ข่าว

เฉลี่ยสุข

เฉลี่ยสุข

09 ต.ค. 2554

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : เฉลี่ยสุข โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

      วันก่อนมีผู้ฟังรายการ “เงินทองต้องรู้” ถามว่า จะทำอย่างไรดี เพราะใช้เงินเก่ง เก็บเงินไม่เคยได้ แม้จะทดลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว ก็ไม่ช่วยอะไร หรือไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมา ก็เลยแนะนำวิธีง่ายๆ ว่าทุกครั้งที่เงินเดือนออกหรือมีรายได้อะไรเข้ามา ให้ “หัก” เงินจำนวนนั้นออก 10-20% เพื่อนำไปฝากอีกบัญชีหนึ่ง แบบแบ่งแยกเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกันไปเลย

      จริงๆ แล้ว ส่วนตัวไม่ได้เพียงแค่ “หักก่อนใช้” เท่านั้น แต่ว่า ในทุกๆ เดือน ก่อนเงินเดือนออก จะใช้วิธีทำบัญชีรายรับและรายจ่ายล่วงหน้าสำหรับเดือนถัดไป เช่น เช็คค่าบัตรเครดิตล่วงหน้าว่า รอบนี้จะต้องจ่ายเท่าไหร่ และรายจ่ายอื่นๆ ที่เป็นรายจ่ายประจำ รวมถึงค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนบ้านผ่อนรถ ทั้งหมดตั้งไว้เป็น “รายจ่ายที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยง” จากนั้นก็กันอีกส่วนหนึ่งไว้สำหรับการ “ออม” และ “การลงทุน” ที่แบ่งเป็นบัญชีเงินฝากประจำ และการลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) รวมถึงกองทุนอื่นๆ

      รายได้ที่เหลือจากรายจ่ายประจำ เหลือจากส่วนที่ตั้งใจออม และเหลือจากการลงทุน นั่นแหละคือ ส่วนที่มีไว้สำหรับใช้จ่ายในเดือนนั้น และจากตัวเลขที่ทำไว้ล่วงหน้า จะทำให้เห็นว่า ในเดือนนี้ที่เงินเดือนมาจ่อรอในสมุดบัญชีแล้วนั้น จะสามารถใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงส่วนตัว จะช็อปปิ้งหรือกินเที่ยวเล่นได้มากน้อยแค่ไหน

      ผู้ฟังท่านนี้ยังถามต่อไปด้วยว่า แล้วถ้ามีหนี้อยู่หนึ่งก้อน จะรีบใช้หนี้ให้หมดก่อน แล้วจึงค่อยเก็บออม หรือจะใช้หนี้ไป ออมไป แบบไหนดีกว่ากัน ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่า “การไม่มีหนี้คือลาภอันประเสริฐ” เร่งใช้หนี้ให้หมดเร็วที่สุด คือ ดีที่สุด แต่ระหว่างทางต้องไม่ลืมว่า การบริหารเงิน บริหารชีวิต ต้อง “บริหารความสุข” ไปด้วย

      ถ้าตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้ จนหมดความสุข หรือต้องสูญเสียอะไรหลายอย่างในชีวิต จะกลายเป็นสร้างแรงกดดันให้ตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ปัจจัย “เครียด” ล้อมรอบตัวเราแบบนี้ ไม่ต้องรับทุกข์ทั้งหมด หรือสุขทั้งหมด แต่ลองใช้วิธี “เฉลี่ยทุกข์” และ “เฉลี่ยสุข” ดูบ้าง

      มีบทความของสถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ว่าด้วยเรื่องของการสร้างวินัยทางการเงินว่าทำได้อย่างไร ซึ่งน่าสนใจทีเดียว

      ประการแรก คือ การสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง อาจจะใช้วิธีการเขียนข้อความระบุเป้าหมายติดตัวไว้ หรือติดไว้ในที่ที่จะพบเห็นได้บ่อยๆ เช่น ที่หน้าคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน หรือที่กระจกแต่งหน้าในห้อง หรือที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ เช่น เก็บเดือนละ 2,000 บาท หรือต้องมีบ้านในอีก 2 ปีข้างหน้า

      ส่วนเรื่องที่ 2 นั้น เขาบอกว่า ให้สร้างการยอมรับจากภายนอก โดยสื่อสารเรื่องความมีวินัยของตัวเองต่อสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือคนรอบข้าง โดยเฉพาะกับคนที่ชอบให้กำลังใจหรือมองโลกในแง่ดี เพราะคำชื่นชมและกำลังใจที่ได้รับกลับมานี่แหละที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เราพยายามรักษาวินัยเอาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ และไม่คิดจะล้มเลิกไปง่ายๆ

      ถัดมาเป็นคำแนะนำให้แสวงหา “ข้อกำหนดในการผูกมัดที่ปรับเปลี่ยนได้ยาก” เช่น การเพิ่มเงินเก็บในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือการฝากเงินผ่านบัญชีที่ไม่สามารถเบิกถอนได้ง่ายๆ รวมทั้งการบังคับตัดบัญชีเงินฝากกับรายจ่ายประจำสำคัญ เช่น ค่าเบี้ยประกัน ค่าบัตรเครดิต ค่าผ่อนบ้าน เป็นต้น

      ประการที่ 4 คือ ยอมรับพฤติกรรมที่ดีและไม่ดี เพราะการตระหนักถึงพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างวินัยที่ดี จะเป็นเครื่องเตือนภัยที่ดีที่จะช่วยให้สามารถลดหรือหยุดพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อการไม่มีวินัยทางการเงินได้

      คำแนะนำประการถัดมา คือ การให้รางวัลสำหรับชีวิตที่มีวินัย เพราะชีวิตที่เข้มงวดเกินไป ตึงเกินไป จนเกินกว่าภาวะปกติของตัวเอง จะทําใหการสรางวินัยเปนงานที่เหนื่อยและยุ่งยาก ดังนั้น สำหรับใครก็ตามที่มีแนวโน้มวินัยทางการเงินอ่อนแอ ก็ควรที่จะหมั่นให้รางวัลกับการมีวินัยทางการเงินบ้าง เช่น เมื่อสามารถมีวินัยในการเก็บเงินหรือการใช้เงินมาสัก 6 เดือนหรือ 1 ปี ก็ควรที่จะให้รางวัลกับตัวเองด้วยการหาความบันเทิงหรือความสุขจากเงินเล็กๆ น้อยๆ บ้าง

      ประการสุดท้าย คือ “การออกห่างจากกิเลสทั้งปวง”  เพราะการพาตัวเองเข้าใกล้กิเลสแห่งการใช้เงินทั้งหลาย นอกจากจะบั่นทอนวินัยทางการเงินของเป้าหมายอื่นๆ ในชีวิตแล้ว ยังเสี่ยงต่อความล้มเหลวในการจัดการการเงินในภาวะปกติด้วย

      น่าดีใจที่ผู้ฟังท่านนี้บอกว่า จะลองทำตามตั้งแต่เดือนนี้ แล้วจะรายงานผลให้ทราบว่า ทำได้หรือไม่ และเมื่อลองไป 1 เดือนแล้ว ความกลุ้มอกกลุ้มใจนั้นลดลงแค่ไหน เพราะปัญหาของคนส่วนใหญ่ขณะนี้ คือ ในขั้นตอนแรกตั้งแต่คำนวณแค่ “รายจ่าย” อย่างเดียว ก็พบว่ามี “ส่วนล้ำ” จากรายได้ไปแล้ว ทั้งๆ ที่เงินเดือนออกวันแรก แต่กลายเป็นวันสิ้นเดือนทันที เพราะรายจ่ายและสารพัดหนี้มารออยู่แล้ว ถ้าวิกฤติขนาดนั้นต้องเริ่มต้นที่การลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น หยุดก่อหนี้เพิ่ม และรีบเคลียร์หนี้สินให้เบาบาง เพื่อให้ชีวิตมีพื้นที่สำหรับหายใจบ้าง

      ส่วนคนที่บริหารจัดการเบื้องต้นได้ลงตัว แต่อยาก “เฉลี่ยทุกข์” จากปัจจัยรุมเร้าในขณะนี้ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร แนะนำว่า ในช่วงนี้นักลงทุนควรถือเงินสดให้มากที่สุด เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาหนี้ของกรีซและยุโรป ทำให้นักลงทุนควรลดความเสี่ยงด้วยการถือเงินสดไว้ก่อน ส่วนที่เหลืออาจจะลงทุนในทองประมาณ 5% ของพอร์ต และลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลประมาณ 30-40% ที่เหลือเป็นการกระจาย เช่น ลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการจัดพอร์ตลงทุนจะขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

      ไม่ใช่ข้างนอกที่มีวิกฤติรออยู่ แต่ข้างในบ้านเราเองก็เจอเรื่องของน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ซากๆ และต่อเนื่องยาวนาน การบริหารจัดการชีวิตแบบไม่กดดันตัวเองเกินไป ค่อยๆ “เฉลี่ย” น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้