ถ้าทำเพื่อชาติก็อย่าหยุดแฉ
ถ้าทำเพื่อชาติก็อย่าหยุดแฉ : ขยายปม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
ถึงคิว "ทหาร" ! อดคิดถึงประโยคนี้ในใจไม่ได้เมื่อดูกระทู้ถามของ "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" ส.ส.พรรครักประไทย ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการลักลอบนำเข้าสินค้าในเขตพื้นที่ชายแดน
คนทั่วไปอาจมองการอภิปรายของ "ชูวิทย์" เป็นการทำหน้าที่ในฐานะ "ฝ่ายค้าน" ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลแบบ "สร้างสรรค์"
เพราะ "หัวข้อและคลิป" ที่ "ชูวิทย์" นำมาประกอบการอภิปรายได้ชี้ให้เห็นสิ่งที่รัฐบาลมองข้ามและจะส่งผลกระทบต่อประเทศในอนาคต
คลิปวิดีโอที่ "ชูวิทย์" นำมาประกอบการอภิปรายมี 4 คลิป คลิปแรกเป็นการลักลอบขนข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านข้ามคลองมายังประเทศไทย โดยวิธีการชักรอกข้ามคลองในหลายพื้นที่ทางด้าน อ.คลองหาด อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง อ.ตาพญา จ.สระแก้ว
"ชูวิทย์" ได้อภิปรายให้เห็นว่า ระหว่างที่ข้าวไทยกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ปริมาณข้าวลดลงจึงมีการลักลอบขนข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมา "สวมสิทธิ์" เพื่อเข้าโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ที่จะเปิดรับจำนำในวันที่ 7 ตุลาคมนี้เป็นวันแรก
คลิปที่ 2 เป็นคลิปแรงงานกำลังแบกกระสอบข้าวสารข้ามสะพานคลองน้ำใสมายังฝั่งไทย คลิปที่ 3 เป็นคลิปแรงงานกำลังกลิ้งถังแก๊สลงคลอง เพื่อข้ามฝั่งมาเติมยังฝั่งประเทศไทย ส่วนคลิปที่ 4 เป็นคลิปการขนแรงงานเขมรพร้อมกับยาเสพติด โดยการใช้รถกระบะ และรถหกล้อข้ามมายังฝั่งไทย ใช้เส้นทางใกล้ถนนศรีเพ็ญ
โดยเฉพาะมีการซูมป้ายทางเข้าที่เขียนว่า “กองร้อยทหารพราน 1302 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 13” ให้เห็นชื่อหน่วยงานที่รับผิดชอบกันชัดๆ
เมื่อดึงภาพป้ายดังกล่าวให้เห็นใกล้ๆ "ชูวิทย์" ได้อภิปรายย้ำว่า "พื้นที่นี้เป็นเขตรับผิดชอบของกรมทหารพรานที่ 12, 13 และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 เป็นพื้นที่ที่พลเรือนเข้าไม่ได้ ซึ่งมีมากกว่า 20-30 จุด เจ้าหน้าที่ละเลย จากกรณีดังกล่าว จะทำให้ประเทศและประชาชนต้องสูญเสียประโยชน์ ที่นำคลิปนี้มาเปิดเผย ไม่ได้หวังเลื่อยขาเก้าอี้ใคร เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทหาร และมีการโยกย้ายเรียบร้อยแล้ว"
เมื่อ "ชูวิทย์" อภิปรายถึงประโยคนี้เดิมทีอาจไม่มีใครคิดอะไรมาก แต่เมื่อ "ชูวิทย์" บอกว่าไม่ต้องการจะเลื่อยขาเก้าอี้ใคร เพราะเป็นเรื่องของทหาร มีการโยกย้ายไปแล้ว
ก็อดคิดไปไม่ได้ว่า "กระทู้ถาม" ของ "ชูวิทย์" ครั้งนี้ตีกิน "ทหาร" ในฐานะที่มีส่วนในการรับผิดชอบบริเวณชายแดนหรือเปล่า
หากย้อนดูการอภิปรายของ "ชูวิทย์" เมื่อครั้งการชี้แจงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาครั้งนั้นเป็นการอภิปรายเรื่อง "บ่อน" กลางกรุงที่เปิดเย้ยฟ้าท้าดิน
ผลการอภิปรายของ "ชูวิทย์" ครั้งนั้นทำให้ "บ่อน" หลายแห่งในกรุงเทพฯ พากันทยอยปิดตัว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในแต่ละพื้นที่ต้องเร่งเคลียร์ "บ่อน" ในพื้นที่ของตัวเอง
หากถามว่า "บ่อน" กลางกรุง เพิ่งจะเปิดหรือไม่ คำตอบคือ เปิดมานานแล้ว และไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นที่รู้ แม่ค้าพ่อค้าหน้าบ่อน วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ และลูกจ้างที่มีรายได้จากการเปิดบ่อนต่างรู้ดีว่ารายได้จากการเปิด "บ่อน" ไปกระจายตกอยู่ในมือใครบ้าง
การอภิปรายของ "ชูวิทย์" ทำให้ "บ่อนปิดตัว" มีการตั้งกรรมการและโยกย้ายนายตำรวจที่เกี่ยวข้องหลายนาย และทำให้ "พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยินยอมลุกจากเก้าอี้
ขณะที่ "ชูวิทย์" ได้รับทั้งเสียงปรบมือและเสียงวิจารณ์ทำนองว่า "รับงานรัฐบาล" มาอภิปรายในสภา
และต่างรู้ดีว่ารายได้จาก "บ่อน" นั้นมหาศาล
ไม่ต่างจาก "ด่านชายแดน" ที่มีผลประโยชน์มหาศาล!
ดังนั้นการลักลอบทำสิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดนเฉพาะที่ "ชูวิทย์" นำมาอภิปรายในสภา เช่น การลักลอบขนข้าว, ขนแรงงานเขมรพร้อมกับยาเสพติด หากคิดเป็นตัวเลขก็มีมูลค่ามากมาย
การที่ "ชูวิทย์" ลงมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนโดยย้ำว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการทหาร พลเรือน ตำรวจ หรือศุลกากร ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เป็นการโยงให้เห็นว่าพื้นที่รับผิดชอบดังกล่าวเป็นของใคร
หากมองในแง่ดีการที่ "ชูวิทย์" นำข้อมูลมาเปิดเผยในสภาถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดละเลยและทุจริตต่อหน้าที่ต้องถูกลงโทษ แต่ถ้าทำเพื่อเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ถือเป็นกระบวนการที่น่ารังเกียจ เพราะใช้ความรู้สึกของประชาชนมาช่วยกดดัน เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย
ถ้าชูวิทย์ ทำเพื่อชาติจริง ก็ต้องจับตาดูว่า รายต่อไปคือใคร และต้องไม่หยุดอยู่แค่การแฉครั้งล่าสุดนี้



