
ผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ "เขมร" ?
"ฮุน เซน" กำลังสนุกกับการเรียนรู้ "บทบาทการเป็นที่พึ่ง" ของผู้อ่อนแอ กรณีนัก(ฟุตบอล)การเมืองไทย ไปกราบกราน
น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อพูดถึงความยิ่งใหญ่ของ ฮุน เซน ในกัมพูชา จนอาจได้รับสมญานาม 'ผู้ยิ่งใหญ่' ไปแล้วด้วย
เนื่องเพราะกลไกอำนาจต่างๆ ทางการเมืองของกัมพูชาในเวลานี้ ได้ตกไปอยู่ภายใต้การควบคุมของ ฮุน เซน และพลพรรค CPP แทบจะกล่าวได้ว่า อย่างสิ้นเชิงแล้ว
เหลือเพียงพลพรรคของ สัม รังสี เท่านั้น ที่ยังคงพยายามในอันที่รักษาสถานภาพของการเป็นฝ่ายค้านในรัฐสภาของกัมพูชา ส่วนนักการเมืองของพรรคอื่นๆ ต่างก็ล้วนแล้วแต่ยอมสวามิภักดิ์ต่อ ฮุน เซน เพื่อแลกกับทรัพย์สิน สถานะ และตำแหน่งในทางการเมืองเป็นการตอบแทนแล้วทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยหนุนส่งการเป็น 'ผู้ยิ่งใหญ่' ของฮุน เซน ให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไปอีกหลายขั้นในสายตาและการรับรู้ของชาวเขมรทั้งหลายที่หลงใหลได้ปลื้มในตัวตนของ ฮุน เซน เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
นั่นก็คือ การที่ปรากฏว่า มีนักฟุตบอลที่เป็นพลพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง ได้แสดงความดีใจในทุกๆ ครั้งที่สามารถทำประตูในเกมฟุตบอลการเมืองดังกล่าวได้ ด้วยการ กราบ ฮุน เซน โดยมีสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของกัมพูชา ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ
ซึ่งถ้ามองในมุมที่ไม่ธรรมดา ก็นับว่า ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดาว่า เป็น เด็กกับผู้อาวุโสเท่านั้น กล่าวคือ ทั้งคนไทยและชาวเขมรส่วนใหญ่ที่ถูกหล่อหลอมจิตสำนึกมาด้วยประวัติศาสตร์ชาตินิยมของแต่ละฝ่ายที่สั่งสมมาอย่างยาวนานแล้ว
และต่างก็ถูกปลูกฝังให้ภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของตนในอดีตเหมือนๆกัน แต่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้น ก็คือในพระราชพงศาวดารและหนังสือประวัติศาสตร์ไทยนั้น มักจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-เขมรที่เกี่ยวกับสงครามในยุคต่างๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงยุคที่เขมรตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
และที่สำคัญก็คือ ราชสำนักสยามในช่วงเวลานั้น ก็มีทั้งการส่งขุนศึกพร้อมด้วยกองทัพเข้าไปยึดครองเอาดินแดนของกัมพูชา การส่งขุนศึกและกองทัพเพื่อไปช่วยกัมพูชารบกับเวียดนาม การแต่งตั้งผู้ที่ได้รับการอุปถัมภ์ให้เป็นเจ้าเมือง และแม้แต่การส่งขุนศึกพร้อมกองทัพไปเพื่อปราบผู้ที่แปรพักตร์ไปจากสยามก็ตาม ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ปลูกฝังจิตสำนึกให้คนไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ไม่ดี และไม่ไว้วางใจชาวเขมรทั้งสิ้น
แต่สำหรับทางด้านผู้นำเขมรในอดีตนั้น เนื่องจากว่าต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะบีบคั้นจากอำนาจที่เหนือกว่าทั้งสองด้าน คือสยามและเวียดนามในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ผู้นำเขมรเรียนรู้วิธีการเอาตัวรอดด้วยการถ่วงดุลระหว่างอำนาจที่เหนือกว่าตนในทั้งสองด้าน โดยยอมสวามิภักดิ์ต่อฝ่ายที่มีกำลังเหนือกว่า และถือโอกาสยกทัพเข้าตีในช่วงที่อำนาจที่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งนั้นกำลังอ่อนแอ
อย่างเช่นหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียให้แก่พม่าเมื่อปี 1569 นั้น เจ้าเขมรก็ได้ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีสยามอยู่บ่อยครั้ง แต่ครั้นเมื่อกรุงศรีอยุธยาเข้มแข็งในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น พระองค์ก็ทรงได้ยกทัพไปตีเขมรจนแตกในปี 1593 หรือที่คนไทยเรียกขานกันว่า กบฏพระยาละแวกนั่นเอง...
เพราะฉะนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า ปัญหาทางการเมืองของกัมพูชานั้น ได้ผลิตซ้ำและส่งออกปัญหาที่ว่านี้ ไปยังต่างประเทศมาโดยตลอด
ที่แน่ๆ เป็นไปเพื่อการรักษาอำนาจและความปลอดภัยทางการเมืองของผู้นำทั้งสิ้น ไม่มีอะไรใหม่
ส่วนที่แปลกใหม่ ก็เพราะนักการเมืองไทยได้หันมาใช้วิธีการส่งออกความขัดแย้งทางการเมืองภายในไปที่กัมพูชาบ้างเหมือนกัน
และที่ใหม่ไปยิ่งกว่านั้นก็คือ ฮุน เซน ยังได้เริ่มเรียนรู้บทบาทการเป็นที่พึ่งของผู้ที่อ่อนแอกว่าด้วยแล้วเช่นกัน
ส่วนจะไปถึงจุดที่ทำให้ ฮุน เซน ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกัมพูชา กลับกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อการเมืองไทยในอนาคตด้วยหรือไม่นั้น ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่านักการเมืองไทยที่ซาบซึ้งในบุญคุณของ ฮุน เซน จะตอบแทน ฮุน เซน อย่างไร? เมื่อมีโอกาสได้ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมืองนี้
ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น ก็ต้องถือว่า เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกัมพูชาได้เช่นกัน!!!



