
ประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วงส่อทุจริตชี้อนุมัติวงเงินค่าก่อสร้างสูงกว่าราคากลาง3พันล้าน
ส.ส.ประชาธิปัตย์ระบุ ประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วงส่งกลิ่นทุจริต ชี้ค่าก่อสร้างสูงกว่าราคากลางถึง 3 พันล้าน จี้คมนาคมลดวงเงินเท่าราคากลาง ด้าน รฟม.แจง สัญญาที่ 1 ไม่มีราคากลาง แค่วางกรอบสำหรับกู้เงินจากไจก้าหมื่นล้าน ยันวงเงินอนุมัติเหมาะสม
นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่ 1 หรือโครงสร้างยกระดับตะวันออกจากเตาปูน-สะพานพระนั่งเกล้า ระยะทาง 12 กม. พบว่าการดำเนินการส่อทุจริต โดยค่าก่อสร้างที่อนุมัติไปสูงกว่าราคากลางถึง 3 พันล้านบาท ขณะที่ราคาน้ำมันและราคาวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็กปรับตัวลดลง
"โครงการนี้ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลว่ามีความผิดมาแล้ว ในรัฐบาลก่อน ผมได้แจ้งให้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับทราบแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นว่าราคายังสูงเกินไป ผมเห็นว่าทางออกคือ ต้องปรับลดค่าก่อสร้างให้เท่ากับราคากลาง" นายชาญชัยกล่าวและว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวันที่ 30 เมษายนนี้ ที่ประชุมได้เชิญผู้เกี่ยวข้องในโครงการนี้มาชี้แจงรายละเอียดแล้ว
ทั้งนี้ คณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา โดยอนุมัติให้กลุ่มซีเคทีซี จอยท์เวนเจอร์ ซึ่งมีบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นแกนนำ เป็นผู้ก่อสร้าง ในวงเงิน 14,965 ล้านบาท ทั้งที่ราคากลาง คือ 11,166 ล้านบาท โดยในครั้งแรกกลุ่มซีเคทีซีฯ เสนอราคา 16,724 ล้านบาท จากนั้นมีการต่อรองราคาลงมาแต่ก็ยังสูงกว่าราคากลาง
แหล่งข่าวจาก รฟม. กล่าวว่า การประกวดราคาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญาที่ 1 เป็นการประกวดราคานานาชาติ จึงไม่มีการกำหนดราคากลาง แต่ในปี 2550 รฟม.เคยเสนอกรอบวงเงินค่าก่อสร้าง เพื่อใช้เป็นกรอบวงเงินในการเจรจากู้เงินเป็นเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบวงเงินในขณะที่ยังไม่มีการออกแบบรายละเอียดโครงการ ต่อมาในปี 2551 รฟม.ได้ปรับกรอบวงเงินค่าก่อสร้างเป็น 13,500 ล้านบาท โดยใช้สมมติฐานราคาวัสดุในเดือนกุมภาพันธ์ 2551
ส่วนค่าก่อสร้างที่คณะกรรมการ รฟม.อนุมัติในวงเงิน 14,965 ล้านบาทนั้น ถือเป็นวงเงินที่เหมาะสม โดยใช้ฐานราคาของบริษัทที่ปรึกษาคำนวณไว้ คือ 14,972 ล้านบาท และ รฟม.ได้เสนอราคาดังกล่าวให้ไจก้าพิจารณาความเหมาะสมอย่างเข้มงวด ซึ่งหากไม่เหมาะสม ไจก้าจะให้ รฟม.พิจารณาใหม่ และที่ผ่านมา ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อคณะกรรมาธิการแล้ว



