
รพ.อยุธยาอพยพผู้ป่วยหนีน้ำแล้ว
"ปลอดประสพ"เผยเร่งย้ายคนป่วยจากรพ.อยุธยาแล้ว "ยิ่งลักษณ์" สั่ง10ผวจ.ที่เจอพิษน้ำท่วมส่งแผนสู้น้ำ กทม.ยัน 'ทวีวัฒนา' ยังปกติคลองถูกล็อคไว้หมดแล้ว น้ำไม่ท่วมตามที่เป็นข่าว ทั้งนี้คนกรุงตื่นแห่ตุนอาหารแห้ง ศปภ.ระดมเครื่องสูบน้ำนิคมฯโรจนะ
9ต.ค.2554 เมื่อเวลา 09.00 น. นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ รมว.วิทยศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดอยุธยา ว่า ตนอยากจะขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่จ.อยุธยา ให้ช่วยเปิดเส้นทางในการขนย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลจังหวัดอยุธยาประมาณ 200 ราย โดยผู้ป่วยที่มีอาการไม่หนักมากนัก จะนำไปยังศาลกลางจังหวัด ส่วนผู้ป่วยหนัก จะส่งเข้ามาพักรักษาที่โรงพยาบาล โดยในขณะนี้การขนย้ายผู้จะต้องใช้รถย้ายออกมาตัวโรงพยาบาล และจะต้องต่อเรือถึงค่อยมาต่อรถอีกครั้ง
นายปลอดประสพ กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ได้มีการคาดสถานการณ์น้ำที่ผิดพลาดไปในส่วนของจังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง และปทุมธานี ที่มีน้ำไหลท่วมสูง เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาช้าไปกว่าจากการคาดการณ์ไว้ถึง 2 - 3 วัน แต่เมื่อมาถึงกลับมีจำนวนมากกว่าที่ได้คาดไว้ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการปรับวิธีการรับมือน้ำใหม่ ซึ่งขณะนี้วิธีที่จะใช้สู้กับน้ำนั้นคงจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดแล้ว ส่วนที่จะต้องมีการอพยพประชาชนในจังหวัดที่ประสบน้ำท่วมหรือไม่นั้น เรื่องนี้คงจะต้องมีการประชุมหารืออีกครั้ง โดยคาดว่าภายใน 4 - 5 ชั่วโมงนี้คงจะทราบแนวทางในการบริหารจัดการ
ด้านน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทัพ รัฐมนตรีว่ากระทรวงไอซีที กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการประสานกับบริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ในการรับข้อมูลจากประชาชนที่จะแจ้งเหตุน้ำท่วมมายังศูนย์ศภป. สามารถกดหมายเลข 1111 แล้วกด 5 ซึ่งเบอร์ของศปภ. เนื่องปัญหาในขณะนี้พบว่าแม้จะเพิ่มจำนวนคู่สายโทรศัพท์จาก 500 คู่สายเพิ่มขึ้นอีก 100 คู่สาย แต่ยังไม่สามารถรอบรับความต้องการประชาชนที่จะมาแจ้งเหตุได้ อย่างไรก็ตามหากประชาชนต้องการโทรแจ้งเหตุมาศูนย์ศปภ.แล้ว หากคู่สายเต็ม ก็จะมีการแลนด์ด้อม ไปยังค่ายมือของ AIS DTAC และTRUC
"ยิ่งลักษณ์"สั่ง10ผวจ.ที่เจอพิษน้ำท่วมส่งแผนสู้น้ำ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรับมนตรีได้เดินทางมายังศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เพื่อเข้าร่วมประชุมกับรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ของศภป. เพื่อพิจารณาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในหลายจังหวัด โดยได้เสนอต่อที่ประชุมว่า ภายหลังจากที่แนวทางการแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีการสร้างคันดินกั้นน้ำแต่ยังไม่สามารถปกป้องดังกล่าวได้ จึงขอให้มีการทบทวนเรื่องการทำแนวคันกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมเพิ่มเติม จากเดิมที่จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ทำคันกั้นน้ำยาวถึง 30 - 40 กม. ก็ขอให้ทำคันกั้นน้ำขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง รวมทั้งยังเสนอแนวทางต่อที่ประชุมว่า
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้แต่ละจังหวัดมีผู้รับผิดชอบในการสั่งการเพียง 1 คน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจและสั่งการได้ในทันทีว่าจะต้องมีการทำคันกั้นน้ำ หรือจะต้องอพยพประชาชน รวมทั้งให้มีการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานที่จะมีการสำรวจพื้นที่ เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด โดยในขณะนี้ได้มี 10 จังหวัด ประกอบด้วย จ.อุทัยธานี ,ชัยนาท , ลพบุรี , สิงห์บุรี , อ่างทอง , อยุธยา , นครสวรค์ , ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และนนท์บุรี ที่จะต้องมีการสำรวจพื้นที่การปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ
โดยให้มีผู้แทนจากส่วนกลางให้ประสานกับผู้ว่าฯแต่ละจังหวัด เพื่อให้มีการเสนอแผนเพื่อให้นำมาพิจารณาในการประชุมในเวลา 18.00 น. ที่จะมีการประชุมของศปภ. ทั้งนี้น.ศ.ยิ่งลักษณ์ ได้ให้แนวทางหากมีการสำรวจแล้วพื้นที่ไหน พบว่าจะต้องมีการปกป้องได้ทัน ก็ให้เร่งดำเนินการ แต่หากไม่สามารถปกป้องได้ก็ให้มีการอพยพประชาชนออกพื้นที่ นอกจากนี้ให้มีการพิจารณาทำแนวกั้นน้ำฝั่งตะวันออกของกทม.ด้วย
กทม.ยัน'ทวีวัฒนา'ปกติไร้น้ำท่วม
นายนายเจตน์ โศภิษฐ์พงศธร โฆษกกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงกระแสข่าวน้ำท่วมเขตทวีวัฒนา ว่าได้ตรวจสอบไปยังศูนย์ป้องกันน้ำท่วมของกทม.แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รายงาว่าขณะนี้สถานการณ์ยังปกติ คลองก็ถูกล็อคไว้หมดแล้ว ดังนั้นเหตุการณ์ในพื้นที่จึงไม่ได้เป็นไปตามกระแสข่าว ทั้งนี้ ทางเขตทวีวัฒนาได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ไว้หมดแล้วเช่นกัน
ผอ.สำนักระบายน้ำกทม.รับยังห่วงสถานการณ์น้ำเข้ากทม.
นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ระยะ 1 - 2 วันนี้ สถานการณ์น้ำในน่าเป็นห่วงและต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระดับน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 4,943 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มจากที่ผ่านมา 22 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ประตูระบายน้ำบางไทรอยู่ที่ 3,191 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้นอีก 41 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากการวัดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านบริเวณสะพานพระราม 8 อยู่ที่ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคืนที่ผ่านมาระดับน้ำขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 2.03 เมตร ขณะที่คันกั้นน้ำกทม. ยังสามารถรองรับได้ที่ 2.50 - 3 เมตร
กทม.เตือน15จุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก
นายสัญญา กล่าวด้วยว่า จากการสำรวจพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานคร พบว่ามี 15 พื้นที่ที่เป็นจุดอ่อน และเสี่ยงต่อน้ำท่วมถ้าปริมาณน้ำฝนและน้ำเหนือมาพร้อมกัน และน้ำทะเลหนุนก็เสี่ยงจะเกิดน้ำท่วมเพราะกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ง่ายต่อน้ำท่วมขัง
ส่วนมาตรการน้ำท่วมได้เฝ้าระวัง สถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง ล่าสุดได้จัดซื้อกระสอบทรายเพิ่มอีก 1,500,000 ถุงทั้งนี้ได้ขุดลอกคลองระบายน้ำให้เร็วขึ้นดูแลประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ สถานีสูบน้ำ รวมถึงประสานงานกับกรมชลประทาน ช่วยบริหารจัดการน้ำผ่านคลองและอุโมงค์สู่ทะเล
สำหรับจุดเสี่ยงน้ำท่วมในเขตกรุงเทพขั้นใน ได้แก่ ถ.จันทร์ , ถ.เซ็นหลุยส์ ,ถ.สาธุประดิษฐ์ , ถ.พหลโยธิน (ช่วงคลองสามเสน-คลองบางซื่อ) ,ถ.สุขุมวิท (ระหว่างพระโขนง-ซ.ลาซาล) , ถ.สุขุมวิท (ระหว่างซ.39-49) ,ถ.ลาดพร้าว (ช่วงคลองลาดพร้าว - เดอะ มอลล์ บางกะปิ) ,ถ.นวมินทร์ (ช่วงดอนอีกา-แยกประเสริฐมนูกิจ) , ถ.รัชดาภิเษก (หน้าห้างโรบินสัน) , ถ.รัชดาภิเษก (แยกลาดพร้าว) ,
ถ.เพชรบุรี (แยกตัดถ.บรรทัดทอง) ,ถ.นิคมมักกะสัน , ถ.พระราม 6 (ช่วงตลาดประแจจีน) , ถ.เพชรเกษม (ช่วงซ.63) ,ถ.เย็นอากาศ (ช่วงถ.นางลิ้นจี่) ,ถ.ศรีนครินทร์ (ช่วงคลองตาสาด-คลองตาช้าง) , ถ.สนามชัย
สมุทรปราการเร่งขุดลอกคลองรับการผันน้ำช่วย กทม.
นายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เดินทางมาตรวจสอบการขุดลอกคลองบริเวณคลองจระเข้ใหญ่ ต.ศรีษะจระเข้ใหญ่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรี สั่งการจังหวัดเร่งขุดคลองเพื่อเป็นท่อระบายน้ำขนาดใหญ่รองรับมวลการผันน้ำ ในทุ่งฝั่ง-ตะวันออก ที่กำลังไหลมาจากทางเหนือและกทม.ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน จึงสั่งให้ระดมเครื่องจักร-กลหนักจำนวน 15 เครื่อง มาขุดคลองที่ความยาว 19 กิโลเมตรตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้แล้วเสร็จทันตามกำหนด อีก 2 คลองที่เหลือ คือ คลองบางเสาธงและคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ที่เป็นลำคลองคู่ขนานนั้น จะต้องให้แล้วเสร็จภายใน 10 วันหลังจากนี้
ด้าน กองบัญชาการทหารพัฒนา ยังนำเครื่องผลักดันน้ำ 8 ตัว มาติดตั้งเพื่อช่วยเร่งการผันน้ำและระบายน้ำให้เร็วยิ่งขึ้นแล้ว นอกจากนี้ ในส่วนของเทศบาลและอบต.เร่งเก็บผักตบชวา วัชพืชและสิ่งปฎิกูลต่างๆตามลำคลองย่อยที่รับผิดชอบไม่ให้ขวางทางน้ำไหล พร้อมทั้งเสริมกระสอบทรายในจุดล่อแหลมที่น้ำอาจล้นตลิ่งจนไหลเข้าท่วมแล้ว
คนกรุงตื่นแห่ตุนอาหารแห้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากน้ำเข้าท่วมพื้นที่ปริมณฑลและกทม.ทำให้ผู้คนจำนวนมากแห่ออกไปซื้อสินค้าของใช้จำเป็น โดยเฉพาะข้าวสารและอาหารแห้ง ตามห้างโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม ต่อเนื่องถึงวันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกอาหารแห้ง โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งห้างที่ประชาชนสนใจจับจ่ายซื้อสินค้าจำนวนมากเกือบทุกพื้นที่ในเขต กทม.และปริมณฑล อาทิ ห้างเทสโก้ โลตัส ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต จนทำให้สินค้าไม่พอจำหน่าย โดยเฉพาะสินค้าประเภทข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม ปลากระป๋อง เป็นต้น บางห้างสินค้าขาดหายจากชั้นวาง
น.ส.สาวฟาง เอกลักษณ์รุจี ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายกิจการบรรษัท กิจการสาธารณะ บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารห้างค้าปลีก เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เทสโก้ โลตัสได้เตรียมแผนรองรับ พร้อมหารือกับซัพพลายเออร์ในการสั่งสินค้าเข้าศูนย์เพิ่มขึ้นกว่า 20-25% โดยประเมินจากความต้องการซื้อที่เกิดขึ้นช่วงน้ำท่วมเมื่อปี 2553 พบมียอดขายสินค้ากลุ่มอาหารและของใช้จำเป็นเพิ่มขึ้น 20%
"ปีนี้ปัญหารุนแรงมาก แม้จะเตรียมตัวมาอย่างดีในการจัดเตรียมสินค้าที่จำเป็น โดยเฉพาะข้าวสาร อาหารแห้ง เพิ่มกว่า 20-25% แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคหรือไม่ โชคดีที่ซัพพลายเออร์สินค้าของแห้งยังมีของให้ต่อเนื่อง" น.ส.สาวฟางกล่าว
ศปภ.ระดมเครื่องสูบน้ำนิคมฯโรจนะ
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เปิดเผยว่า นิคมอุตสาหกรรมโรจนะได้ประสานมายัง ศปภ.ขอเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 4 เครื่อง กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้เร่งนำเครื่องสูบน้ำเข้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวแล้ว โดยกรมชลประทานกำลังเคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้ำจาก จ.ลพบุรี 2 เครื่อง เข้าไป คาดว่าจะถึงเช้าวันที่ 9 ตุลาคม และของปภ.อีก 2 เครื่องจะถึงในคืนนี้ นอกจากนี้ยังระดมเครื่องสูบน้ำจากจังหวัดอื่นๆ เข้าไปยัง จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่เพิ่มเติมอีก หากน้ำท่วมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะจะสร้างความเสียหายให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล นอกจากนี้ ศปภ.ได้ประสานทหารนำรถทหารอพยพประชาชนกว่า 100 คน ออกจากพื้นที่ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังเก่า ไปยังพื้นที่ปลอดภัย
เตือนเกาะเมืองอยุธยาเร่งอพยพน้ำขึ้นสูง 4 เมตร
พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ผู้ว่าฯพระนครศรีอยุธยาขอความร่วมมือให้เปิดประตูระบายน้ำพระอินทร์เป็น 50 ซม. เพื่อเร่งระบายน้ำให้ทันเพื่อป้องกันน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ เบื้องต้นกำลังทหารได้นำแท่งเหล็กไปวางเป็นแนวสะพานกั้นบริเวณด้านหน้าโรงงานฮอนด้า หลังจากแนวคันกั้นน้ำพังลงมา
"การให้ความช่วยเหลือประชาชนเป็นไปได้ยาก เพราะประชาชนไม่ยอมย้ายออกจากบ้านเรือน ขณะเดียวกันประชาชนก็นำรถยนต์ส่วนตัวไปจอดปิดพื้นผิวจราจร ทำให้การเข้าไปช่วยเหลือเป็นไปได้ยากลำบาก จึงขอให้ประชาชนที่อยู่บริเวณเกาะเมืองเร่งอพยพออกจากพื้นที่ เนื่องจากคืนนี้ปริมาณน้ำจะสูงขึ้น 4 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 2 ชั้น จึงขอให้ประชาชนอพยพไปที่ศูนย์ราชการใหม่ ที่สามารถรองรับประชาชนได้ถึง 1 หมื่นคน และเร่งย้ายออกไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องเป็นห่วงบ้านเรือนและทรัพย์สิน กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเรือจะลาดตระเวนเข้าไปดูแลให้" พล.ต.อ.ประชากล่าว
ผู้ว่าฯปทุมธานีเรียกตัวแทนนิคมอุตสาหกรรม2แห่งเตรียมรับน้ำ
เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา นายพีระศักดิ์ หินเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เรียกหัวหน้าส่วนราชการพร้อมทั้งผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมนวนคร และนิคมอุตสาหกรรมบางกะดี ในการเตรียมรับน้ำจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้ไหลบ่ามาที่จังหวัดปทุมธานีแล้ว โดยเฉพาะที่อำเภอคลองหลวง น้ำในคลองหนึ่งเริ่มสูงขึ้นผิดปกติแล้วทำให้ถนนเลียบคลองหนึ่งถูกน้ำท่วมเป็นจุดๆตลอดเส้นทางสูงกว่า 20 เซ็นติเมตร ทั้งนี้ การป้องกันน้ำไหลเข้าคลองหนึ่ง ซึ่งมีเขตติดต่ออำเภอบางปะอินและอำเภอวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้นิคมอุตสาหกรรมนวนคร เขต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
โดยมี พล.อ.อ.นพพร จันทร์วานิช กรรมการผู้จัดการนวนครได้สั่งการเตรียมเสริมคันกั้นน้ำรอบนิคมเพิ่มขึ้นอีก 50 เซ็นติเมตร จากเดิมที่คันสูง 2 เมตร 50 เซ็นติเมตร ซึ่งจังหวัดปทุมธานีช่วยกระสอบ
ทรายจำนวนหนึ่งหมื่นใบ ซึ่งจะเริ่มทำในวันที่ 9 ต.ค.นี้เลยเพื่อเตรียมรับน้ำกำลังจะมาถึงภายใน 2 วันนี้
ส่วนอุตสาหกรรมบางกะดี นางสุจินต์ วาสนิท ผู้จัดการอาวุโสอุตสาหกรรมบางกะดี ได้ชี้แจงที่ประชุมว่า ทางอุตสาหกรรมบางกะดี ได้ตั้งแนวเสริมคันดินพื้นที่รอบโรงงานสูง 1 เมตร 50 เซ็นติเมตร ส่วนรอบสองของโรงงานจะมีถนนติวานนท์ เป็นคันกั้นน้ำให้ โดยมีเจ้าหน้าที่ช่วยเสริมกระสอบทรายกลางถนน และรอบที่สามเป็นถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเทศบาลตำบลบางกะดี ได้เสริมคันกั้นน้ำไว้สูงกว่าน้ำรอบนอกอยู่แล้ว หากแนวกั้นน้ำจุดที่สามรับน้ำไม่ไหวก็จะมีแนวที่สอง และสามของโรงงานเตรียมรับน้ำไว้อยู่แล้วจึงไม่น่าเป็นห่วงในจุดนี้ และได้ขอทางการช่วยกระสอบทรายหนึ่งหมื่นลูกนำไปเสริมแนวกั้นน้ำให้สูงกว่าเดิม
เรียกประชุมส.ส.กทม.ช่วยประชาชนน้ำท่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 09.30 น.คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยเรียก ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ประชุมนด่วนที่พรรค เพื่อหารือถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ส.ส.จะแยกย้ายกันลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน ตามมาตรการให้ความช่วยเหลือของพรรคทันที
บ้านหัวไผ่อ่างทองอ่วมถูกน้ำจากอยุธยาทะลักเข้าท่วม
สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดอ่างทองยังอยู่ในขั้นวิกฤตระดับน้ำยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไหลเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆในจังหวัดอ่างทองขยายวงกว้างโดยเฉพาะตำบลหัวไผ่ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง ที่ถูกน้ำจาก อ.มหาราช และอ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ไหลทะลักเข้ามาท่วม ทั้ง 9 หมู่บ้านจำนวน 11,040 ครัวเรือน ประชาชนเดือดร้อนไม่มีที่พักอาศัย 4,300 คนน้ำสูงกว่า 1 เมตร พื้นที่การเกษตรนับพันไร่
ล่าสุดน้ำได้ทะลักข้ามถนนเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอีกหนึ่งฝั่งเป็นจำนวนมากน้ำไหลเชี่ยวกราดทำให้ต้นมะขามขนาดใหญ่ล้มโค่นทับสายไฟฟ้าขาดเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นน้ำกำลังไหลเข้าไปยังทุ่งนา ในต.โพสะ อ.เมืองอ่างทอง
กาญจนบุรีน้ำป่าเริ่มไหลหลากท่วมสวนเกษตรชาวหนองไผ่
เมื่อเวลา 07.00 น.ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายชูศักดิ์ ศรีสุขจร นายก อบต.หนองไผ่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาตนได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่อ่างเก็บน้ำบ้านคา อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ว่าจะมีการปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำภาชี เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเริ่มเอ่อล้น หลังได้รับแจ้งดังนั้นตนและเจ้าหน้าที่จึงได้ออกแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณเส้นทางของน้ำไหล และส่วนใหญ่จะเคยประสบปัญหาน้ำท่วมมาแล้วในทุกๆปี
โดยสถานการณ์น้ำในปัจจุบันขณะนี้พบว่า น้ำได้ไหลเข้าท่วมไร่สวนเกษตรของประชาชนแล้วประมาณ 400-500 ไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ หมู่ 1,3,4, และหมู่ 6 ส่วนใหญ่จะเป็นไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด ไร่มะละกอ และไร่มันฝรั่ง เป็นต้น แต่จากการสำรวจปริมาณน้ำที่ไหลเข้าท่วมถือว่ายังมีปริมาณที่ยังน้อย ไม่สามารถทำให้พืชเกษตรเสียหายได้ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้พื้นที่ของหมู่ 3 ได้ถูกน้ำเข้าท่วมขังบริเวณถนนลูกรังซึ่งเป็นทางเข้าหมู่บ้านทำให้ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ซึ่งทาง อบต.จะเร่งทำการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป
นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากที่อ่างเก็บน้ำบ้านคาได้ปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำภาชีตั้งแต่ช่วงค่ำของวานนี้ จากการตรวจสอบปริมาณน้ำในแม่น้ำภาชีปัจจุบันพบว่าขณะนี้ปริมาณน้ำสูง 4.60 เมตร เหลืออีกเพียง 40 เซนติเมตรน้ำก็จะเอ่อล้น เนื่องจากแม่น้ำภาชีสามารถรับน้ำได้เพียง 5 เมตรเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเราได้ตรวจสอบไปยังเจ้าหน้าที่ของอ่างเก็บน้ำบ้านคา อ.บ้านคา จ.ราชบุรี พบว่าขณะนี้ปริมาณน้ำได้เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว และไม่มีการปล่อยน้ำลงมาอีกหลังจากทราบข่าวดังกล่าวทำให้ประชาชนรู้สึกหายกังวลใจขึ้นมากแต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่ตำบลหนองไผ่ทั้งหมด 6 หมู่บ้านมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ หากมีพายุฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะตกในพื้นที่อ่างเก็บน้ำบ้านคา บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี หรือในพื้นที่ตำบลหนองไผ่เองน้ำก็จะไหลเข้าท่วมพื้นที่ทั้ง 6 หมู่บ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยันสถานการณ์น้ำ2เขื่อนใหญ่กาญจนบุรียังรับน้ำได้อีกอื้อ
นายวนิช แสงสุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์-บริหาร เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปัจจุบัน เริ่มมีปริมาณฝนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2554) น้ำที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณ 15747.64 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 88.74% สามารถรับน้ำได้อีก 1997.46 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณที่เก็บกักได้สูงสุด 17745 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับเขื่อนวชิราลงกรณ ปริมาณน้ำปัจจุบัน ( 9 ตุลาคม 2554) มีปริมาณ 7526.45 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 84.95 % สามารถรองรับน้ำได้อีก 1333.55 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณเก็บกักสูงสุด 8860 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่การระบายน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ จะระบายน้ำประมาณวันละ 20 ล้าน ลบ.ม. และ เขื่อนวชราลงกรณ ระบายวันละประมาณ18 ล้าน ลบ.ม. ตามแผนการระบายน้ำปกติ
นายวนิช เปิดเผยต่อว่า สำหรับแผนการระบายน้ำในลุ่มน้ำแม่กลองนั้น เรามีคณะกรรมการลุ่มน้ำแม่กลองร่วมกันพิจารณากำหนดการระบายน้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนทั้งสองเขื่อนตลอดเวลา ซึ่งประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ราชบุรี,กาญจนบุรี และสมุทรสงคราม รวมทั้งตัวแทนภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวของทั้ง 3 จังหวัด พร้อมทั้งกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การประปาส่วนภูมิภาคและนครหลวง ร่วมกันพิจารณา
โดยการพิจารณาจะให้ความสำคัญเรื่องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ก่อน จึงจะพิจารณาเรื่องการท่องเที่ยว การคมนาคม และการใช้น้ำเพื่อระบบประปานครหลวง ทั้งนี้ในการระบายน้ำคณะกรรมการลุ่มน้ำฯ จะต้องต้องมีการบริหารจัดการเป็นอย่างดี เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ท้ายน้ำไม่ได้รับผลกระทบ จึงขอให้ประชาชนท้ายน้ำ ไม่ต้องวิตกกังวล เนื่องจากทั้งสองเขื่อนยังสามารถรองรับได้อีกมาก เขื่อนทั้ง2แห่งมีสภาพมั่นคงแข็งแรง และมีการตรวจสอบ บำรุงรักษาตามมาตรฐานสากลตลอดเวลา
เขื่อนสิริกิติ์ลดการพร่องน้ำเหลือวันละ50 ล้านลบ.ม.
นายธนรัชต์ ภูมิมะกสิกร ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์อุทกภัยหลายจังหวัดที่อยู่ท้ายเขื่อนสิริกิติ์ได้ขยายวงกว้าง พื้นที่เศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม และประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ซึ่งจากการเฝ้าติดตามปริมาณฝน น้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันพบว่าเหนือเขื่อนไม่ได้รับอิทธิพลจากพายุ ส่งผลให้น้ำไหลเข้าลดลงน้อยลงปกติเฉลี่ยวันละ 150 ล้าน ลบ.ม. เหลือเพียงวันละ 50 ล้าน ลบ.ม. เช่นวันนี้ (9 ต.ค.) มีปริมาณน้ำไหลเข้า 40 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนฯ ลดลงตามไปด้วย จากเคยสูงสุดร้อยละ 99.15 หรือ 9,450 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันอยู่ที่ ร้อยละ 98.59 หรือ 9,376 ล้าน ลบ.ม.
นายธนรัชต์ กล่าวว่า เขื่อนสิริกิติ์ประสานกรมชลประทานขอปรับการพร่องน้ำออกจากเขื่อนเพื่อบรรเทาผลกระทบความเสียหายของประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมทั้งภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางประกอบกับช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง จากเดิมวันละ 60 ล้าน ลบ.เมตร เหลือวันละ 50 ล้าน ลบ.ม. ลดลงวันละ 10 ล้าน.ลบ.ม. ตั้งแต่วันนี้ (9 ต.ค. ) เป็นต้นไป และจะพิจารณาปรับลดลงหากมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนลดลงต่อเนื่อง
“การลดการปล่อยน้ำทำให้ระดับน้ำเขื่อนสิริกิติ์ทรงตัว เมื่อเทียบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าและพร่องออก ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใดจึงไม่กระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อน มีการติดตามสถานการณ์น้ำทั้งเหนือและท้ายเขื่อนอย่างเป็นระบบเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมง สามารถควบคุมบริหารจัดการน้ำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามเขื่อนมีความมั่นคงแข็งแรงดี มีความปลอดภัยสูง ประกอบกับเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว หากเกิดฝนทิ้งช่วง ปริมาณน้ำที่เก็บกักไว้จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้น้ำท้ายเขื่อนหน้าแล้งที่จะถึงได้เป็นอย่างดี” นายธนรัชต์กล่าว
อ.บางระกำกลับมาท่วมหนักเท่าเดิม
นายบรรดิษฐ์ อินต๊ะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิษณุโลก เปิดเผยว่า ขณะนี้ อ.บางระกำน้ำกลับมาท่วมเท่าเดิม เท่าจุดที่เคยท่วมสูงสุดอีกครั้ง และที่กำลังหนัก คือ พื้นที่ หมู่ 7บ้านท่ามะเกลือ ต.นิคมพัฒนา อ.บางระกำ น้ำฝนจาก จ.กำแพงเพชรไหลเข้ามาท่วมตัวหมู่บ้านสูงมาก และกำลังไหลเข้าท่วมในเขต ต.หนองกุลา ส่วนแม่น้ำน่านเมืองพิษณุโลกนั้นคลี่คลายไปมาก ลดลงจากวันก่อน 21 เซนติเมตร และคงลดลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ ได้ปรับลดการระบายน้ำเพื่อช่วยพื้นที่ภาคกลาง จากเดิมวันละ 60 ล้านลบ.ม. วันที่ 8 ตุลาคม ระบายออกวันละ 55 ล้านลบ.ม. และวันนี้ 9 ตุลาคม 2554 ปรับลดการระบายอีกเหลือวันละ 50 ล้านลบ.ม.
นายสมหวัง ปารสุขาร หัวหน้าฝ่ายบำรุงและรักษาน้ำเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า แม้ว่าเขื่อนแควน้อยฯจะเก็บน้ำเกิน 100 % แต่ขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีมาก น้ำไหลเข้าเขื่อนลดลง การระบายออกก็ระบายในอัตราที่ลดลง เมื่อวานมีน้ำไหลเข้าเขื่อน 22 ล้านลบ.ม. ระบายออก 21.6 ล้านลบ.ม. หรืออัตรา 250 ลบ.ม.ต่อวินาที วันที่ 10 ตุลาคมนี้จะปรับลดการระบายน้ำลงอีก
ส่วนพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมหนักได้แก่ หมู่ 10 และหมู่ 5 ต.มะต้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก น้ำท่วมพื้นที่หมู่บ้านสูงมาก ชาวบ้านร่วม 200 ครัวเรือน ต้องอพยพครัวเรือนออกมาอาศัยเต้นท์นอนอยู่ริมถนนคันคลองชลประทานมาร่วมเดือนแล้ว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้ออกไปเยี่ยมเยือนความเป็นยู่ของผู้ประสบภัย ต.มะต้อง
พิจิตรชุมชนเมืองยังจมอยู่ใต้น้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตรว่า ระดับน้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานานส่งผลให้ประชาชนชุมชนเมืองยังคงถูกน้ำท่วม โดยที่ชุมชนในเขตเทศบาลตำบลหัวดง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร น้ำยังคงท่วมบ้านเรือนซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านเก่าอายุกว่า 90 ปี น้ำได้เข้าท่วมนานกว่า 2 เดือน ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ประชาชนบางส่วนล็อคบ้านปิดตายบ้านที่ถูกน้ำท่วมพร้อมกับย้ายไปอยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่ถูกน้ำท่วม เพื่ออยู่อาศัยเป็นการชั่วคราว ส่งผลให้ชุมชนที่เคยคึกคักเป็นย่านเศรษฐกิจเงียบเหงามีประชาชนเพียงส่วนหนึ่งที่คอยเฝ้าทรัพย์สินเพื่อป้องกันการเสียหาย
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพิจิตรในขณะนี้ยังคงส่งผลกระทบพื้นที่ทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดพิจิตร โดยน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ซึ่งมีมากกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร และน้ำที่ระบายจากเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ยังคงส่งผลในพื้นที่ 3 อำเภอตอนกลาง และน้ำจากแม่น้ำยมที่ไหลจากจังหวัดสุโขทัย ผ่านจังหวัดพิษณุโลก ยังคงส่งผลกระทบในพื้นที่ 5 อำเภอที่ยังคงท่วมหนักอยู่ในขณะนี้
ชาวรังสิต 400 คนเร่งกรอกกระสอบทรายป้องประตูน้ำ
ประชาชนจากหลายชุมชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ จำนวนกว่า 400 คน ได้ร่วมกันกรอกกระสอบทรายเพื่อนำไปวางเสริมแนวคันกั้นน้ำบริเวณประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ป้องกันไม่ให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดปทุมธานีรวมถึงพื้นที่ชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร
ส่วนที่ห้องประชุมศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเทศบาลนครรังสิต นายธีระวุฒิ กลิ่นกุสุม นายกเทศมนตรีเทศบาลนครรังสิต ได้เรียกประชุมผู้นำชุมชนจาก 66 ชุมชนในพื้นที่ของเทศบาลนครรังสิต เพื่อชี้แจงสถานการณ์น้ำท่วมและซักซ้อมทำความเข้าใจในกรณีที่ต้องอพยพประชาชน เนื่องจากสภาวะเกิดวิกฤติ
นายธีระวุฒิ กล่าว่า สถานการณ์น้ำในคลองรังสิตนั้นในขณะนี้มีระดับที่สูงขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากประตูน้ำพระอินทร์ราชา และด้านคลองสิบสอง ซึ่งคลองรังสิตนั้นเป็นพื้นที่ที่เราต้องเฝ้าระวังเนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากน้ำที่มาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ไหลข้ามถนนสายเอเชีย ซึ่งถ้าไหลข้ามถนนพหลโยธินมาจะมีผลกระทบกับนครรังสิต
ในส่วนของพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลนครรังสิตนั้น วันนี้เราได้เรียกประชุมชี้แจงกับผู้นำชุมชนต่างๆทั้ง 66 ชุมชน เพื่อชี้แจงแผนงานในการประสานงานถ้าเกิดเหตุวิกฤต โดยในเบื้องต้นนั้นทางเทศบาลนครรังสิตจะดำเนินการแจ้งสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนภัยทางเอสเอ็มเอส ให้กับประชาชน โดยประชาชนที่ต้องการทราบข้อมูลข่าวสารหรือต้องการรับการแจ้งเตือนก็สามารถแจ้งความประสงค์มาได้ที่หมายเลข 02 567-4945-6
นายธีระวุฒิ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังชี้แจงถึงแผนอพยพให้กับผู้นำชุมชนรับทราบเพื่อให้เป็นไปในอนวทางเดียวกัน ป้องกันการเกิดความโกลาหลหากเกิดเหตุวิกฤติ โดยจะแยกออกเป็นโซนพื้นที่ คือ ม.1 ให้ไปที่ รร.สายปัญญารังสิต ม.2 ให้มาที่อาคารสำนักงานเทศบาลนครรังสิต ทั้งหลังเก่าและหลังใหม่ ร่วมทั้ง โรงเรียนชุมชนประชาธิปัตย์วิทยาคาร ม.3 ให้ไปที่โรงเรียนธัญบุรี และห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ส่วน ม.5และ ม.6 ให้ไปที่อาคารหอสมุด 100ปี และโรงเรียนอุดมวิทยา ทั้งนี้เราต้องเตรียมความพร้อมไว้เพื่อความไม่ประมาท



