ข่าว

28จว.ท่วมหนักปชช.เดือดร้อนกว่า2ล.

28จว.ท่วมหนักปชช.เดือดร้อนกว่า2ล.

07 ต.ค. 2554

ปภ. ระบุ ยังคงมีพื้นที่น้ำท่วม 28 จังหวัด ราษฎรเดือดร้อนกว่า 2 ล้าน 6 แสนคน มีผู้เสียชีวิต252 ราย สูญหาย 3 คน

       7 ต.ค.54 นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 28 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี เชียงใหม่ ร้อยเอ็ดลำปาง เลย นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ราษฎรเดือดร้อน 826,749 ครัวเรือน 2 ล้าน 696,521 คนมีผู้เสียชีวิต 252 ราย สูญหาย 3 คน

       จากสถานการณ์อุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน"นกเตน" และน้ำล้นตลิ่ง มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและประกาศเป็นพื้นที่ประสบ -ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) รวมทั้งสิ้น 60 จังหวัด มีจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วอยู่ระหว่างฟื้นฟู 32 จังหวัด

 

 

 

เขื่อนแควน้อยน้ำกลับมาเต็มเกิน 100 %      

       นายสมหวัง ปานสุขาร หัวหน้าฝ่ายบำรุงและรักษาน้ำเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า วันนี้ (7 ต.ค.)เขื่อนแควน้อยมีปริมาณน้ำกักเก็บ 941.55 ล้านลบ.ม. สูงกว่าระดับกักเก็บที่ 939 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 100.27 % เป็นสถานการณ์ที่มากักเก็บน้ำเกิน 100 % อีกครั้งหนึ่ง หลังจากเดือนกันยายนที่ผ่านมา เขื่อนแควน้อยเก็บน้ำถึง 102 %

       ทั้งนี้ ไม่ต้องตกใจหรือตื่นตระหนกกับระดับกักเก็บน้ำของเขื่อนแควน้อยที่เกิน 100 % การเก็บน้ำเกิน 100 % อย่างนี้ไม่ได้มีผลกระทบกับตัวเขื่อนแต่ประการใด เขื่อนยังคงมีความมั่นคงแข็งแรงมาก ระดับกักเก็บน้ำของเขื่อนแควน้อย ตั้งระดับกักเก็บไว้ที่ 130 เมตร หรือคิดเป็นความจุ 939 ล้านลบ.ม.  โดยวันนี้  น้ำอยู่ที่ 130.05 เมตร หรือมีน้ำกักเก็บ 941.55 ล้านลบ.ม. ทั้งนี้ เขื่อนแควน้อย ยังมีระดับน้ำกักเก็บได้สูงสุดที่ระดับ 132.50 เมตร ยังรับน้ำได้อีกประมาณ 100 กว่าล้านลบ.ม. และยังมีระยะเผื่อการกักเก็บเกินระดับกักเก็บสูงสุดได้อีก 0.5-1 เมตร ช่วงนี้ มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำวันละ 31.67 ล้านลบ.ม. แต่เขื่อนชะลอการปล่อยน้ำปล่อยออกเพียงวันละ 21.0 ล้านลบ.ม. หรือในอัตรา 250 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคกลาง

       "เขื่อนมีการออกแบบที่มั่นคงแข็งแรง มีอุปกรณ์ตรวจวัดการทรุดตัว น้ำไหลรอดใต้เขื่อนกว่า 100 จุด ระบบประตูสปิลเวย์ก็เป็นลักษณะบานโค้ง จึงมั่นคงแข็งแรงมาก จากการตรวจเช็คทุกวันยังไม่พบความผิดปกติใด ๆ การคำนวณของเขื่อน สามารถเก็บน้ำเกินระดับสูงสุดได้สบาย” นายสมหวัง กล่าว
 นายบรรดิษฐ์ อินต๊ะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิษณุโลก กล่าวว่า วันนี้แม่น้ำน่านเมืองพิษณุโลกกลับมาเพิ่มสูงอีกครั้ง โดยทรงตัวที่ 10.88 เมตร มาตั้งแต่เวลา 18.00 น.ของวันที่ 6 ตุลาคม-เช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2554 สถานการณ์ขณะนี้เมืองพิษณุโลกไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ น้ำน่านแม้จะสูง แต่อยู่ในแนวกั้น และคงไม่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่เคยขึ้นที่ระดับ 10.97 เมตร แนวโน้มต่อจากนี้สอง-สามวันจะทรงสูงในอัตราที่ลดลง เพราะน้ำท้ายเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนแควน้อยลดลงมากแล้ว

       อีกทั้ง ในวันนี้เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำกักเก็บ 9,406 ล้านลบ.ม. หรือ คิดเป็น 98.92 % ลดลงจากวันที่ 6 ตุลาคมเล็กน้อย และยังรับน้ำได้อีก 103 ล้านลบ.ม. เมื่อวานมีน้ำไหลเข้าเขื่อน 42 ล้านลบ.ม. และเขื่อนสิริกิติ์ระบายออกในอัตราเท่าเดิมที่วันละ 60 ล้านลบ.ม.

       สำหรับพื้นที่ถูกน้ำท่วมขังในจังหวัดพิษณุโลกนั้น ยังคงหนัก ๆ ใน 3 อำเภอ คือ อำเภอพรหมพิราม อำเภอบางระกำ และอำเภอบางกระทุ่ม ในเขตอ.บางระกำ น้ำค่อย ๆ กลับมาเพิ่มอีกวันละ 2 เซนติเมตร และยังท่วมขังวงกว้าง ประมาณ 1.9 แสนไร่ ส่วนอ.พรหมพิราม มีน้ำท่วมขังประมาณ 1.4 แสนไร่ และอ.บางกระทุ่มมีน้ำท่วมขังประมาณ 7.6 หมื่นไร่ ปริมาณน้ำยมที่ท่วมขังในอ.บางระกำและอ.พรหมพิราม คำนวณแล้วมีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านลบ.ม. หรือใกล้เคียงกับน้ำที่เก็บไว้ในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนเลยทีเดียว

 

 

น้ำท่วมขยายพื้นที่ถึงหน้าอำเภอเมือง

       สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดอุทัยธานี ล่าสุดเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ระดับยังท่วมสูงขึ้น และขยายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี โดยช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค. ระดับได้ขยายพื้นที่ถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองอุทัยธานี ซึ่งถือเป็นพื้นที่สูง ไม่เคยถูกน้ำท่วมมาก่อน ทำให้บ้านเรือนประชาชนจำนวนมากถูกน้ำเอ่อท่วมเพิ่มสูงขึ้น หลายคนไม่สามารถอาศัยในบ้านได้ ต้องขนย้ายข้าวของทิ้งบ้านออกไปอาศัยอยู่ในพื้นที่สูง และอีกหลายครอบครัวก็เร่งกรอกกระสอบทราย เพื่อนำไปปิดกั้นน้ำที่กำลังเอ่อท่วมเข้าในบ้าน เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้ต่อไป นอกจากนี้ ประชาชนยังผวากับข่าวการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล ที่จะหลากผ่านจังหวัดนครสวรรค์ และผ่านเข้าพื้นที่อุทัยธานี และจะส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีซึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะทำให้ระดับน้ำท่วมอยู่เดิมทวีระดับเพิ่มสูงขึ้นอีก

       ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในย่านการค้าตัวเมืองอุทัยธานี ล่าสุดยังท่วมสูง 1-3 เมตรและระดับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่นเดียวกับเขตตำบลรอบนอก ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยขั้นวิกฤตพื้นที่ ต.เกาะเทโพ ต.ท่าซุง ต.น้ำซึม ต.สะแกกรัง ต.หาดทะนง ระดับน้ำยังท่วมสูง 3-6 เมตร

 

 

ชาวเมืองกรุงเก่าอ่วมเจ้าพระยาทะลักท่วมสูงโบราณสถานจมบาดาล

       น้ำจากคลองเมืองริมแม่น้ำป่าสัก ได้ทะลักพังแนวคันดินบนถนนอู่ทอง เขตเทศบาลนคพระนครศรีอยุธยา เป็นแนวยาว เกือบ 3 เมตร ทำให้น้ำที่อยู่ในคันป้องกันที่มีระดับอยู่สูงกว่าถนนประมาณ 1 เมตร 20 ซ.ม. ไหลบ่าเข้าท่วมทะลักข้ามถนนเข้าไปในชุมชนวัดราชประดิษฐฐาน และชุมชนตรอกโรงฆ่าสัตว์ โรงเรียนวัดเขียน มัสยิดไทย-ปากีสถาน ซาบูยาน ม. 8 ต.หัวรอ อ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นเวลาไล่เลี่ยกันห่างออกไปประมาณ 300 เมตรน้ำได้ทะลักบริเวณหน้าบริษัทเบสไบค์ ที่อยู่ใกล้กัน โดยกระแสน้ำเซาะคันดินกว้ากว่า 6 เมตร ทำให้น้ำทะลักไปในซอยชุมชนโรงฆ่าสัตว์อย่างรวดเร็ว ชาวบ้านช่วยกันเก็บของอลหม่าน ซึ่งต่อมาทางเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ได้นำรถแบล็คโฮลมาซ่อมแนวคันดินทั้งสองจุด ซึ่งใช้เวลานานกว่า 1 ช.ม. จึงสามารถซ่อมแซมได้ อย่างไรก็ตามน้ำที่ไหลท่วมเข้าไปตามชุมชนในเกาะเมืองอยู่ที่ระดับ 50-60 ซ.ม. ซึ่งทางเทศบาลยังยืนยันว่าจะรักษาแนวป้องกันเอาไว้ให้ได้ ซึ่งขณะนี้มีการซึ่มหลายจุด

       ทั้งนี้ ระดับน้ำในคลองเมืองที่ไหลเข้าท่วมในชุมชนเขตเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ทำให้ชุมชนวัดราชประดิษฐาน ม.8 ต.หัวรอ ถูกน้ำท่วมมีความสูงเกือบ 1 เมตร จากการพังของแนวคันดินที่ริมถนนอู่ทอง ต.หัวรอ บ้านเรือนในชุมชนหลายหลังถูกน้ำท่วมข้าวของจำนวนมาก เนื่องจากไม่คิดว่าแนวคันดินดังกล่าวจะพัง ซึ่งมีบ้านของนางทองสุข อินเอี่ยม อายุ 89 ปี บ้านเลขที่ 106 ม. 8 ต.หัวรอ ถูกน้ำท่วมเกือบถึงชั้นบน แต่ชาวบ้านบอกว่าเป็นคุณยายที่อยู่คนเดียว ตามองไม่ค่อยเห็น และช่วยตัวเองไม่ได้ ประธานชุมชนวัดราชประดิษฐาน จึงได้ขอร้องให้ทหารจาก กองพันทหารม้า ที่ 17 รักษาพระองค์ สระบุรี เข้าไปอุ้มคุณยายออกมาจากบ้าน ซึ่งคุณยายก็พยายามขัดขืนเนื่องจากไม่ยอมออกจากบ้าน แต่ทางชุมชนเกรงว่าไม่ปลอดภัยจึงนำออกมา แล้วให้ไปอยู่กับเพื่อนบ้าน พร้อมกับติดต่อญาติซึ่งอยู่ จงปทุมธานีมารับตัวไปดูแลต่อไป

       ส่วนน้ำในคลองเมืองนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ยังคงมีระดับที่สูงขึ้นในวันที่ 7 ต.ค. ประมาณ 10-15 ซ.ม. ทำให้มีน้ำซึมตามแนวป้องกัน โดยระดับน้ำได้ท่วมสะพานข้ามไปวัดหน้าพระเมรุราชิการาม ต.ท่าวาสุกรี อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีประชาชนใช้สัญจรไปมาและมีรถจอดจำนวนมาก ถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถไปได้ ชาวบ้านต้องลอยคอออกไปรับสิ่งของ และอาหาร โดยมีสุนัขแม่ลูกอ่อนติดเกาะอยู่บนซากโบราณสถาน ปรากฏว่าลูกสุนัขตกลงไป แล้วแม่สุนัขไม่สามารถช่วยได้ ซึ่งชาวบ้านได้ให้เด็กว่ายน้ำเข้าไปช่วยเหลือขึ้นมาได้ ท่ามกลางความโล่งอกของประชาชนที่พบเห็น 
       ในส่วนระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สูงขึ้นทำให้นำได้ท่วมเข้าวัดธรรมาราม ซึ่งเป็นโบราณสถานที่สำคัญอีกแห่ง และอยู่ฝั่งเดียวกันกับวัดไชยวัฒนาราม และมีการป้องกันบังเกอร์สูงประมาณ 2 เมตร แล้ววางกระสอบทรายขึ้นไปอีก 50 ซ.ม.ซึ่งน้ำอยู่ต่ำกว่ากระสอบประมาณ 20 ซ.ม. ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีหอพระไตรปิฎกสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นโบราณสถานที่สุดท้ายที่ป้องกันด้วยบังเกอร์ ปรากฏว่าน้ำทะลักเข้าไปท่วมทั้งแต่เวลา 03.00 น. วันที่ 7 ต.ค. น้ำลึกกว่า 2 เมตร จากนั้นน้ำได้เอ่อทะลักเข้าไปท่วมที่วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ติดกัน ทำให้น้ำท่วมฐานพระอุโบสถ และศาสนสถานที่สำคัญหมดทั้งวัด น้ำลึกประมาณ 1.50 - 2 เมตร พระเณรต้องลอยคอเก็บข้าวของอลหม่าน ซึ่งวัดนี้เป็นพระอารามหลวง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทางวัดมีการสร้างบังเกอร์ป้องกันแต่ก็มาท่วมจากน้ำที่ทะลักมาจากวัดธรรมาราม