ข่าว

เจ้าพระยาล้นท่วมคอสะพานขึ้นปทุม1

เจ้าพระยาล้นท่วมคอสะพานขึ้นปทุม1

08 ต.ค. 2554

เจ้าพระยาล้นท่วมคอสะพานขึ้นปทุม1 อีกแห่งแนวคันดินข้างวัดบัวทองพังทะลักข้ามบ้านหลากข้ามถนนปทุม-เชียงราก

       เมื่อเวลา 02.00 น.วันที่ 8 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาล้นข้ามคันกั้นบริเวณใต้สะพานกลับรถ ปทุมธานี 1 ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี ระดับน้ำสูงประมาณ 80 ซม. และล้นข้ามมาจนท่วมคอสะพานปทุมธานี 1 ทั้งฝั่งขาเข้าปทุมธานี และขาออกรังสิต ส่งผลทำให้การจราจรติดขัดเพราะระดับน้ำท่วมขังที่คอสะพานทั้งสองช่องทาง ระดับน้ำบนถนนที่คอสะพานสูง 30 ซม.การจราจรในเส้นทางดังกล่าวเจ้าหน้าที่ต้องวางป้ายเตือนให้ระมัดระวังในการใช้เส้นทางดังกล่าว
 ส่วนที่วัดบัวทอง ต.บ้านปทุม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี แนวคันดินภายในวัดพัง จนทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมทั้งวัด เจ้าหน้าที่ต้องทำคันดินกั้นแผนที่ 2 คือกั้นบริเวณหน้าวัดริมถนนเส้นทางปทุม-เชียงราก และคันดินที่ข้างวัดล้นทะลักข้ามผ่านตัวบ้านของชาวบ้านที่อยู่ติดกับวัดบัวทอง หลากข้ามถนน ชาวบ้านต้องเร่งช่วยกันเก็บข้าวของและเร่งปิดรอยรั่ว ด้วยการนำดินมาถมปิดกั้นริมถนนทั้งหมด ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ป้องกันน้ำไม่ให้ข้ามไปท่วมบ้านเรือน หลังแนวถนนอีกฝั่ง จากนั้นจึงสามารถกั้นน้ำบริเวณจุดนี้ได้

 

 

อุดรอยรั่ว 3 จุดวัดโพธิ์เลื่อนได้แล้ว

       จากเหตุการณ์เมื่อช่วงหัวค่ำ ที่ซุ้มประตูวัดโพธิเลื่อน สถานีอนามัย และที่หลังโรงสีข้าว บริเวณที่แนวคันกั้นหินคลุกพัง ทำให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชนใน หมู่ 1-หมู่ 4 ต.บ้านกระแชง และ หมู่ 4 ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี ชาวบ้านนับพันหลังคาเรือนรีบขนของขึ้นที่สูง ขนย้ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ขึ้นไปไว้บนถนน 347 ปทุมธานี - ศูนย์ศิลปะชีพบางไทร กันอย่างโกลาหล

       กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 8 ต.ค. เจ้าหน้าที่สามารถปิดช่องทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทะลักเป็นช่องกว้างประมาณ 5 เมตร ได้ทั้ง 3 จุดแล้ว โดยทางเจ้าหน้าที่ใช้วิธีการปิดที่ซุ้มประตูวัดโพธิเลื่อน ด้วยแผ่นเหล็กยาวกว่า 6 เมตรวางขวางซุ้มวัดแล้วใช้แท่นปูนดันไว้อีกชั้น แล้วใช้ดินกลบทำสร้างเป็นแนวคัน ส่วนอีก 2 จุด ซึ่งบริเวณที่แตกเป็นริมข้างทาง จึงไม่มีแนวยึดแผ่นเหล็กได้ เจ้าหน้าที่ใช้วิธีการตอกเสาเข็มบริเวณช่องทางน้ำ ปิดด้วยแผ่นเหล็กยาวกว่า 6 เมตรวางขวางซุ้มวัดแล้วใช้แท่นปูนดันไว้อีกชั้น แล้วใช้ดินกลบทำสร้างเป็นแนวคันเช่นกัน จึงสามารถหยุดปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทะลักเข้าบ้านเรือนประชาชนไว้ได้ สร้างความสบายใจให้กับประชาชนในละแวกดังกล่าวไปได้มาก แต่ทางชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในบริเวณดังกล่าวก็ไม่ได้ละสายตา มีการจัดเวรยามเฝ้าระวังดูระดับน้ำและแนวคันกั้นน้ำตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งในวันพรุ่งนี้ เจ้าหน้าที่ จะได้วางแผนการรับมือการป้องกันเหตุแนวคันกั้นน้ำพังใหม่ เพราะบ่อทรายในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ถูกน้ำท่วม จึงขาดแคลนมาก ซึ่งต้องมีการวางแผนว่าจะใช้วัตถุใดมากั้นปิดทางช่องทางน้ำได้อย่างรวดเร็วที่สุด หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

 

 

ชาวบ้านแอบรื้อกระสอบทรายยาว 50 เมตร น้ำเจ้าพระยาทะลักท่วมวัดเจดีย์ทอง

       เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มชาวบ้านจำนวนประมาณ 7-8 คน เข้ารื้อแนวคันกั้นกระสอบทราย บริเวณ ถนนปากทางเข้า วัดเจดีย์ทอง หมู่ 4 ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เป็นระยะทางยาวกว่า 50 เมตร น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักข้ามถนนอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำสูงกว่า 30 ซม.เข้าท่วมบริเวณบ่อเล็ก ๆ ข้างทางถนนเส้นทางปทุมธานี-เสนา ซึ่งหากระดับมีจำนวนมากก็จะทำให้ล้นข้ามถนนเส้นทางปทุมธานี-เสนาได้อย่างรวดเร็ว มีผลทำให้สถานีตำรวจ สภ.สามโคก,บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ อ.สามโคก และ อ.ลาดหลุมแก้ว อาจเกิดน้ำเข้าท่วมได้อย่างรวดเร็ว

       ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้าไปเจรจา แต่จากการตรวจสอบภายในกลุ่มบางคนมีอาวุธมีด ไม้ ป้องกันตัว จึงต้องเข้าเจรจาด้วยความระมัดระวัง กระทั่งทราบว่าเป็นกลุ่มชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ภายในหอพักที่อยู่ภายในแนวคันกั้นกระสอบทราย ซึ่งปลูกอยู่ริมแม่น้ำและถูกน้ำเข้าท่วมบริเวณหอพักชั้นล่าง มานานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่ในวันนี้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น กลุ่มชาวบ้านดังกล่าวเกิดความเครียด จึงได้พยายามจะรื้อกระสอบทรายให้น้ำระบายออกไปนอกพื้นที่หอพักดังกล่าวบ้าง แต่เมื่อชาวบ้านอีกกลุ่มประมาณกว่า 30 คน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำที่ล้นข้ามถนน เพราะเกรงว่าน้ำจะทะลักเข้าท่วม จึงได้รวมตัวกันมาปิดทางแนวคันกระสอบทรายไว้เหมือนเดิม อีกทั้งทางเจ้าหน้าทีตำรวจได้แจ้งกับทางกลุ่มชาวบ้าน 7-8 คน ที่รื้อกระสอบทรายว่าถือเป็นความผิด หากรื้อต่อไปจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ทำให้กลุ่มชาวบ้าน 7-8 คนดังกล่าว ต่างพากันแยกย้ายหายไป ซึ่งชาวบ้านอีกกลุ่มกว่า 30 คน ต้องเร่งช่วยกันนำกระสอบทรายมากั้นน้ำไม่ให้ปริมาณน้ำเข้าท่วมไปมากกว่านี้

 

 

 

ฝนตกหนักทำน้ำท่วมขังเขตพื้นที่ ต.นาเกลือ สูง 50 ซม.

      ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนในเขตเมืองพัทยาและพื้นที่ใกล้เคียง ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำในเขตพื้นที่ หมู่ 5 ตำบลนาเกลือ เขตอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เกิดปัญหาน้ำท่วมขังอย่างหนัก จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหลายร้อยหลังคาเรือน

      ขณะที่เส้นทางบนถนนสุขุมวิทฟังด้านขาเข้าเมืองพัทยา และชลบุรี ก็เกิดน้ำท่วมขังจนทำให้รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามาถรสัญจรไปได้ จนทำให้รถติดยาวกว่า 3 กิโล

      ทั้งนี้ในพื้นที่ด้านในตลาดนาเกลือยังพบว่ามีน้ำท่วมขังสูงกว่า 50 เซนติเมตร จนทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเดินทางออกไปทำงานและจับจ่ายซื้ออาหารได้ อย่างไรก็ดีวอนภาครัฐรีบเข้าไปดูแลบรรเทาทุกข์ให้กับประชนอย่างเร่งด่วนด้วย

 

ต.เนินแจงเมืองอุทัยธานี ยังท่วมหนัก

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านเนินแจง 3 หมู่บ้าน ประกอบด้วย  หมู่1,6,8 ต.เนินแจง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ยังผจญกับภาวะอุทกภัยหนักหน่วง ระดับน้ำท่วมกว่า 4 เมตร มานานนับเดือน  

      นายมนัส ปานอ่วม นายก อบต.เนินแจง เปิดเผยว่า ยังมีชาวบ้านจำนวนน้อยที่ยอมออกจากบ้านไปอาศัยชั่วคราวยังสถานที่รองรับผู้อพยพที่ทางราชการจัดให้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังทนอยู่ในบ้านเรือนของตนเอง โดยพยายามยกพื้นบ้านให้สูงพ้นระดับน้ำ บางรายบอกทำมา 3 ครั้ง จนพื้นบ้านเกือบถึงหลังคาบ้าน เพื่อจะพักอาศัยภายในบ้านต่อไป แม้สถานการณ์น้ำท่วมยังเพิ่มระดับขึ้นทุกวัน แต่ชาวบ้านเหล่านี้ยังยืนยันจะพักในบ้านเพราะเป็นห่วงสิ่งของเครื่องใช้โดยเฉพาะเครื่องมือทางการเกษตรที่เป็นหัวใจการประกอบอาชีพ บางราย ทนอยู่ในบ้าน จนระดับน้ำท่วมสูง ล่าสุดต้องปล่อยให้เครื่องจักรกลและรถแทรคเตอร์ จมน้ำเสียหายจำนวนหลายคัน จึงยอมที่จะอพยพออกไปอาศัยยังสถานที่อพยพที่ทางราชการจัดไว้ให้เพื่อรักษาชีวิตรอด

      สำหรับสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดอุทัยธานี พบระดับน้ำยังท่วมเพิ่มและขยายพื้นที่ออกไปอีก ในเขตตัวเมืองและย่านการค้าระดับน้ำท่วมสูง 1-3 เมตร ส่วนในเขตตำบลรอบนอก อาทิ ต.หาดทนง ต.เกาะเทโพ ต.ท่าซุง ต.น้ำซึม ต.เนินแจง ต.สะแกกรัง ระดับน้ำท่วมสูง 3-6 เมตร ชาวบ้านยังอยู่กันด้วยความยากลำบาก ขาดอาชีพ ขาดรายได้ แถมยังหวาดผวากับระดับน้ำที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 


ศภช.เตือน 4 จังหวัดตะวันออก เสี่ยงเกิดน่าป่าไหลหลาก

        เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ(ศภช.)แจ้งว่าในวันที่ 8-10 ต.ค.นี้ อาจเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะ บริเวณจังหวัดตราด ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและติดตามข้อมูลจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงไอซีที อย่างใกล้ชิดต่อไป