ข่าว

'ปู'ห่วงน้ำท่วมเลิกเยือนต่างประเทศ

'ปู'ห่วงน้ำท่วมเลิกเยือนต่างประเทศ

09 ต.ค. 2554

"ยิ่งลักษณ์" ประชุม "ศปภ." ระบุพื้นที่ใดป้องกันน้ำท่วมไม่ไหว ให้อพยพปชช. มอบให้รมว.อุตสาหกรรมและฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งปกป้องเขตอุตสาากรรม พร้อมยกเลิกเดินทางไปต่างประเทศแล้ว

         ที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ต.ค. 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ประชุม และได้แถลงว่า ผลการประชุมโดยภาพรวมที่ย้ายศูนย์บัญชาการมาอยู่ที่สนามบินดอนเมืองนั้น ส่วนรวมเริ่มทำงานบูรณาการแล้ว และได้ประชุมเพิ่มเติมรวมทั้งวางกำลังตามความสำคัญ  โดยจะเน้นความสำคัญในการทำงานที่ร่วมกับทหาร กรมชลประทาน และท้องถิ่นในการทำงานเพื่อปกป้องในส่วนพื้นที่เขตเศรษฐกิจหรือพื้นที่ตัวเมือง และรวมทั้งระดมสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อดันมวลน้ำไหลออกลงสู่ทะเลเร็วที่สุด
          
          “การประชุมวันนี้ทางคณะกรรมการได้มอบหมายงานทั้งหมดแล้ว แม้จะมอบหมายงานไปแล้ว ดิฉันและคณะทำงานรวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศก็เป็นห่วงในเรื่องปัญหาอุทกภัยต่างๆ ดิฉันจึงตัดสินใจยกเลิกการเดินทางไปเยือนมาเลเซีย และสิงคโปร์แม้ตนจะมีภารกิจด้านนี้ที่ต้องดำเนินการ แต่การอยู่ในประเทศไทยนั้นอย่างน้อยการช่วยประสานงานและให้กำลังใจประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ยามนี้คนไทยมีความทุกข์ ดิฉันและคณะก็ทุกข์ด้วยจึงตัดสินใจขอโทษผู้นำต่างประเทศเพื่อปฏิบัติภารกิจของประเทศก่อน ” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวและว่า
 
          ขอกราบเรียนประชาชนว่า ภาคอุตสาหกรรมนั้น ตนมอบให้รมว.อุตสาหกรรม และฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งปกป้องเขตอุตสาากรรม ล่าสุดนิคมอุตสหกรรมโรจนะ จ.อยุธยานั้น เบื้องต้นมีน้ำเข้าไปและเกิดผลกระทบสิบโรงงาน แต่ระดมเจ้าหน้าที่ทั้งหมดกู้ เบื้องต้นนิคมฯนี้อยู่ในเขตควบคุมได้ แต่ทั้งหมดนี้จะมีคณะติดตามกำหนดแนวคันกั้นน้ำและตรวจสอบความแข็งแรงและความสูงของน้ำอย่างเคร่งครัด
         
          เมื่อถามว่า แผนอพยพดังกล่าว ผู้ว่าฯในสิบจังหวัดและกทม. จะต้องแจ้งมายังที่ประชุมในเวลา 18.00 น. วันนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ เวลาดังกล่าวนั้นจะให้รายงานแผนปฏิบัติงาน เพราะวันนี้จะแบ่งเจ้าภาพรับผิดชอบในแต่ละจังหวัดให้เกิดความชัดเจน วันนี้ทุกฝ่ายติดต่อเข้ามาเยอะ ทำให้ผู้ว่าฯไม่สามารถบริหารจัดการได้ จึงขอความกรุณามาทำงานที่ศูนย์กลางเพียงแห่งเดียวแล้ว เพื่อที่จะประสานงานไปในทิศทางเดียวกันในการประมวลผลและตัดสินใจ ฉะนั้นเวลาดังกล่าวในช่วงเย็นวันนี้ ผู้ว่าฯจะคุยกับคณะทำงานทั้งหมดตั้งแต่กรมชลประทาน กระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯที่รับผิดชอบพื้นที่ต่างๆในการสำรวจพื้นที่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรในพื้นที่ เช่น โซนใดที่อยู่ในข่ายปกป้องได้ ก็จะปกป้องโดยระดมสรรพกำลัง โซนใดที่คิดว่าไม่สามารถทำได้ก็จะเตือนประชาชนและพร้อมอพยพประชาชนและสิ่งของ ตรงนี้คือแผนการ โดยจะเป็นแผนการที่จะส่งให้ศูนย์ฯในช่วงเย็นวันนี้

          เมื่อถามว่า วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้จะให้ความมั่นใจกับประชาชนในจังหวัดต่างๆ อย่างไรว่าจะพ้นวิกฤตและทุเลาเมื่อใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ความทุเลานั้นเชื่อว่าจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆแต่ปัญหาบางอย่างตนควบคุมไม่ได้ วันนี้ได้ประมาณการในส่วนของน้ำทะเลที่ยังไม่ขึ้นสูง จึงเร่งระบายน้ำและเร่งอพยพประชาชน แต่ไม่ทราบว่าพายุสองลูกใหม่จะมาแบบใด รวมทั้งตนยังไม่ทราบว่าปริมาณน้ำฝนจะเป็นเช่นใด ขณะเดียวกันเชื่อว่าความปลอดภัยของประชาชนนั้น เราจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเชื่อว่าความเสียหายด้านนี้จะลดลง

          เมื่อถามต่อว่า นายปลอดประสพ สุรัสวดีรมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบุว่าบางหน่วยงานประเมินสถานการณ์น้ำท่วมผิดพลาด จะแก้ไขเช่นใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขอเรียนว่าไม่ใช่ประเมินผิดพลาด เพราะลักษณะทางน้ำนั้นเรามองตั้งแต่ภาคเหนือลงมา และมองแง่เขื่อนต่างๆที่รับน้ำ โดยตนไม่ได้มองผลกระทบว่าบางครั้งน้ำที่ลงมานั้น ลงไปยังพื้นที่ที่อุ้มน้ำไม่ได้ และจะแผ่กระจายอย่างไร ซึ่งตรงนี้เราไม่ทราบ สิ่งที่ประชาชนพบนั้นคือน้ำที่แผ่กระจาย และส่วนหนึ่งนั้นประชาชนตกใจ จึงสร้างคันกั้นน้ำปกป้องพื้นที่ตัวเองทำให้เกิดการขวางทางน้ำไหลจึงเป็นอุปสรรค และบางพื้นที่นั้นส่วนราชการไปกั้นไว้ ประชาชนก็ไปทำลาย มันจึงทำให้น้ำเข้ามา รวมทั้งหลายส่วนที่ต้องลงไปปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด
         
          “บางครั้งในส่วนนิคมฯโรจนะนั้น แนวคันกั้นน้ำไม่แข็งแรงเพราะเป็นคันดินจึงมอบให้รมว.อุตสหกรรมนำหินคลุกเข้ามาเสริมเพื่อความแข็งแรงตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเสริมที่เคร่งครัดลงไปในพื้นที่”นางสาวยิ่งลักษณ์กล่าว

          เมื่อถามว่าแนวกั้นน้ำจะดำเนินการทันช่วงน้ำเหนือไหลลงมาและน้ำทะเลหนุนในสัปดาห์หน้าหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตรงนี้จึงให้ทุกจังหวัดไปประเมินและตัดสินใจ วันนี้ขอเรียนประชาชนว่าต้องเลือกยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจ เพราะความจริงนั้นเราไม่สามารถปกป้องได้ทุกพื้นที่หากทุกคนปกป้องทุกพื้นที่เลย น้ำจะไม่ไหลและสิ่งที่ประมาณการไว้จะผิดพลาด ในส่วนของจังหวัดนั้นต้องเลือกในส่วนปกป้องพื้นที่และเลือกให้ทางน้ำไหลด้วย ไม่ใช่ว่าปกป้องแล้วน้ำไม่ไหลมันก็ไปไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องทำยุทธศาสตร์จังหวัดแล้วนำมาดูในภาพรวม

          เมื่อถามว่า ปริมาณน้ำที่เขื่อนต่างๆจะปล่อยออกมา 4,000 ล้านลูกบาศ์กเมตร ตามที่นายปลอดประสพระบุไว้นั้นจะเพิ่มปริมาณน้ำขึ้นเท่าใด น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า วันนี้ยังไม่มีรายงานว่าจะเพิ่มขึ้น เพราะกรมชลประทานยังไม่มีตัวเลขปริมาณน้ำหลังวันที่ 16 ต.ค. เพราะตนได้รับรายงานในวันที่ 13 - 16 ต.ค. ตอนนี้ตนจึงสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมชลประทานไปประมาณการปริมาณน้ำขึ้นมา และตนอาจยอมเสียค่าใช้จ่ายในการสร้างแนวกันน้ำที่สูงกว่าแม้บางครั้งน้ำจะมาไม่ถึง แต่มันดีกว่าจะปล่อยให้ความเสียหายไปถึง ตนสั่งการให้ไปคำนวณเท่าที่จะทำได้ บางครั้งมันอาจเป็นพายุที่ยังมาไม่ถึงแต่ขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ในการประมาณการ

          เมื่อถามว่าจะป้องกันกทม.อย่างไรกับปริมาณน้ำฝนที่ตกและน้ำที่ ไหลลงมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า กทม.นั้น จะมีการป้องกันสองส่วน ด้านซ้ายนั้นจะเป็นแนวติดจ.ปทุมธานีและนนทบุรี ต้องทำให้มั่นใจว่าแนวคันกันน้ำสองทางจะป้องกันไม่ให้ทะลุเข้ากทม. วันนี้มอบให้กระทรวงคมนาคมและกลาโหมไปสำรวจพื้นที่ให้แน่ใจว่าความแข็งแรงเพียงพอ ส่วนด้านขวาคือฝั่งตะวันออกของกทม.นั้นต้องมีการทำแนวคันกั้นน้ำเพราะหากไม่ดำเนินการก็ต้องประมาณการน้ำที่ไหลออกซึ่งอาจเอ่อนองและไหลมากระทบกทม. วันนี้เป็นปริมาณกว้างกว่าสามสิบห้ากิโลเมตรที่ต้องทำให้เร็วที่สุดและทำเพิ่มเติม และในหลักการแล้วตนสอบถามผู้ว่าฯกทม.แล้วว่าอุโมงค์ใต้น้ำและเครื่องระบายน้ำในทุกจุดสำคัญอยู่แล้วเชื่อว่าหากน้ำเข้ามาจะเร่งระบายออกอย่างเร็วที่สุด

          เมื่อถามว่าจะร่วมมือกับฝ่ายค้านในการผลักดันการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นวาระแห่งชาติหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า รัฐบาลยินดีและถือว่าทุกอย่างเป็นวาระของประชาชน รวมทั้งยินดีทำงานร่วมกับฝ่ายค้าน ขอขอบคุณที่ทุกฝ่ายลงมาช่วยกันทำงานให้ประเทศ ส่วนข้อเสนอจากฝ่ายค้านที่เสนอหักเงินเดือนส.ส.พรรคเพื่อไทยมาช่วยประชาชนนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังแถลงข่าวและประชุมในช่วงเช้าเสร็จสิ้นลง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ขอไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว และจะกลับมายังศูนย์ฯในช่วงเย็นวันนี้เพื่อรับทราบความคืบหน้าเพิ่มเติม

 

"ศอส."เผย30จว.เผชิญน้ำท่วมเตือน5จว.ระวังดินถล่ม

            นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 30 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น  ศรีสะเกษ สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี  เชียงใหม่  ร้อยเอ็ด ลำปาง  เลย นครราชสีมา บุรีรัมย์ กำแพงเพชร และตาก รวม 223  อำเภอ 1,532 ตำบล 10,130 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 784,097 ครัวเรือน 2,388,286 คน ผู้เสียชีวิต 261 ราย สูญหาย 4 ราย พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 8,642,399 ไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยง สัตว์น้ำ บ่อปลา 123,824 บ่อ สัตว์ได้รับผลกระทบ 9,956,723 ตัว น้ำท่วมเส้นทางไม่สามารถสัญจรผ่านได้ รวม 216 สาย แยกเป็น ทางหลวง 58 สาย ใน 15 จังหวัด ทางหลวงชนบท 158 สาย ใน  32 จังหวัด

            สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปริมาณน้ำมากและระดับน้ำล้นตลิ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำปิง ที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ลุ่มน้ำยม ที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ลุ่มน้ำน่าน ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ลุ่มน้ำมูล ที่อำเภอเมือง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ อำเภอราษีไศล อำเภอกันทรารมย์ อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ลุ่มน้ำชี  ที่อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม อำเภอจังหาร  อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด ลุ่มน้ำสะแกกรัง ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ลุ่มน้ำท่าจีน  ที่อำเภอเมือง อำเภอสองพี่น้อง อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี  อำเภอบางเลน อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่าน จังหวัดนครสวรรค์ 4,650 ลบ.ม./วินาที (เพิ่มขึ้น) ปริมาณน้ำไหลผ่าน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3,323 ลบ.ม./วินาที (เพิ่มขึ้น) เขื่อนเจ้าพระยา ปริมาณน้ำไหลผ่าน 3,637 ลบ.ม./วินาที (เพิ่มขึ้น) ส่งผลให้พื้นที่ที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ  10 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทองสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ปทุมธานี นนทบุรี  ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำล้นตลิ่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต  โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ    99 เปอร์เซนต์  เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำ 99 เปอร์เซ็นต์  เขื่อนแควน้อยมีปริมาณน้ำ   101 เปอร์เซ็นต์  เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 133 เปอร์เซ็นต์

            นายพระนาย กล่าวเตือนว่า ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกชุกหนาแน่นกับ         มีฝนตกหนักหลายพื้นที่ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม กรุงเทพฯ รวมทั้งปริมณฑล ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และเพชรบุรี ระมัดระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักในระยะ 3-4 วันนี้ ส่วนพื้นที่ที่ต้องระวังดินโคลนถล่มและน้ำป่า           ไหลหลากในช่วงวันที่ 9- 10 ตุลาคม 2554  มี 5 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี (อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี อำเภอไทรโยค) ราชบุรี(อำเภอสวนผึ้ง อำเภอบ้านคา อำเภอปากท่อ) เพชรบุรี (อำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอแก่งกระจาน) จันทบุรี (อำเภอขลุง อำเภอมะขาม อำเภอเขาคิชฌกูฏ) ตราด (อำเภอบ่อไร่ อำเภอเกาะช้าง) เนื่องจากร่องมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพาดผ่านตอนกลางของประเทศไทย ทำให้มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนัก       บางแห่ง โดยบางพื้นที่วัดปริมาณน้ำฝนได้มากกว่า 100 มม. ทำให้ดินบนภูเขาชุ่มน้ำอาจพังถล่มลงมาได้ โดยขณะนี้เริ่มมีน้ำหลากในบางพื้นที่แล้ว ขอให้จังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าว จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ และแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย น้ำป่า         ไหลหลากและดินโคลนถล่ม

            ทั้งนี้ ศอส. ได้รับการประสานจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ว่า ได้สั่งการให้กรุงเทพมหานคร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี ปทุมธานี นนทบุรี และฉะเชิงเทรา ดำเนินการป้องกันพื้นที่สำคัญโดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจ           โดยพิจารณาจากสภาพภูมิศาสตร์ของพื้นที่ รวมถึงจัดทำแผนการอพยพ หากไม่สามารถทำการป้องกันพื้นที่ดังกล่าวได้ ให้ดำเนินการอพยพประชาชนไปยังจุดอพยพที่กำหนดไว้ทันที สำหรับจังหวัดที่สถานการณ์วิกฤต ได้แก่ ลพบุรี นครสวรรค์ และพระนครศรีอยุธยา ให้จังหวัดร่วมกับหน่วยทหารจัดทำแผนอพยพ  นอกจากนี้ จากการติดตามสถานการณ์น้ำ พบว่า มวลน้ำที่ท่วมในเขตอำเภอนครหลวง อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะไหลลงสู่เขตพื้นที่อำเภอบางปะอิน อำเภอวังน้อย  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอคลองหลวง อำเภอธัญบุรี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ดังนั้นจึงกำชับให้จังหวัดแจ้งเตือนประชาชนขนย้ายของขึ้นที่สูง และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อมิให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล และตื่นตระหนก


"รองปลัดกทม."เผยจี้9ผอ.เขตกทม.พื้นที่เสี่ยง


            นายพีระพงษ์ สายเชื้อ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยหลังประชุมผู้อำนวยการเขตฝั่งตะวันออก ทั้ง 9 เขต ว่า สั่งให้ทุกในพื้นที่เสี่ยงเตรียมแผนอพยพประชาชน โดยให้ทั้ง 9 เขตดำเนินการสอดคล้องกัน ขณะที่ยอมรับว่า สถานการณ์น้ำท่วมปีนี้รุนแรงมาก และกังวลกับปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้น หลังจากนี้จะให้เขตแจ้งเตือนประชาชนเตรียมพร้อมอพยพหากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมสรุปจำนวนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่อาจต้องอพยพ แต่ยังหนักใจที่ประชาชนบางส่วนไม่ต้องการอพยพออกจากบ้าน เนื่องจากห่วงทรัพย์สิน

 

ผอ.สำนักระบายน้ำเผยเร่งระบายน้ำลงทะเล


            นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะขึ้นสูงสุดในเวลา 16.30 น. ส่วนปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา วัดที่บริเวณเขื่อนพระราม 6 และเขื่อนเจ้าพระยาล่าสุดอยู่ที่ 4,945 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ที่อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยาอยู่ที่ 3,135 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เนื่องจากน้ำที่ปล่อยมาจากทางเหนือปริมาณมากขึ้นทุกวัน ประกอบกับมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำใน 13 เขต รวมถึงพื้นที่ด้านฝั่งตะวันออกของกทม.ยังต้องเฝ้าระวัง

            ขณะเดียวกัน การที่ระดับน้ำในคูคลองชั้นในมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ยังส่งผลให้การระบายน้ำออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาทำได้ยาก โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 13-15 ต.ค. นี้ น้ำทะเลจะหนุนสูง และจะสูง 1.11 เมตร ในวันที่ 15 ต.ค. ก่อนจะขึ้นสูงสุดอีกครั้งในวันที่ 29 ต.ค. ที่ 1.31 เมตร โดยทางกทม.กำลังเร่งระบายลงสู่ทะเลให้มากที่สุดเนื่องจากเพื่อให้ได้สูงสุดที่ 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หากวันที่ฝนตกอาจจะต้องชะลอกำลังเร่งระบาย ซึ่งจะเร่งให้ได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร




"วิชาญ"แนะ"กทม."เร่งทำความเข้าใจปชช.เขตนอกแนวกั้นน้ำ



            นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. ในฐานะประธานภาคกทม. กล่าวว่า พื้นที่หลายจุดของกทม. ที่น้ำเริ่มขึ้นสูงแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ตะวันออกที่เป็นที่รองรับน้ำ เนื่องจากมีประตูระบายน้ำหลายแห่ง ทั้งหมดต้องยอมรับว่าหลังจากมีสนามบินสุวรรณภูมิ การเคลื่อนของน้ำถูกขวาง คลองที่เคยขวางถูกตัดขาดหมด ประกอบกับน้ำทางเหนือ และจ.อยุธยา มาอย่างเต็มที่ ประกอบกับประตูระบายน้ำหลายแห่งในฝั่งตะวันออกของกทม.มีความต่างของปริมาณน้ำระหว่างด้านนอกกับด้านในสูงมาก เท่ากับว่าบริเวณด้านนอกนั้นน้ำมีความสูงมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้เขตเศรษฐกิจในกทม.ชั้นในเสียหาย หรือได้รับผลกระทบหนัก จึงอยากเสนอไปยังกทม.ให้ใช้พื้นที่ทุ่งรังสิต ซึ่งเป็นทุ่งกว้างใหญ่ มีบ้านเรือนน้อย เป็นพื้นที่ชะลอน้ำก่อนจะมาถึงเขตชั้นในกทม.ให้คนกทม.โดยเฉพาะคนในหมู่บ้านมีเวลาเตรียมตัว รับมือกับน้ำท่วม โดยเรื่องนี้กทม.ต้องไปคุยกับชาวบ้านพื้นที่ดังกล่าวว่าเห็นด้วยหรือไม่ หากทำได้กทม.ต้องจัดเงินชดเชยให้อีกส่วน นอกจากเงินช่วยเหลือที่รัฐบาลมอบให้ 5,000 บาท  และถ้าผู้ประกอบการ ภาคเอกชน อยากมาสนับสนุนภารกิจ เสริมแนวป้องกันน้ำด้านกทม.ฝั่งตะวันออก ให้ติดต่อมายังตน ที่เบอร์โทรศัพท์  081-8526620                                              

            ด้านนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กทม.และปริมณฑล อาจต้องประสบกับน้ำจาก 3 ส่วน 1. น้ำเหนือที่กำลังจะเข้ามา 2. น้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ และน้ำในท่าไม่ลง ก็จะเอ่อออกด้านข้าง 3. ดีเปรสชั่นจากฝนตกหนักมาอีก หากทั้ง 3 น้ำเจอกัน กทม.จะหนัก ซึ่งก็มีแนวโน้มจะเป็นเช่นนั้นหลังวันที่ 12 ต.ค. ในส่วนของพื้นที่เศรษฐกิจกทม.ชั้นใน เราต้องป้องกันเอาไว้ สร้างแนวป้องกันฝั่งตะวันออก ทำอย่างไรให้น้ำนอกคันกั้นน้ำ ไหลออกไปสู่คลองด่านให้มากที่สุด เพื่อดันออกนอกทะเล เช่นเดียวกับฝั่งนนทบุรี น้ำส่วนนี้ที่จะลงมาจากปทุมธานี ซึ่งตอนนี้มีแนวตลิ่งชัน จากคลองมหาสวัสดิ์เป็นแนวกั้น หากแนวนี้ทะลุน้ำจะเข้าสู่ฝั่งธนฯทั้งหมด อย่างไรก็ดีเข้าใจประชาชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ เมื่อแช่น้ำเป็นอาทิตย์ เป็นเดือนจะมีแรงกดดัน และหากมีลูกยุให้รื้อกระสอบได้น้ำจะลดลง ซึ่งไม่ถูกกับหลักความจริง เพราะน้ำก็จะยังน้ำท่วมอยู่ดี


 "พท."ขู่ประจานหน่วยงานรัฐใส่เกียร์ว่าง


            นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีปัญหาอุทกภัยในขณะนี้ ว่า หลังจากหลายจังหวัดประสบภัยน้ำท่วมทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างหนัก และมีแนวโน้มว่ามวลน้ำก้อนใหม่จะไหลเข้าสู่กทม.แน่นอน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน พรรคเพื่อไทยจึงเรียกประชุมส.ส.กทม. และส.ส.รอบปริมณฑล เพื่อหารือถึงแผนรับมือน้ำท่วม แผนช่วยเหลือประชาชน โดยแบ่งโซนรับผิดชอบให้เป็นหน้าที่ของส.ส. สก. สข.กทม. มีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค เป็นประธาน นายวิชาญ มีนชัยนันนท์ เป็นรองประธาน ดูแลกทม.ฝั่งตะวันออก และมอบหมายให้ส.ส.ลงทุกพื้นที่เพื่อช่วยประสานงานกับภาครัฐและช่วยเหลือประชาชนอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ดีพรรคได้รับแจ้งจากประชาชนว่ามีเจ้าหน้าที่บางหน่วยงานเข้าเกียร์ว่าง ไม่ให้ความช่วยเหลือประชาชน บางแห่งมีกระสอบทรายไปถึงแล้ว แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ไปขน อ้างว่าเป็นวันหยุด ขอถามหน่วยงานแห่งดังกล่าวว่า เป็นแผนดิสเครดิตรัฐบาลในช่วงประชาชนเดือดร้อนหรือไม่ อยากให้กลับตัวใหม่ เลิกพฤติกรรมเห็นแก่ตัว อย่ามองว่าเรื่องประชาชนเดือดร้อนเป็นเกมการเมือง ไม่อย่างนั้นจะนำหน่วยงานดังกล่าวมาประจานให้ประชาชนเห็นถึงความเห็นแก่ตัว

            นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า เตรียมเสนอต่อที่ประชุมส.ส.พรรควันที่ 11 ต.ค. และที่ประชุมสภาฯวันที่ 12 ต.ค.เกี่ยวกับการหักเงินเดือนส.ส.เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ขอเสนอให้ตั้งกระทรวงที่เกี่ยวกับน้ำมาดูแลแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยกระทรวงทรัพยากรน้ำ เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนวางแผนระยะยาว ให้เป็นโครงสร้างในการพัฒนาประเทศต่อไป