'พระเกษม'ไล่ยุบองค์กรดูแลศาสนา
'พระเกษม' ออกโรงโต้อีก แย้งข้อหา พระไม่มีสังกัด อ้างบวช 26 พรรษา จะย้ายไปไหนก็ได้ ศึกษาแค่ 2 พรรษา มีความรู้จนครูอาจารย์ไม่ต้องสั่งสอนอีก แถมไล่ยุบทิ้งองค์กรดูแลพุทธศาสนาให้หมด
8 ต.ค.54ความคืบหน้า กรณี พระเกษม อาจิณณฺสีโล เจ้าสำนักสงฆ์สามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ประพฤติตัวไม่เหมาะสม และเผยแพร่คลิปของตัวเอง ลงทางเวบไซต์ชื่อดัง ยูทูบ จนทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วประเทศ จนกระทั่งสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ต้องออกมาดำเนินการเอาผิดและต้องการให้สึกพระเกษม โดยให้เวลาจนถึงวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ตามที้ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น แต่ล่าสุด พระเกษม ยังยืนยันจะไม่สึก จนกระทั่งมีการแจ้งความดำเนินคดี ที่สภ.น้ำหนาว เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา
ล่าสุด วันที่ 8 ต.ค.54 พระเกษม อาจิณฺณสีโล เจ้าสำนักสงฆ์ป่าสามแยก ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ได้ออกมาตอบโต้ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และ เจ้าหน้าที่สำนักพระพุทธศาสนา โดยถ่ายทอดผ่านทางหน้าเวปไซต์ สำนักสงฆ์ป่าสามแยก ถึงการแจ้งความดำเนินคดีกับพระที่ไม่อยู่ในสังกัดนั้นคงไม่ใช่ เพราะตนเองบวชมาแล้วถึง 26 พรรษา สามารถย้ายได้ถึงสองรอบ
"เรื่องสังกัดเราบวชมา 26 พรรษาแล้วสนใจอะไรกับเรื่องสังกัดอะไรอีก การแจ้งความดำเนินคดีกับพระที่ไม่อยู่ในสังกัดเราจะย้ายหรืออยู่สังกัดไหนก็ได้เพราะพรรษาเรา 26 ย้ายได้สองรอบแล้ว แต่หากไม่มีความรู้ 100 ปีก็ย้ายออกไม่ได้แต่เรามีความรู้ตั้งแต่ 2 พรรษาครูอาจารย์จึงไม่พยายามสั่งสอนให้เราเปลี่ยนแปลงนิสัยอะไร ไปที่ไหนเถียงดะไปเลยเพราะพระทำผิดพระธรรมวินัย"พระเกษม ชี้แจง
นอกจากนี้ พระเกษมยังโต้ตอบอย่างดุเดือดด้วยว่า ให้ยุบทิ้งองค์กรที่ดูแลพระพุทธศาสนาทั้งหมด และให้เถระสมาคมลาออกให้หมดทั้งคณะ ที่แก่ๆชราก็ไปอยู่ศูนย์คนชราเพราะขาดประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น โดยพระเกษมอ้างว่าสิ่งที่กระทำไปเพียงต้องการกระตุ้นทำให้สังคมสงฆ์เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อไป แต่การแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้องและยังใช้ทางออกโดยวิธีฆ่าตัดตอนด้วยการจับสึกอีกต่างหาก ขณะเดียวกันยังให้เปลี่ยนชื่อส่วนคุ้มครองพระพุทธศาสนาใหม่ เพราะไปคุ้มครองพระสกปรกและกระเป๋าเงินพระแต่ไม่คุ้มครองพระพุทธศาสนา
"กรมกองที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและเถระสมาคมลาออกให้หมดก่อนแล้วตั้งขึ้นใหม่ เอาคนที่ทำงานได้จริงๆขึ้นมาพระทำผิดทั่วประเทศจะได้ถูกลงโทษตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่โทษเล็กไปจับเขาสึก โทษใหญ่จะมาให้แสดงอาบัติไม่ได้ โทษสึกคือปาราชิกต้องสึกให้หมด โทษสังฆาธิเศษ ต้องไปอยู่สังวาสกรรม โทษหนุนใจเมื่อรู้แล้วก็ต้องแสดงอาบัติหากยังไม่เลิกก็ต้องให้แสดงต่อหน้าพระสงฆ์ ควรลงโทษเป็นขั้นๆหากไม่ฟังก็ต้องข่มขู่ไว้พระพุทธเจ้าก็บอกไว้วิธีการข่มขู่ ตัชชนียกรรมการข่มขู่พระภิกษุผู้ละเมิดเป็นนิจแล้วใครควรข่มขู่ใครระหว่างเรากับท่านหนอม(พระครูวิสุทธินายก) หากยังทำกับเราอย่างนี้ไปเรื่อยๆหรือทำไปแล้วปล่อยให้โยม อย่าลืมท่านหนอมเป็นผู้มอบอำนาจสั่งการให้มาฟ้อง เราเห็นในภาพข่าวแล้วฉะนั้นต้องอาบัติทุกกฎโดยทันที เพราะภิกษุฟ้องร้องต่อศาลต้องอาบัติทุกกฎ หากตนเองสงสัยว่าแพ้หรือชนะก็ต้องอาบัติหนุนใจ หากท่านชนะก็ต้องปาราชิกหากแพ้ก็ต้องหนุนใจซ้ำแล้วซ้ำอีก คิดให้ดีหาวิธีแก้อย่างอื่นจะแจ๋วกว่านี้ พระเถระทั้งหมดควรลาออกหมดประชุมใหม่ตั้งใหม่ เอาองค์ที่กล้าหาญขึ้นมาทำงานให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย โยมเหมือนกันขอให้พระลาออกสิ แล้วพวกท่านก็ลาออกซะคุณนพรัตน์,คุณเอนก คุณอำนาจและสำนักพุทธทุกจังหวัดลาออกก่อนใช้ไม่ได้ พระผิดวินัยไม่ทำการ พระถูกวินัยเอ็กเซอร์ไซต์ควรให้เกิดความเครียดกับมาทำเกินขอบเขตพวกนี้ใช้ไม่ได้"พระเกษม ระบุ
ทั้งนี้ พระเกษม กล่าวต่อว่า หากเราผิดจริงต้องทำโทษตามความผิดของเรา แต่เราไม่ได้ผิดแต่ยังทำโทษเกินกว่าขอบเขต และที่บอกว่าเรามีฝ่ายกฎหมายมีหน้าม้าเรามีพวกนี้(ชี้ไปยังกลุ่มลูกศิษย์) ก็คงจะมีปนอยู่ในนี้ นักกฎหมายเอากฎหมายมาให้เรียน นักธรรมวินัยค้นธรรมวินัยให้ พระวัดสามแยกมี 8 องค์ค้นธรรมวินัยมี 6 องค์เว้นองค์เดียวและพูดเก่งก็มีองค์เดียวแต่ไม่ค้นคนอื่นค้นให้แค่บอกจะพูดเรื่องนี้เขาก็ค้นให้ ฉะนั้นยุบซะสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติและจังหวัด แล้วหาคนกล้าๆมาเป็น
ด้าน พ.ต.อ.ปริญญา วิศิษฐฎากุล รอง ผบก.ภ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า หลังได้รับการแจ้งความร้องทุกข์แล้วขั้นตอนต่อไปก็คงเป็นเรื่องตำรวจที่จะรวบรวมพยานหลักฐานกระทั่งมีมูลให้เชื่อได้ว่ามี่การทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา ก็จะมีการออกหมายเรียกเพื่อให้พระเกษมเข้าพบและรับทราบข้อกล่าวหา และหากออกหมายเรียกไปแล้วยังไม่มาก็ต้องขออำนาจศาลในการออกหมายจับ ขณะนี้ทางพศ.เพียงมาร้องทุกข์กล่าวโทษในฐานความผิดแรกคือผิดพ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 27 วรรค 3 กรณีพระภิกษุเมื่อต้องคำวินิจฉัยให้สละสมณเพศแล้วไม่ยอมทำตามถือเป็นความผิด ส่วนการสืบสวนหากพบฐานความผิดเพิ่มเติมก็เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการเพิ่มเติม
"เรื่องการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์นั้นส่วนนี้ก็คงต้องดูพยานหลักฐานก่อน ถ้าเพียงพอก็จะแจ้งแต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และยืนยันว่าไม่หนักใจกับเรื่องนี้เพราะมีหลักปฎิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายให้ดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนที่มีข้อถกเถียงกันว่าเวลานี้พระเกษมเป็นฆราวาสหรือยังนั้น ไม่อยากให้มองไกลไปขนาดนั้นเพราะท่านเพิ่งถูกกล่าวหาและทางตำรวจก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าหลักฐานที่ทางพศ.มาแจ้งนั้นมีหลักฐานเพียงพอ " พ.ต.อ.ปริญญากล่าว



