
เรือนชานบ้านเมือง - เยธัมมา กับ การแยกแยะว่า แท้หรือเทียม
ในสภาพเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่ทุกอย่างดูจะวุ่นวาย จนบางครั้งสถานการณ์ตกอยู่ในสภาพสับสนอลหม่าน ฝุ่นตลบอบอวล ทำให้ยากที่จะคาดเดาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แม่มักจะบอกผมเสมอว่า
ในยามที่ไฟดับมองไปทางไหนก็ดูจะมืดมิดไปหมด เราจำเป็นต้องควบคุมสติอารมณ์ให้หนักแน่น รวมทั้งต้องไม่ตื่นตระหนก ตกใจกันไปจนเกินเหตุ และต้องไม่วิ่งวุ่นวาย เพราะมิฉะนั้นจะวิ่งชนกันเอง จนหัวร้างข้างแตก หรือแขนขาหัก ที่หนักไปกว่านั้นอาจถึงขั้นเหยียบกันตาย โดยไม่สามารถจับมือใครมาดมได้ ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์พลิกผัน ผู้ก่อการก็มักจะอาศัยช่วงไฟดับ ผู้คนกำลังสับสนอลหม่านนี่แหละครับ ตบเท้าออกมาปฏิบัติการตามแผนที่วางไว้
สถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ผมนึกถึงพระสูตรอยู่บทหนึ่งที่ว่าด้วย “เยธัมมา” ที่เหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิต มักจะกล่าวว่า พระพุทธศาสนาสามารถเผยแผ่ลงหลักปักฐานเป็นปึกแผ่นมั่นคง ยืนยงมากว่า 2,000 ปีในดินแดนสุวรรณภูมินี้ได้ ก็ด้วยคาถา “เยธัมมา” บทนี้แหละครับ เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย “ธรรมใดเกิดแก่เหตุ ธรรมนั้นตถาคตได้ตรัสไว้” ถ้าแปลเป็นภาษาชาวบ้านแบบเข้าใจง่ายๆ คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน”
ในสภาวะแห่งความสับสนวุ่นวายนี้ ผมได้อาศัยพระธรรมคำสอนอันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเสมอครับ จากพระสูตรบทนี้ ทำให้ผมได้ค้นพบสัจจะแห่งธรรมของทั้ง ของแท้และของเทียม ซึ่งหมายรวมไปถึง แดงแท้และแดงเทียม เหลืองแท้และเหลืองเทียม เขียวแท้และเขียวเทียม ฯลฯ ที่ได้เข้ามามีบทบาท ก่อให้เกิดพลวัตในการเปลี่ยนแปลง ผสมโรงมั่วกันไปหมดแบบต้มจับฉ่ายทั้งในฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน นัวเนียกันไปหมดทั้งในสภาและนอกสภา นอกจากนั้นคาถา “เยธัมมา” ทำให้ผมได้รับรู้ว่า สาเหตุที่ทำให้ “บ้านดีเมืองดี” ของสยามประเทศสับสน วุ่นวายกันไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็เพราะบรรดาของเทียมทั้งหลาย ในส่วนตัวผมจึงได้ปวารณาตัวเป็น “ผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” ขอเป็น “มิตรแท้” กับบรรดา “ของแท้” เท่านั้น
ผมเชื่อว่าสังคมไทยในปัจจุบันยังขาดวุฒิภาวะที่เพียงพอในการแยกแยะว่าอะไรเป็นของแท้หรือของเทียม เช่น ผมเชื่อว่าการที่มีคนนำเอารถแก๊ส หรือรถเมล์มาก่อความวุ่นวาย อีกทั้งผมเชื่อว่าการที่ท่านโอบามาร์ค นายกรัฐมนตรีสุดหล่อขวัญใจแม่ยก ที่ถูกรุมประชาทัณฑ์จนหวุดหวิดจะสิ้นชีวิตหลายครั้งต่อหลายครั้ง ก็เป็นผลงานของแดงเทียมและเขียวเทียม ซึ่งของแท้เขาไม่ทำกันหรอกครับ ที่ผู้ก่อการนั้นคาดว่าเหตุการณ์ “น้ำผึ้งหยดเดียว” จะลุกลามบานปลายนำไปสู่การจลาจลครั้งใหญ่ เพื่อจุดชนวนให้เกิดความรุนแรง อันจะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารตามแผนการที่วางไว้
ดังนั้น สังคมไทยจึงต้องมีวุฒิภาวะมากพอที่จะแยกแยะว่าอะไรแท้หรืออะไรเทียม อีกทั้งยังต้องเตือนสติให้ข่าวสารที่ถูกต้องแก่กันและกัน ดังที่แม่ผมสอนไว้แหละครับ ในช่วงเวลาที่สับสน วุ่นวาย เปรียบเสมือนไฟในบ้านได้ดับลง ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่า การอยู่นิ่งๆ พิจารณาทบทวนให้เห็นถึงแก่นแท้ของปัจจัยอันเป็นสาเหตุหลัก รวมไปถึงการรู้เท่าทันว่าใครเป็นผู้ชักใย จัดฉากทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ใครเป็นมือมืดที่มองเห็นและมองไม่เห็น ใครเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์
ลองเอาคาถา “เยธัมมา” นี้ไปใช้เถอะครับ ดวงตาก็จะเห็นธรรม รวมทั้งยังตอกย้ำสัจจะของธรรมชาติ ที่ว่าด้วย “ธรรมใดเกิดแก่เหตุ” อีกทั้งยังเตือนสติให้ได้ตระหนักว่า ใครได้ทำกรรมใดไว้กับประเทศชาติ ก็ขอให้มั่นใจเถอะครับว่า ท่านจะไม่สามารถหลีกลี้หนีผลแห่งกรรมที่ท่านได้กระทำไว้อย่างแน่นอนครับ



