ข่าว

 สื่อเทศแฉบ.ต่างชาติในไทยจมน้ำ

สื่อเทศแฉบ.ต่างชาติในไทยจมน้ำ

09 ต.ค. 2554

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานบริษัทต่างชาติปิดโรงงานหลายแห่งในไทยเนื่องจากน้ำท่วม "เอแบคโพลล์"เผยปชช.กว่า 79.3 % ระบุรบ.ช่วยปชช.ที่ถูกน้ำท่วมไม่เพียงพอและทั่วถึง แนะ"ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์"อย่ามั่วแย่งซีนกัน รมว.อุตสาหกรรมเผยพร้อมเยียวยาโรงงานที่ถูกน้ำท่วม

           9ต.ค.2554 สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยว่า ขณะนี้มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ อาหาร และอุปกรณ์ไฟฟ้า มากกว่าร้อยโรงงานทั่วประเทศที่ต้องปิดลงชั่วคราว โรงงานผลิตรองเท้ายี่ห้อ "เอ๊คโค่" ของเดนมาร์ก และโรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่มของบริษัทอายิโน๊ะโมะโต๊ะ ของญี่ปุ่น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโรงงานกว่า 40 แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว


           ส่วนโฆษกบริษัทแคนนอน ของญี่ปุ่น บอกว่า ได้ปิดโรงงานผลิตปริ๊นเตอร์ที่จังหวัดอยุธยาแล้ว เพราะน้ำท่วมและจะปิดโรงงานไปอีกระยะหนึ่งเพื่อความปลอดภัย บริษัทอินโดราม่า เวนเจอร์ส ผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์รายใหญ่ของโลกบอกว่า ได้ปิดโรงงานที่จังหวัดลพบุรีไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา 

           บริษัทฮอนด้า ระงับการผลิตรถยนต์ที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดอยุธยา เนื่องจากน้ำท่วม ทำให้ขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิต ซึ่งโดยปกติโรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตรถยนต์ 2 แสน 4 หมื่นคันต่อปี

           สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยระบุว่าไทยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 253 คนจากพายุฝนและน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมาโดยขณะนี้มี 30 จังหวัดจากทั้งหมด 77 จังหวัดกำลังเผชิญกับภาวะน้ำท่วม และบอกว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมจะเป็นบททดสอบที่สำคัญของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรซึ่งเข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

 

เผย79.3%ชี้รบ.ช่วยผู้ถูกน้ำท่วมไม่ทั่วถึง

 

            ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) สำรวจมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมโดยรัฐบาล : กรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชนในพื้นที่จังหวัดที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม

            ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง สำรวจมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมโดยรัฐบาล กรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชน สมาชิก อบต. พนักงานอบต. ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน นครสวรรค์ พิษณุโลก ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี สิงห์บุรี อยุธยา และปทุมธานี จำนวนทั้งสิ้น 10,12 คน ดำเนินโครงการระหว่าง วันที่  1 ตุลาคม  - 8 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยการเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น สุ่มจังหวัด อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน พบว่า

            แกนนำชุมชนร้อยละ 59.8 รับรู้มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามจำนวนมากหรือร้อยละ 40.2 ยังไม่ทราบชัดเจน โดยในกลุ่มที่ทราบชัดเจน พบว่า ร้อยละ 28.0 รับทราบว่ารัฐบาลให้กองทัพทุกเหล่าทัพช่วยเหลือชาวบ้าน รองลงมาคือร้อยละ 24.1 ให้ข้อมูลสถานการณ์น้ำท่วม ร้อยละ 21.7 บอกวิธีเร่งระบายน้ำออกทะเล ร้อยละ 21.5 ขุดลอกคูคลองระบายน้ำ และอื่นๆ ได้แก่ ใช้เรือใหญ่ดันน้ำ หรือเครื่องดันน้ำ ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำ รักษาเขตเศรษฐกิจ เขตเมือง และโครงการอาสาสมัครให้ภาคเอกชนเข้าช่วย เป็นต้น

            เมื่อถามถึงความเพียงพอในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แกนนำชุมชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.3 ระบุยังไม่เพียงพอ และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.3 ระบุว่าการช่วยเหลือของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ยังไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.6 ระบุว่าสิ่งของที่นำไปบริจาคตรงกับความต้องการของประชาชน แต่เกือบ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 31.4 ระบุยังไม่ตรงกับความต้องการ

            ที่น่าพิจารณา คือ แกนนำชุมชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.5 ยังไม่ทราบแนวทางช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาลภายหลังน้ำลด นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.0 ยังไม่ทราบแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวภายหลังน้ำลด อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่หรือร้อยละ 82.7 เห็นว่าการส่งคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่แก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนเกิดประโยชน์ ในขณะที่ร้อยละ 17.3 ระบุไม่เกิดประโยชน์

            นอกจากนี้ เมื่อถามถึงระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมภายหลังน้ำลด ตัวอย่างร้อยละ 32.0 ระบุควรใช้เวลา 1-2 เดือน ร้อยละ 27.4 ระบุใช้เวลา 3-4 เดือน ร้อยละ 1.3 ระบุใช้เวลา 5-6 เดือน และ แกนนำชุมชนส่วนใหญ่ร้อยละ 39.3 ระบุใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย 1 ปีขึ้นไป

            อย่างไรก็ตามความต้องการเร่งด่วนของผู้ประสบภัยน้ำท่วนในขณะนี้คือ ร้อยละ 48.7 ระบุต้องการอาหารและน้ำสะอาด ร้อยละ 37.2 ระบุต้องการที่อยู่อาศัย ร้อยละ 5.2 ต้องการเรือ/เสื้อชูชีพ ร้อยละ 5.6 ระบุต้องการยารักษาโรค ร้อยละ 8.2 ระบุต้องการการฟื้นฟูจิตใจ/ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ ร้อยละ 6.6 ระบุต้องการให้ซ่อมเขื่อนให้เสร็จโดยเร็ว และ ร้อยละ 3.4 ระบุต้องการสาธารณูปโภค เช่นห้องน้ำ และ ไฟฟ้า เป็นต้น

            ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า ในช่วงเวลานี้เสนอให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจับมือกันเปิดศูนย์แก้ภัยพิบัติแห่งชาติแบบบริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จหรือ One Stop Service กระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีจับมือกันช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม แทนการลงพื้นที่แย่งชิงคะแนนนิยมแบบต่างคนต่างทำ เพราะในช่วงเวลานี้คะแนนนิยมทางการเมืองไม่น่าจะสำคัญเท่าความปรองดองร่วมกันทำงานช่วยเหลือประชาชนให้พ้นภัยพิบัติ เนื่องจากการออกทีวีรวมการเฉพาะกิจคืนวันที่ 7 ของนายกรัฐมนตรีทำให้ชาวบ้านทราบเพียงว่าผู้ใหญ่คนไหนรับผิดชอบอะไร และทราบว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงไปอีก จึงน่าจะมีสาระเพิ่มเติมบางประการที่ชาวบ้านจับต้องได้และเกิดการตอบสนองในภาคปฏิบัติ ได้แก่

            ประการแรก จัดตั้งหน่วยบัญชาการกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ที่เล็งเห็นว่าจะไม่ถูกน้ำท่วมครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทำแบบ “ช่วยเหลือแบบบริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จหรือ One Stop Service” โดยมีการบริการที่พักอาศัย สุขอนามัย เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม อาหาร น้ำสะอาดและยารักษาโรค บริการทางการแพทย์สุขภาพทั้งทางกายและสุขภาพจิต มีการจัดระบบขนส่งมวลชนรองรับ มีการบริการด้านการเงินฟื้นฟูรายได้ลดรายจ่าย มีหน่วยงานรับเรื่องฟื้นฟูซ่อมแซมบ้านพักอาศัย สาธารณูปโภคต่างๆ และศูนย์ให้คำแนะนำปรึกษา เป็นต้น โดยแจ้งกันให้ชัดๆ ว่าประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติจะเดินทางไปยังหน่วยบัญชาการแบบ One Stop Service นี้ได้ที่ไหนอย่างไร

            ประการที่สอง นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลและหน่วยงานภาคีร่วมแก้ปัญหาภัยพิบัติน่าจะให้ข้อมูลชัดเจนว่าจะติดต่อใคร ที่ไหนเพื่อให้ประชาชนผู้เป็นเหยื่อภัยพิบัติเข้าถึงได้ โดยควรสร้างโซเชียลเนตเวิร์คแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ผ่าน SMS ทางมือถือของสมาชิก เฟซบุค อีเมล เว็บไซค์และทวิสเตอร์ เป็นต้น

            ประการที่สาม น่าจะมีการเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ องค์กร NGO ภาคเอกชน และกลุ่มอาสาสมัครออกสำรวจเยี่ยมเยียนกลุ่มประชาชนที่มีความผูกพันทางใจกับถิ่นที่อยู่ของตนเอง “ห่วงบ้านและทรัพย์สิน” ไม่ยอมอพยพออกมาจากพื้นที่อันตรายเหล่านั้น และวางแผนเตรียมการฟื้นฟูสุขภาวะในชุมชนให้กลับมาน่าอยู่ยิ่งขึ้นมากกว่าเดิม

            ประการที่สี่ ให้ข้อมูลความเป็นจริงต่อสถานการณ์ภัยพิบัติเป็นรายพื้นที่เฉพาะจุดที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือได้เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน รถยนต์ และอื่นๆ ให้พ้นความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และบางประเทศจะมีการประกาศสภาวะฉุกเฉินในบางพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ และเตรียมแผนฟื้นฟูทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในพื้นที่ภัยพิบัติ
   
            ประการที่ห้า มีกระบวนการตรวจสอบความโปร่งใสเงินบริจาคต่างๆ ว่าถูกนำไปใช้ที่ไหนอย่างไรบ้างเพื่อให้สาธารณชนเกิดความวางใจว่าถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ จึงน่าจะมีคณะกรรมการอิสระติดตามความช่วยเหลือของรัฐบาลรายงานนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงทราบนอกเหนือจากการรายงานจากเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกันเองเพื่อหนุนเสริมให้ความช่วยเหลือเกิดประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น

            จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 61.6 เป็นหญิง ร้อยละ 38.4 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 25.4 อายุต่ำกว่า 30 ปี ร้อยละ 45.3 อายุ 30 - 39 ปี ร้อยละ 23.1 อายุ 40 - 49 ปี ร้อยละ 6.2 อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยที่ร้อยละ 1.6 สำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุดระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า ร้อยละ 4.2 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. ร้อยละ 11.9 สำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา/ปวส.ในขณะที่ร้อยละ 62.6 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 19.7 สำเร็จการศึกษาในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี นอกจากนี้ ร้อยละ 8.9 ระบุปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายก อบต. ร้อยละ 9.7 เป็นสมาชิก อบต. ร้อยละ 74.4 เป็นข้าราชการ/พนักงาน อบต. ร้อยละ 7.0 ระบุอื่น ๆ อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร้อยละ 1.0 ระบุรายได้ส่วนตัวต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ38.6 ระบุมีรายได้ 5,001-10,000 บาท ร้อยละ34.0 ระบุมีรายได้10,001-15,000 บาท ร้อยละ11.7 ระบุมีรายได้15 ,001-20,000 บาท และร้อยละ14.7 ระบุมีรายได้มากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน



รมว.อุตสาหกรรมเผยพร้อมเยียวยาโรงงานที่ถูกน้ำท่วม


            สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดทำให้ส่งผลกระทบทั้งต่อประชาชนและเศรษฐกิจนั้น  นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เร่งหามาตรการช่วยเหลือเยียวยาโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม   ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ยังไม่ถูกน้ำท่วมวางมาตรการป้องกันเช่น การสร้างเขื่อนกั้นน้ำบริเวณรอบนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรม พร้อมขนย้ายเครื่องจักรไปอยู่บนที่สูง   ส่วนโรงงานที่ถูกน้ำท่วมจนได้รับความเสียหายก็พยายามที่จะช่วยเหลือเยียวยา

            โดยหลังน้ำลดเตรียมมาตรการฟื้นฟู เบื้องต้นตรวจสอบทราบว่าโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีประกันวินาศภัย  ส่วนโรงงานขนาดย่อยที่ไม่มีประกันวินาศภัยครม.ได้มีมติให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ปล่อยสินเชื่อเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 6 โดยตั้งวงเงินไว้ 2,000 ล้านบาท ให้กู้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท  ผ่อนดอกเบี้ยและเงินต้นภายใน 6 ปี  ใน 2 ปีแรกไม่ต้องส่งเงินต้น 

            นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีของสถานประกอบการและให้ยกเว้นไม่เก็บค่าธรรมเนียมต่อใบอนุญาต นอกจากนี้ในกรณีที่โรงงานจำเป็นต้องนำเข้าเครื่องจักรใหม่เพื่อมาทดแทนเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม  จะยกเว้นภาษีอากรนำเข้าให้และโรงงานที่ขนย้ายเครื่องจักรหนีน้ำท่วมซึ่งตามธรรมดาต้องเสียภาษีอากร แต่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประสานกับกรมศุลกากรขอยกเว้นภาษีอากรในส่วนนี้ด้วย

            มูลค่าความเสียหายทั่วประเทศมีน้ำท่วมโรงงานทั้งหมดกว่า 520 แห่ง ในพื้นที่ 19 จังหวัด  มีความเสียหายของเครื่องจักร วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์และโอกาสทางเศรษฐกิจเบื้องต้นกว่า 26,000 ล้านบาท  หลังน้ำลดกระทรวงอุตสาหกรรมจะเปิดคลินิคอุตสาหกรรมให้คำปรึกษาแนะนำในการซ่อมแซมเครื่องจักรเพื่อให้สามารถใช้การได้ตามปกติโดยเร็ว



ชาวแปดริ้วเผยน้ำล้นท่วมบ้านไร้ที่ขับถ่าย



            นางบุญสม ห้องตรง อายุ 73 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 ม.2 ต.คลองเขื่อน อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทราซึ่งนอนเฝ้าทรัพย์สินอาศัยอยู่บนบ้านพักที่ถูกน้ำท่วมกลางน้ำอยู่เพียงลำพังไม่ยอมโยกย้ายอพยพหนีออกไปอยู่ยังที่อื่นที่ปลอดภัยตามที่ทางราชการและผู้นำชุมชนได้จัดเตรียมไว้ให้  กล่าวว่าสาเหตุที่ไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนนั้น เพราะเป็นห่วงทรัพย์สินภายในบ้านทั้งที่ระดับน้ำได้ขึ้นสูงสุดถึงระดับขื่อที่รองรับพื้นกระดานบนตัวบ้านแล้วก็ตามโดยระบุว่า "ไม่กลัวตายแล้ว เพราะอยู่มาจนแก่ป่านนี้แล้"
           
            นางบุญสม กล่าวต่อไปว่า ตนอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดกว่า 70 ปี แล้ว และจะไม่ยอมหนีไปไหนโดยน้ำท่วมในครั้งนี้ถือว่าหนักมากที่สุด มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาและถือว่าเป็นน้ำท่วมใหญ่ ในตลอดชีวิตนี้ ที่เคยประสบภัยน้ำท่วมมาแล้วถึง 3 ครั้ง คือ เมื่อปี พ.ศ.2500 และปี 2526 จนมาในปีนี้ถือว่าเป็นครั้งที่3 และถือเป็นการท่วมใหญ่มากที่สุดเท่าที่เคยพบมาส่วนการขับถ่ายปลดทุกข์หลังจากน้ำท่วม จนไม่มีห้องน้ำขับถ่ายนั้นได้ใช้วิธีการขับถ่ายปลดทุกข์ใส่ถุงเก็บไว้ก่อนที่จะพายเรือนำออกไปทิ้งลงยังกลางแม่น้ำบางปะกงพร้อมกับขยะภายในบ้านด้วย




ผอ.สุขภาพจิตอุบลฯชี้ชาวบ้านน้ำท่วมซ้ำซาก-เครียดสะสมถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย24คน



            แพทย์หญิงอมรรัตน์  เทพากรณ์  แพทย์ชำนาญการ  หัวหน้ากลุ่มงานเวชกรรมสังคม  โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี กล่าวว่า ขณะนี้มีน้ำท่วมขังหลายชุมชน ทางโรงพยาบาลได้เฝ้าระวังโรคติดต่อที่มากับน้ำ  ส่วนมากพบผู้ป่วยเป็นโรคผิวหนัง จึงเตือนประชาชนหากมีความจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วมขังควรรีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที   หากมีบาดแผลควรหลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสน้ำ  นอกจากนี้โรคติดต่อทางเดินอาหาร โรคอุจจาระร่วง โรคน้ำกัดเท้า โรคบิด   อาหารเป็นพิษ และตับอับเสบจากไวรัสเอ กลุ่มโรคเหล่านี้  ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร หรือ ดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไปผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นโรคปอดบวมจำนวน 5,308 คน โรคตาแดง 3,608 คน โรคอาหารเป็นพิษ 5,191 คน  โรคเลป-โตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู  34 คน โรคไข้หวัดใหญ่ 802 คน และไม่ทราบสาเหตุ 6,842 คน

            นางสาวนันทาวดี วรวสุวัส ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 7 กล่าวว่า  ภาวะน้ำท่วมเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้ความเครียดของประชาชนเพิ่มขึ้น   โดยกรมสุขภาพจิตศูนย์สุขภาพจิตที่ 7 และโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์  โรงพยาบาลวารินชำราบ  ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกประเมินด้านจิตใจ  และความเครียดใน 12 ชุมชนที่ถูกน้ำท่วม โดยคัดกรองกลุ่มเสี่ยง  ค้นหาผู้ที่อยู่ในภาวะเครียด  ซึ่งมีประชาชนที่คิดว่าตนเองเครียดมากเข้ามาพบเจ้าหน้าที่แล้วกว่า  500  คน ในจำนวนนี้พบว่าอยู่ในภาวะเครียดมากประมาณ  71  คน  ภาวะซึมเศร้า 112 คน และภาวะเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย  24  คน  นอกนั้นเป็นภาวะเครียดที่ไม่รุนแรง

            “สำหรับความเครียดที่พบเป็นปัญหาสะสมมานาน  ทั้งปัญหาเกี่ยวกับครอบครัว  แต่พอมาเจอน้ำท่วม ทำให้รู้สึกว่าเจอวิกฤตซ้ำเข้าไปอีก ทำให้มีความเครียดเพิ่มมากขึ้น ส่วนการดูแลและหากประเมินแล้วพบว่ามีความเครียดสูงหรือภาวะซึมเศร้าหรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย  จะให้พบกับพยาบาลจิตเวชและนักจิตวิทยา  หากมีปัญหาถึงขั้นต้องใช้ยาก็ส่งตัวไปที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ เบื้องต้นเราให้ทางพื้นที่  โดยโรงพยาบาล  สำนักงานสาธารณสุขดูแล  แต่ถ้าไม่ไหว  ถึงจะมีการส่งต่อ” ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 7 กล่าว  
           
            ด้านนางเพียรศรี  บุญแพ้  ผู้นำชุมชนบ้านดอนงิ้ว บอกว่า ชาวชุมชนดอนงิ้วที่ประสบภัยน้ำท่วมทั้งหมด 145 ครัวเรือน ขณะนี้ได้อพยพครอบครัว มาอาศัยอยู่ที่ตลาดแสนสบาย และคลังปูนสถานีรถไฟจังหวัดอุบลราชธานีนานนับเดือนแล้ว โดยสิ่งที่ขาดแคลนในช่วงนี้ คือ ยารักษาโรคและเครื่องนุ่งห่มกันหนาว เนื่องจากช่วงนี้เริ่มมีอากาศหนาวแล้ว สำหรับชีวิตความเป็นอยู่ชาวบ้านบางคน มีอาการตึงเครียดกับเหตุการณ์น้ำท่วม เพราะเป็นห่วงบ้าน เพราะที่ผ่านมากลุ่มคนร้ายได้ถือเอาโอกาสเข้าไปลักทรัพย์และงัดบ้านเรือนของชาวบ้านแล้ว 3 หลัง  จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มความถี่ออกตรวจตรารักษาความปลอดภัยบ้านเรือนของชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนด้วย

            ขณะที่นายเหลาคำ  ขยันการ ผญบ.ตามุย  บอกว่า พื้นที่ริมตลิ่งเพื่อชมบั้งไฟพญานาคที่บริเวณบ้านตามุย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี พบว่าริมตลิ่งที่ใช้รองรับประชาชนนักท่องเที่ยวที่จะไปนั่งชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา 12 ตุลาคมนี้นั้นมีน้อยลง  เพราะปริมาณน้ำยังคงมีระดับสูงต่ำกว่าตลิ่งเพียง 1 - 2 เมตร   ทำให้ชาวบ้านตามุยไม่สามารถที่จะปรับพื้นที่บริเวณริมแม่น้ำโขง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวได้  นอกจากนี้บริเวณทางเข้าหมู่บ้านตามุยทำให้ถนนเกิดการทรุดตัว เส้นทางมีความลาดชันและแคบ เบื้องต้น อบต.ห้วยไผ่ได้ซ่อมแซมถนนแล้ว ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้เส้นทาง
 
                 “ขณะที่ภายในหมู่บ้านตามุย ทางกลุ่มแม่บ้านได้เร่งทอผ้าฝ้าย เตรียมไว้สำหรับจำหน่ายเป็นสินค้าที่ระลึกให้กับประชาชนนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาชมปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค สำหรับกิจกรรมการจัดพิธีการงานบั้งไฟพญานาค ของชาวบ้านตามุย นั้น  ในช่วงเช้าวันที่ 12 ตุลาคม จะมีพิธีทำบุญตักบาตรในวันออกพรรษา ในช่วงกลางวันชาวบ้านจะร่วมการสร้างเรือไฟแบบพื้นบ้าน จำนวน 6 ลำ เพื่อใช้ประกอบพิธีในช่วงเย็น โดยเวลาประมาณ  18.39จะมีพิธีกรรมบวงสรวงพญานาค  ขอขมาสายน้ำแห่งชีวิต ลำน้ำโขง โดยการลอยกระทงสาย และปล่อยโคมลอยเพื่อเสริมสิริมงคลในชีวิต” นายเหลาคำกล่าว



ตากน้ำยังท่วมหมู่บ้านริมแม่น้ำวังเขื่อนภูมิพลยังปล่อยน้ำ



            เขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ยังคงเร่งระบายน้ำ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากน้ำในเขื่อนยังมีปริมาณมาก ส่งผลให้นำท่วมหลายหมู่บ้านในตำบลยกกระบัตร ตำบลวังหมัน ตำบลวังจันทร์ อำเภอสามเงา ประชาชนต้องย้ายสิ่งของไปอยู่ที่สูง พร้อมทั้งสัตว์เลี้ยงต่างๆ สำหรับปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลอยู่ที่ 13,360 ล้านลูกบาศก์เมตร ระดับสูงสุดที่รับได้ 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลืออีก 102 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 0.76 เปอร์เซ็นต์ จะล้นอ่าง อย่างไรก็ดีนายสามารถ ลอยฟ้า ผวจ.ตาก สั่งให้ทางจังหวัดช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเต็มที่ พร้อมรับบริจาคสิ่งของช่วยผู้ประสบภัย

 

พระขี่ม้าบิณฑบาตช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม


          ที่บริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย พระครูบาเหนือชัย โฆสิโต เจ้าอาวาสสำนักปฏิบัติธรรมถ้ำป่าอาชาทอง ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย หรือรู้จักกันดีในนามพระขี่ม้าบิณฑบาตร แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศไทย พร้อมกับพระสงฆ์ลูกวัดรวม 11 รูป ได้มาขี่ม้าออกบิณฑบาต ข้าวสาร อาหารแห้งและปัจจัย เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งกำลังประสบภัยปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักในหลายพื้นที่

          พระครูบาเหนือชัยได้ขี่ม้าออกรับบิณฑบาตรจากหน้าที่ว่าการอำเภอแม่สายไปจนถึงหน้าด่านพรหมแดนไทย-พม่า สะพาน ข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 โดยมีประชาชนชาว อ.แม่สาย ชาว จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า และนำท่องเที่ยว เข้าแถวรอทำบุญใส่บาตรกันเป็นจำนวนมาก
   
          รายงานข่าวแจ้งอีกว่าหลายหน่วยงานในพื้นที่ อ.แม่สาย ก็ได้ตั้งโต๊ะรับ บริจาดสิ่งของ ข้าวสาร อาหารแห้ง และเงิน เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสพภัยจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ อาทิเช่น หน่วยกู้ภัยมูลนิธิพระครูพิทักษ์พรหมวิหาร (หลวงพ่อตี๋) ก็ได้ตั้งจุดรับ บริจาดบริเวณหน้าศูนย์หน่วยกู้ภัยพรหมวิหารและที่บริเวณหน้าด่านพรหมแดนไทย-พม่า สะพานแห่งที่ 1 ซึ่งผู้ที่มีความประสงค์อยากจะร่วมบริจาดข้าวของก็สามารถไปร่วมบริจาดได้ที่จุดดังกล่าวเพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องคนไทยด้วยกัน


ชาวบึงยี่โถ21ชุมชนร่วมใจตักบาตรสิ่งของช่วย


          ที่หมู่บ้านฟ้ารังสิต ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ประชาชนจำนวนกว่า 300 คน ได้ร่วมกันตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อนำสิ่งของเหล่านี้ไปมอบให้แก่ผู้ประสพภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัด ถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ 84 พรรษา

    นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบึงยี่โถ กล่าวว่า ในปีนี้ประเทศไทยได้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในหลายๆจังหวัด  ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ทางเทศบาลบึงยี่โถ จึงร่วมกับวัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) ดำเนินการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งและสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น เพื่อรวบรวมไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา โดยรวมกับประชาชนทั้ง 21 ชุมชนในพื้นที่ตำบลบึงยี่โถ