
ผลพวงจาก "ค่าแรง 300"
ค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาท กรรมกร "เฮ" แต่หลายธุรกิจ "เจ๊ง" ผลพวงที่ต้องหาความพอดี และความอยู่รอดของทั้งสองฝ่าย
หลังจากทำท่าว่า การขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาท จะกลายเป็นเรื่องของรายได้ขั้นต่ำ 300 บาทไปแล้วนั้น
ขณะที่ข้อเสนอคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด เสนอปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มอีก 40% ทุกจังหวัด ในวันที่ 1 มกราคม 2555 แต่ทาง คสรท.(คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย) ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่า ค่าครองชีพสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำแล้ว
จึงควรปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นวันละ 300 บาท พร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ 'ตามที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ก่อนหน้านี้'
จึงน่าพิจารณา ระหว่าง การเพิ่มค่าแรง 40 % เพื่อให้แรงงานมีรายได้ขึ้นต่ำ 300 บาท กับการขึ้นค่าแรง 300 บาทจริงๆ ผลพวงจะเป็นอย่างไร
ถ้าขึ้นค่าแรง 300 บาท มี 6 จังหวัดที่รับได้แน่นอน เพราะทำให้ค่าจ้างใหม่เพิ่มจากอัตราเก่าไม่เกิน 39.5% (หรือไม่เกินจากที่มีข้อเสนอให้เพิ่ม 40%) และทำให้ต้นทุนต่อวันเพิ่มสูงสุด 6.4%
ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่เหลือนั้น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน จะทำให้ค่าจ้างเพิ่มต่อวัน 53.1% ถึง 88.7% และส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มในสัดส่วน 8.6-14.4% ต่อวัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ธุรกิจรับไหวไหมอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาเลยไปถึงว่า ธุรกิจบางประเภท จะอยู่รอดหรือไม่ด้วย
โดยในภาคการผลิต ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์หวาย ธุรกิจผลิตพลอยเจียระไน ธุรกิจผลิตเครื่องนุ่งห่ม ธุรกิจผลิตกระเป๋าหนัง ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้ และธุรกิจฟอกย้อม พิมพ์ลายผ้า
ขณะที่ในภาคการบริการ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจรับเหมาสร้างบ้านและการขนส่งทางบก
300 บาทขึ้นแบบถ้วนหน้า สำหรับธุรกิจเหล่านี้แล้ว หมายถึงต้นทุนแรงงานเฉลี่ย ที่จะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 16% ถึงสูงสุด 33%
หากเรียงหาลำดับแรกโดยไม่แบ่งว่าเป็นจากภาคการผลิต หรือภาคบริการ ธุรกิจแรกที่แบกต้นทุนเพิ่มมากที่สุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย ธุรกิจโรงแรม 33% รองลงมาคือ เฟอร์นิเจอร์หวาย 28% ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง 27% ธุรกิจขนส่งทางบก 22% และธุรกิจผลิตพลอยเจียระไน 21%
มองกันให้ลึกซึ้ง ธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ธุรกิจขนาดใหญ่โตอะไรนัก หรือเครือธุรกิจที่มีความหลากหลายมากพอจะจัดสรรภาระออกไป
แต่ธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่พึ่งพาแรงงาน มิใช่พึ่งพาเทคโนโลยี หรือมีรูปแบบในการกระจายความเสี่ยงเรื่องภาระต้นทุนไปยังพันธมิตรธุรกิจ หรือคู่สัญญา
เหนืออื่นใด ธุรกิจเหล่านี้มิใช่กลุ่มทุนผูกขาด หรือกลุ่มทุนสัมปทานที่สามารถมั่นใจได้ว่า พวกเขาจะอยู่รอดได้หรือไม่ ถ้าขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลงจากผลของการมีต้นทุนด้านแรงงานเพิ่มขึ้น
ประเด็นที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ "ค่าแรง 300" พร้อมรับสภาพการล้มหายและเลิกกิจการไปของบางธุรกิจ การตกงานของแรงงานจำนวนหนึ่ง การได้ค่าจ้างแรงงานไม่ตรงตามเวลา อย่างหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้หรือไม่



