความชอบธรรมให้คณะรัฐประหาร ซึ่งเป็นการทำโดยตรงและทางอ้อม”นายอนุสรณ์ กล่าว

'ตู่'เปิดอำเภอเสื้อแดงแห่งแรกในอุดร


     เมื่อเวลา 12.00 น. ที่หอประชุมที่ว่าการ อ.ประจักษ์ศิลปาคม นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำนปช. และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดอำเภอเสื้อแดงแห่งแรกของ จ.อุดรธานี โดยมี นพ.ประสงค์ บูรณ์พงษ์ ประธานที่ปรึกษาบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทย ร.ต.ต.กมลศิลป์ สิงหะสุริยะ ประธานสมาพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย แห่งประเทศไทย , นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งแรก พร้อมรองประธานสมาพันธ์ฯภาคอีสาน และกรรมการสมาพันธ์ฯ นำสมาชิกกลุ่มหมู่บ้านเสื้อแดงในเขต อ.ประจักษ์ศิลปาคมและจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมงานกว่า 400 คน

     การเปิดอำเภอเสื้อแดงครั้งนี้ มีนักการเมืองระดับชาติ คือ นายทองดี มนิสสาร , พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ , นายจักรพรรคิ์ ไชยสาส์น และ นางเทียบจุฑา ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มาร่วมในการเปิดอำเภอเสื้อแดงครั้งนี้ โดยก่อนหน้าที่จะทำพิธีเปิดอำเภอเสื้อแดง นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร.ได้เป็นวิทยากร ให้ความรู้เรื่องของกฏหมายรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย

     นายจตุพร กล่าวในพิธีเปิดว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยมีคนเสื้อแดงของเราเข้าไปช่วยทั้งให้กำลังใจและให้แรงในการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัย ด้วยการช่วยแพ็คของแจกผู้เดือดร้อน ซึ่งเป็นความแข็งแรงของคนเสื้อแดง เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วม เรื่องการจำนำข้าวเปลือก ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้า ที่ตั้งราคารับจำนำตันละ 20,000 บาท ขณะนี้เกษตรกรยังจำนำไม่ได้ แต่ต้องจำนำไปก่อน พวกเราคนเสื้อแดงต้องให้กำลังใจกับเขาด้วย

“ถึงแม้น้ำท่วม แต่คนเสื้อแดงยังจะยังไม่หยุดเคลื่อนไหว โดยในวันที่ 15 ตุลาคม นี้ ผมได้ขอให้คนเสื้อแดงของทุกจังหวัด ออกมารวมตัวกันที่กรุงเทพ แต่ไม่ใช่ไปชุมนุมเรียกร้องต่อต้านอะไร แต่เราจะให้คนเสื้อแดงจากทุกจังหวัด ออกมาแสดงพลังร่วมกันบริจาคเงินทอง ข้าวของ เครื่องใช้ ข้าวสาร อาหารแห้ง และร่วมกันนำเข้าไปบริจาคให้กับผู้ที่เดือดร้อน เพราะคนเสื้อแดงเราไม่ใช่จะชุมนุมเรื่องของการเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเดียว เราสามารถชุมนุมร่วมกันในเรื่องอื่นก็ได้ โดยเฉพาะการร่วมช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมในขณะนี้”

     จากนั้น นายจตุพรได้เดินทางไปติดป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย ที่เป็นรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชูมือภาษาใบ้แปลว่ารักติดอยู่ ที่บ้านนาม่วง ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเปิดอำเภอเสื้อแดงแห่งแรกของ จ.อุดรธานี โดยที่ อ.ประจักษ์ศิลปาคม มี 3 ตำบล 41 หมู่บ้าน โดยแกนนำของหมู่บ้านเสื้อแดงฯ ของแต่ละหมู่บ้าน จะรับป้ายหมู่บ้านเสื้อแดงไปติดตั้งในวันนี้ทั้งหมด   

นายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย คือฐานหลักของประชาชนที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย เชื่อมั่นว่าถ้าหมู่บ้านเสื้อแดงได้ขยายออกไปเต็มทั่วประเทศ จะทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอันชอบธรรมจะได้มีเสถียรภาพ และจะได้มีโอกาสแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน  จึงมีคำพูดว่า ถ้าพี่น้องเสื้อแดงมีความแข็งแรงมากเท่าไหร่ รัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะได้อยู่นานเท่านั้น ฉะนั้นเวลานี้หมู่บ้านเสื้อแดง ตำบลเสื้อแดง อำเภอเสื้อแดง และจังหวัดเสื้อแดง ที่กำลังจะเกิด โดยเฉพาะที่ จ.อุดรธานี หมู่บ้านเสื้อแดงฯมีความแข็งแรงอยู่แล้ว แต่การที่มีหมู่บ้านเสื้อแดงเต็มพื้นที่ จะได้สร้างเสถียรภาพให้กับฝ่ายประชาธิปไตย เพราะหมู่บ้านเสื้อแดง ผู้ที่ริเริ่มก็คือภาคประชาชน พวกตนมีความเห็นว่า สิ่งที่เขาคิดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง เขาคิดถูกและเดินทางได้ถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีคนเสื้อแดง ออกมาตั้งกลุ่มแดงรักเจ้าขึ้นมาอีก ในฐานะแกนนำ นปช.คิดว่าอย่างไร นายจตุพร ตอบว่า ไม่ได้คิดอะไร เพราะว่าคนเสื้อแดงก็มีความจงรักภักดี ฉะนั้นเราจึงไม่มีความคิดอื่นว่าจะเป็นความแตกต่าง ฉะนั้นแนวทางของคนเสื้อแดง จะเดินหน้าไปตามปกติ และก็ไม่ได้คิดว่าการที่มีความคิดหลากหลายจะเป็นอุปสรรคของคนเสื้อแดงในระบอบประชาธิปไตยนั้น ความแตกต่างถือว่าเป็นความงดงาม และท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้วินิจฉัย จะเป็นคนที่คิดว่าจะตัดสินใจอย่างไร

“ผมไม่ได้มองว่าการออกมาตั้งเป็นแดงรักเจ้าจะเป็นความแตกแยกของคนเสื้อแดง ผมบอกแล้วว่า ประชาธิปไตยคือความแตกต่าง ทุกที่ก็มีความแตกต่างกันได้ คนที่ทำงานที่เดียวกัน ยังมีความคิดที่ต่างกัน ฉะนั้นความแตกต่างจะไม่นำพาไปสู่ความแตกแยก แต่ความแตกต่างจะนำพาไปสู่การพัฒนา ความเข้าใจอุดมการณ์แนวทางพัฒนาประชาธิปไตยให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น”นายจตุพร  กล่าว



ประธาน นปช.ชี้ตั้งแดงรักเจ้าเป็นสิทธิของขวัญชัย



    นายวีระกานต์ มุสิกพงษ์ อดีตประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ให้สัมภาษณ์ในขณะที่เดินทางมาร่วมงาน “มหกรรมคอนเสิร์ตร่วมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” ที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร ว่า เรื่องการตั้งกลุ่มแดงรักเจ้าขึ้นมา ไม่มีปัญหาอะไร คือคนเสื้อแดงจะมีกลุ่มไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงให้เข้าใจอุดมการณ์ของคนเสื้อแดง คุณขวัญชัยฯ เขาเข้าใจอุดมการณ์ของคนเสื้อแดง ส่วนการที่จะตั้งชื่อว่าแดงรักเจ้า พวกเราก็ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์อะไร หากถามว่า เมื่อก่อนนี้ทำไมไม่มี คำตอบก็คือว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ถือว่าสถาบันกษัตริย์ เป็นสถาบันที่อยู่เหนือการเมือง ที่ทุกคนมีอยู่ในหัวใจ เมื่อเราลงมาทำการเมืองกัน เราก็ไม่ดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาให้เป็นปัญหา เรื่องก็มีอยู่เท่านี้

    “อย่างที่เราเคยเห็นว่า พรรคภูมิใจไทยเขาเคยประกาศว่าพวกเขารักเจ้า ออกมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ผู้คนก็ทักท้วงว่า เมื่อมาประกาศนโยบายแบบนี้ ก็เท่ากับว่าพรรคการเมืองอื่นไม่รักเจ้า ซึ่งความจริงไม่ใช่ พรรคอื่น ๆ เขาก็รัก แต่ว่าไม่นำเอามาอ้าง เพราะว่าไม่ต้องการดึงสถาบันฯมาเกลือกกลั้วกับการเมืองเท่านั้นเอง ก็ไม่ใช่ความผิด แต่อยู่ที่ความเหมาะสม ส่วนใครจะทำอะไรต่อไป หลังจากนี้ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะว่าความจริงแล้ว ถ้าเข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร และเข้าใจว่าสถาบันกษัตริย์อยู่ตรงไหนของระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่มีปัญหา”

    นายวีระกานต์  กลล่าวอีกว่า ตั้งแต่พวกเราเป็น นปก.จนมาเป็น นปช.ก็ประกาศว่า เราอยากให้ประเทศไทยเหมือนอย่างประเทศอังกฤษ ประเทศญี่ปุ่น คือ เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องของพรรคการเมือง กับนักการเมืองเขาทำกัน แต่ว่ายังมีอำนาจนอกระบบเข้ามาเท่านั้น ก็ไม่มีปัญหา กลับมาสู่คนเสื้อแดงของเรา ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย ขอให้ขยายวงออกไปเถอะ กลุ่มไหนที่ไม่ได้ตั้งชื่อแบบนี้ เขาก็รักไว้ในใจ แต่ใครที่พร้อมจะประกาศก็ประกาศออกมา ไม่มีปัญหา

    “ส่วนที่มีคนมองว่า เป็นความแตกแยกของคนเสื้อแดง เรื่องนี้ไม่ใช่ เพราะว่าคนเสื้อแดงเขาก็เอาสถาบันกษัตริย์ คือ ที่เราออกมาต่อสู้ ก็เพื่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นก็ไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกัน แต่ปัญหาเกิดที่ว่าคนเขาตั้งคำถามกันว่า การมาตั้งแดงรักเจ้าขึ้นมา แสดงว่าคนอื่นเขาไม่รักหรือเปล่า ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ในอดีตที่ผ่านมา เราก็มีมาจรการในการที่จะไม่นำสถาบันกษัตริย์เข้ามาแปดเปื้อนกับการเมือง คือทางฝ่ายการเมืองก็พูดไปถึงเรื่องนโยบาย หรือเรื่องอะไรต่าง ๆ แต่จะไม่นำสถาบันลงมาเท่านั้น"นายวีระกานต์กล่าว