
กรมชลไม่ฟันธงน้ำท่วมกทม.หรือไม่
"อธิบดีกรมชลฯ"ตอบไม่ได้กทม.จะเจอน้ำท่วมหรือไม่ อ้างช่วงนี้กำลังอยู่มรสุม เล็งเปิดคันดินให้น้ำเข้า กทม. ค่อยดึงน้ำออกทางอุโมงค์ภายหลัง "ยิ่งลักษณ์" ขอประเมินสถานการณ์น้ำก่อนประกาศภาวะภัยพิบัติทางธรรมชาติหวั่นกระทบต่อความเชื่อมั่น ย้ำกทม.ยังปลอดภัย
ที่พล.ม.2 วันที่ 6 ต.ค.2554 นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า ขณะนี้ต้องดูสถานการณ์ก่อน เพราะน้ำจะลดหรือไม่ขึ้นอยู่กับฝน ถ้าฝนตกก็จะใช้เวลาเป็นเดือน แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้อยู่ในฤดูฝนและมรสุมเข้า ดังนั้นจึงยังไม่มีใครตอบได้ว่าฝนจะหนักขนาดไหน และนานเท่าไหร่
เมื่อถามว่ากรุงเทพฯฝั่งตะวันออกมีน้ำท่วมขังมานานแล้วจะดำเนินการอย่างไร นายชลิต กล่าวว่า ได้ประสานไปยังกทม.แล้ว และมีความเห็นใจคนที่อยู่ด้านนอก และขณะนี้ได้เปิดคันดินต่างๆเพื่อให้น้ำเข้า กทม. จากนั้นจะดึงน้ำออกทางอุโมงค์ ในกรณีที่ด้านในกทม.ไม่มีฝนตกสามารถดึงน้ำออกได้ 10 ล้านลบ.มต่อชั่วโมง และก็จะทำแบบนี้ไปทุกวัน
"ปู"รอประเมินก่อนประกาศภาวะภัยพิบัติธรรมชาติ
เมื่อเวลา 17.15 น.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม และนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กถึงกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์(พล.ม.2) ภายหลังจากการลงพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจสภาพน้ำท่วม และเยี่ยมประชาชนโดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนตามจุด รวมถึงพื้นที่อุตสาหกรรม
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกำหนดการลงพื้นที่ครั้งต่อไปว่า คงต้องประเมินกันอีกครั้ง เนื่องจากส่วนใหญ่ที่เราดูนั้นใช้วิธีการวิเคราะห์ปัญหาจริง อีกทั้งยังดูว่าพื้นที่ใดบ้างที่ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งวันนี้ลงในพื้นที่จ.อยุธยา ก็ดูใน 2 ส่วน คือ 1. ต้องมั่นใจว่าประชาชาชนอพยพมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย พร้อมทั้งดูแลในเรื่องของอาหารการกินด้วย ส่วนที่สองจ.อยุธยา มีสถานที่สำคัญมากมาย รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่มีจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้โรงงานอุตสหกรรมบางส่วนน้ำก็ท่วมไปแล้ว แต่ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ถูกน้ำท่วมด้วย ซึ่งเรารู้แล้วว่าปริมาณน้ำจะมาเท่าใด ก็จะเร่งทำแนวกั้นน้ำให้สูงขึ้นเพื่อจะรองรับน้ำได้
"มีนิคมอุตสาหกรรมประมาน 100 กว่าโรงงาน ส่วนโรงงานที่มีการท่วมขังแล้ว ให้รมว.อุตสาหกรรมไปหารือถึงแนวทางการแก้ไขต่อไป เราต้องแน่ใจว่าแนวดินกั้นน้ำเพียงพอที่จะรับน้ำได้หรือไม่ พร้อมให้รมว.อุตสาหกรรมประสานไปยังโรงโม่หินต่างๆ เพื่อนำหินคลุกมาช่วยรับน้ำ ซึ่งในบางพื้นที่อาจจะเจอปัญหาค่อนข้างหนัก ทั้งส่วนของตัวเมืองอยุธยาหรือส่วนกลาง พร้อมสั่งการให้นายพระนาย สุวรรณรัฐ ย้ำในทุกพื้นที่เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนที่ประสบอุทกภัยได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง "
ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าสถานการณ์ในขณะนี้ต้องประกาศภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า หลักการการประกาศในเรื่องของอุทกภัยนั้น ตนคงต้องขอเวลาไปศึกษา เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการประกาศ เพื่อให้ทุกหน่วยงานปฎิบัติตามคำสั่ง ซึ่งทุกวันนี้เราก็ทำงานเป็นทีมและทุกหน่วยงานก็ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะการประกาศเร็วเกินไปอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่าง ๆ ด้วย ในส่วนของพื้นที่นั้น ได้ย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดถึงการทำงานหรือการจ้างงานต่างๆนั้น ก็จะจ้างในส่วนของผู้ที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมด้วย จะทำให้ผู้ที่อยู่ตรงนั้นผ่อนคลายความตึงเครียด แล้วก็มาช่วยกันเสริมสร้างต่อไป
เมื่อถามว่าเตรียมแผนรับมือน้ำที่จะไหลมาจากเขื่อนภูมิพลอย่างไรบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้ได้หารือกับกรมชลประทาน เราจะทำทุกทาง สิ่งแรกคือ การเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลทั้ง 2 ทาง ทั้งการใช้เครื่องสูบน้ำ เครื่องผันน้ำ และเรือ เพื่อเร่งผลักดันน้ำ รมว.เกษตร รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์ และอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้รับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็จะมีบางพื้นที่ที่เราต้องขุดลอกคูคลอง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบและประสานกับหน่วยงานทหารช่างในการดำเนินการต่อไป ทั้งนี้คงต้องเร่งดำเนินการป้องกันในพื้นที่และกำชับผู้ว่าให้ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ส่วนเตรียมแผนรับมือมรสุมลูกใหม่แล้วหรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พายุลูกใหม่ยังไม่ทราบปริมาณที่แน่นอนแต่ต้องติดตาม ต้องขอประเมินก่อน วันนี้เราประเมินถึงช่วงกลางเดือนต.ค.นี้ ก่อน
เมื่อซักว่าต้องวิกฤตถึงขั้นไหนถึงจะสามารถประกาศภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงขอประเมินก่อน เพราะพายุลูกใหม่หน่วยงานที่ประเมินพยากรณ์อากาศยังขอเวลาก่อน ต่อข้อถามที่ว่าเหตุใดเขื่อนขนาดใหญ่จึงไม่สามารถรับน้ำได้ นายกฯ กล่าวว่า น้ำเยอะจริงๆ วันนี้เราเจอพายุมา 5 ลูกแล้ว จะมาอีก 2 ลูก ถือว่าบางพื้นที่น้ำสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็นเรื่องที่ลำบากมากที่ว่าน้ำต่างๆไม่มีทางออก เราจึงอาศัยจังหวะที่ก่อนที่น้ำทะเลจะหนุนสูง เพื่อเร่งระบายน้ำออก
เมื่อถามว่าพื้นที่กทม.ขณะนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ส่วนของกทม.อธิบดีกรมชลฯ ยืนยันว่ายังปลอดภัยอยู่ค่ะ" ส่วนความคืบหน้าการซ่อมแซมประตูระบายน้ำบางโฉมศรี นายกฯ กล่าวว่า คืบหน้าไปแล้วกว่า 40 เปอร์เซนต์ ซึ่งคงไม่เปลี่ยนวิธีการซ่อมแซมอย่างแน่นอน เพราะเดินหน้าและเป็นแนวทางการทำงานอยู่แล้ว
รมว.อุตฯเผยภาคอุตสาหกรรมเสียหายแล้ว25,000ล้าน
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงการประเมินความเสียหายภาคอุตสาหกรรมจากเหตุน้ำท่วมว่า เท่าที่ประเมินในเบื้องต้นอยู่ที่25,000 ล้านบาทเป็นความเสียหายทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทั้งส่วนที่เป็นโรงงานมีเครื่องจักรและส่วนที่เป็นวัตถุดิบมาผลิตสินค้า
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเสียหายตรงนี้ชดเชยอย่างไรนพ.วรรณรัตน์ กล่าว่า โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมรัตนนครทั้ง49 โรงจากการสอบถามพบว่า ได้ทำประกันวินาศภัยไว้ก็จะได้รับการคุ้มครองส่วนนี้ ส่วนที่อยู่นอกนิคมประมาณ 120 แห่ง บางรายมีประกัน บางรายไม่มีประกัน แต่ครม.ได้มีมติเมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้วให้ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารเอสเอ็มอีแบงค์จากเดิมร้อยละ 8 โดยรัฐบาลจะชดเชยส่วนต่าง 2 เปอร์เซ็นต์ ในวงเงินรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ผ่อน 6 ปีปลอดดอกเบี้ย 2 ปีแรกซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประกอบการได้ส่วนหนึ่ง
ส่วน ได้มีการประเมินถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมหรือไม่ รมว.อุตฯกล่าวว่า กำลังประเมิน นอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้กับโรงงานอุตสาหกรรม และยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 5 ปี ส่วนแรงงานที่ได้รับผลกระทบนั้น รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า โรงงานที่ได้รับผลกระทบแม้ว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ไม่ได้ปลดคนงาน ซึ่งตามกฎหมายแรงงานโรงงานจะต้องจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน75 %ของเงินเดือนปกติ จนกว่าพนักงานจะกลับเข้าทำงานได้ แต่หากมีเหตุจำเป็นที่ผู้ประกอบการจะเลิกกิจการทำให้ต้องเลิกจ้างพนักงานโดยที่ไม่ใช่ความผิดของพนักงานตามกฎหมายแรงงานนายจ้างต้องจ่ายชดเชยตามอายุงาน เช่น120 วันก็จะจ่ายเงินเดือนค่าจ้างขั้นสุดท้าย 30 วัน ถ้าทำงานเกิน10 ปีก็จะจ่ายเงินเดือนในเดือนสุดท้ายคูณ 300 วัน
นอกจากนี้กฎหมายพรบ.ประกันสังคมสำหรับคนที่ถูกเลิกจ้าง จะมีการชดเชยเงินประกันสังคมให้พนักงานครึ่งหนึ่งของเงินเดือนสุดท้ายเป็นเวลาไม่เกิน180 วัน
ส่วนปัญหาของลูกจ้างรายวันที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่มีรายได้จะทำอย่างไร นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า จะให้กฎหมายแรงงานและกฎหมายประกันสังคมเข้ามาดูแล
กทม.โต้สทอภ.13ชี้จุดเสี่ยงน้ำท่วมคลาดเคลื่อน
แหล่งข่าวจากสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน 13 จุด ตามที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) หรือ GISTDA หน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาระบุนั้น เป็นข้อมูลที่มีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากเป็นการทำแบบจำลองน้ำท่วมโดยการป้อนข้อมูลปริมาณน้ำที่ไหลมาจากทางตอนเหนือลงสู่ด้านล่างเท่านั้น โดยไม่ได้รวมข้อมูลแนวป้องกันน้ำท่วมของ กทม.ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ คันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ รวมถึงพื้นที่แก้มลิง
"การระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน 13 จุดของ สทอภ. ที่มีตัวเลขตรงกับพื้นที่เสี่ยงนอกแนวคันกั้นน้ำตามที่ กทม.ได้ทำการสำรวจไว้ 13 เขต 27 ชุมชน อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและวิตกกังวลได้"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ สทอภ.ได้เปิดเผยภาพดาวเทียมแสดงพื้นที่เสี่ยงภัยในการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน 13 จุดใน กทม.ได้แก่ หนองค้างพลู ทุ่งสองห้อง สายไหม คลองถนน อนุสาวรีย์ จระเข้บัว ลาดพร้าว คลองกุ่ม คลองจั่น หัวหมาก สะพานสูง คลองสองต้นนุ่น ลาดกระบัง และบริเวณปริมณฑล ได้แก่ จ.นนทบุรี จ.นครปฐม จ.สมุทรปราการ และ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อให้ประชาชนเตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วมและหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจรที่มีน้ำท่วมขัง และเพื่อเตรียมย้ายที่อยู่ชั่วคราว ส่วน 13 เขตที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำที่ กทม.สำรวจได้แก่ 1.เขตบางซื่อ ได้แก่ ชุมชนพระราม 6 (ฝั่งติดแม่น้ำ) และชุมชนปากคลองบางเขนใหม่ 2.เขตดุสิต ได้แก่ ชุมชนเขียวไข่กา ชุมชนราชผาทับทิมร่วมใจ (เชิงสะพานกรุงธน) ชุมชนซอยสีคาม (ซอยสามเสน 19) ชุมชนปลายซอยมิตรคาม (ซอยสามเสน 13) และชุมชนวัดเทวราชกุญชร (ถนนศรีอยุธยา) 3.เขตพระนคร ได้แก่ ชุมชนท่าวัง ชุมชนท่าช้าง และชุมชนท่าเตียน
4.เขตสัมพันธวงศ์ ได้แก่ ชุมชนวัดปทุมคงคา (ท่าน้ำสวัสดี) และชุมชนตลาดน้อย5.เขตบางคอแหลม ได้แก่ ชุมชนวัดบางโคล่นอก ชุมชนหน้าวัดอินทร์บรรจง ชุมชนซอยมาตานุสรณ์ และชุมชนหลังโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ 6.เขตยานนาวา ได้แก่ ชุมชนโรงสี (ถนนพระราม 3) 7.เขตคลองเตย ได้แก่ ชุมชนสวนไทรริมคลองพระโขนง 8.เขตบางพลัด ได้แก่ ชุมชนวัดฉัตรแก้ว 9.เขตบางกอกน้อย ได้แก่ ชุมชนสันติชนสงเคราะห์ ชุมชนปากคลองน้ำตาล-คลองพิณพาทย์ ชุมชนตรอกวังหลัง และชุมชนดุสิต-นิมิตรใหม่ 10.เขตธนบุรี ได้แก่ ชุมชนปากคลองบางกอกใหญ่ 11.เขตคลองสาน ได้แก่ ชุมชนเจริญนครซอย 29/2 12.เขตราษฎร์บูรณะ ได้แก่ ชุมชนดาวคะนอง และ 13.เขตทวีวัฒนา ได้แก่ ชุมชนวัดปรุณาวาส
มท.สั่งผวจ.จับตาคืนนี้น้ำล็อตใหญ่ทะลักเตรียมอพยพประชาชน
เมื่อเวลา 17.00 กระทรวงมหาดไทย ได้มีการประชุมศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม หรือ ศอส. ในรอบเย็น พร้อมกับรายงานสดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เร็นซ์ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบปัญหาอุทกภัยรวม 20 จังหวัด เพื่อทราบถึงสถานการณ์ล่าสุด และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปริมาณน้ำจำนวนมากที่ปล่อยจากเขื่อนภูมิพลจำนวนกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยมีนายพระนาย สุวรรณรัฐ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทยดำเนินการประชุม
นายพระนาย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมขังขณะนี้ยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากน้ำจากแม่น้ำปิง ที่ปล่อยจากเขื่อนภูมิพล ที่ขณะนี้มีน้ำอยู่เต็มความจุ ที่ 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเขื่อนสิริกิติ์ และแม่น้ำสะแกกรัง อยู่ระหว่างการไหลของน้ำมาบรรจบกันที่ปากน้ำโพ คาดว่า จะมีปริมาณสูงสุดในช่วงกลางดึกคืนนี้ ตั้งแต่เวลา 24.00 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำจะสูงขึ้นมากกว่าเกณฑ์ปกติแต่ละวัน เช่น หากปกติถ้าขึ้นวันละ10 ซม. ในคืนนี้จะขึ้นเป็น 30 ซม.
ดังนั้นอยากให้ผวจ.ทุกจังหวัดที่อยู่ใต้นครสวรรค์ลงมา เพิ่มคันดินให้สูงมากขึ้น และหากไม่สามารถทำได้ทันก็ขอให้วางแผนอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยด่วน เพราะหากน้ำทะลักเข้ามาภายใน 5 - 10 นาที จะเกิดความเสียหายอย่างมาก จึงอยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน เตรียมรองรับสถานการณ์เต็มที่
“ขอให้เตรียมที่พักพิงฉุกเฉินชั่วคราว รองรับระดับน้ำที่สูงขึ้นอย่างฉับพลันมากกว่าเดิม 2-3 เท่าได้ ซึ่งควรจะต้องเตรียมแผนป้องกันเต็มที่ อย่าปล่อยให้ประชาชนโดดเดี่ยวเด็ดขาด ส่วนจังหวัดที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานานอย่าง อุทัยธานี ลพบุรี ชัยนาท อ่างทอง ปทุมธานี ขอให้ผวจ.ช่วยให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ รวมไปถึงการขับถ่ายด้วย เพราะเรื่องความรู้สึกของประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญ อย่าให้มีภาพของคนรอรับของบนถนนนานนับชั่วโมง หรือมีปัญหาถุงยังชีพไม่พอจนออกเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชนมากกว่าเดิม” รักษาการปลัดมหาดไทย กล่าวและกำชับไปยังนายณรงค์ อ่อนสอาด รองผวจ.อยุธยาให้รักษานิคมอุตสาหกรรมไฮเทค และนิคมอุตสาหกรรมโรจนะให้ได้ เนื่องจากพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมประกอบไปด้วยแรงงานเป็นจำนวนมาก หากปล่อยให้น้ำท่วมโรงงาน อาจทำให้เครื่องจักรในโรงงานเสียหาย และทำให้แรงงานจำนวนมากตกงาน ซึ่งอยากให้เสริมคันกั้นน้ำให้แข็งแรงมากขึ้น และมองพื้นที่รับน้ำที่สำคัญ ให้สามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายครั้งใหญ่ได้
หลังการประชุมนายพระนาย ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในขณะนี้ว่า หากพายุดีเปรสชั่นลูกสุดท้ายไม่เข้า สถานการณ์ยังไม่น่าห่วง เพราะจะหมดฝนแล้ว แต่ต้องไปจับตาดูที่พื้นที่ภาคใต้ให้ดี อย่างไรก็ตามแม้จะหมดปัญหาจากน้ำฝนตกลงมา ปัญหายังจะตกอยู่ที่จังหวัดอ่างทอง ลพบุรี ที่ต้องหาวิธีปล่อยน้ำที่กักอยู่ออกไป ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว
เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการสร้างเขื่อนหรือแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำในแต่ละจังหวัด นายพระนาย กล่าวว่าเห็นด้วย เคยนำเสนอไปแล้วใน จ.สิงห์บุรี ซึ่งใช้งบประมาณ 1,500 ล้านบาท การสร้างเขื่อนหรือสร้างแก้มลิง เป็นการแก้ปัญหาระยะยาวที่ดีที่สุด เพราะมีความแข็งแรงกักเก็บน้ำได้เป็นจำนวนมาก แต่ในขั้นตอนการทำอาจจะมีกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้นต้องทำประชาพิจารณ์เสียก่อนเพื่อเลี่ยงปัญหา ให้ได้ข้อสรุปเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในระยะยาวในอนาคต
สตช.เพิ่มแผนช่วยปชช.น้ำท่วมโดยฮ.-พร้อมบินสำรวจถนน
พล.ต.ต.วรเทพ เมธาวัธน์ รอง ผบช.สกบ./รองโฆษก ตร. เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ดนัยธร วงศ์ไทย ผู้ช่วย ผบ.ตร.,พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผบช.สยศ.ตร., พล.ต.ต.ปิยะ สอนตระกูล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ฌาณไชย แกล้วเขตต์การ ผบก.บ.ตร. พร้อมคณะ ได้ออกเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์จาก กองบินตำรวจ ถนนรามอินทรา เขตบางเขน กรุงเทพฯ ไปยัง จว.ลพบุรี เพื่อรับฟังการบรรยายจาก นายฉัตรชัย พรมเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และ พล.ต.ต.ชาติชาย แตงเอี่ยม ผบก.ภ.จว.ลพบุรี ซึ่งได้สรุปสถานการณ์น้ำท่วม การป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตามแผนที่กำหนด การให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชน รวมทั้งการอพยพประชาชนไปยังที่ปลอดภัย และการเตรียมการอพยพประชาชนกรณีฉุกเฉิน
ต่อมาเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังบริเวณเชิงเขาสมอคอน อ.บ้านหมี่ จว.ลพบุรี ซึ่งมีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมอพยพมาอยู่ที่บริเวณเชิงเขา จำนวน 1000 คน มอบสิ่งของทางอากาศโดยการโรยตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจและสิ่งของจากเฮลิคอปเตอร์ลงไปให้กับพี่น้องประชาชนที่รอรับสิ่งของอยู่บนพื้นดิน และหย่อนสิ่งของจากเฮลิคอปเตอร์ลงไปให้กับพี่น้องประชาชนที่ติดค้างอยู่กลางน้ำ ก่อนลงเรือตรวจพื้นที่น้ำท่วมและมอบถุงยังชีพให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย จำนวน 1000 ชุด
พล.ต.ท.ดนัยธร กล่าวว่า ที่เดินทางมาที่ จว.ลพบุรี ในวันนี้ เนื่องจาก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รรท.ผบ.ตร. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย จึงได้มอบหมายให้ผมและคณะเดินทางลงพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในเขตพื้นที่ จว.ลพบุรี นำถุงยังชีพ เสื้อชูชีพ และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ ไปมอบให้กับพี่น้องประชาชน นอกจากนี้เพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดยุทธศาสตร์ในการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับฝ่ายปกครอง โดย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และในส่วนของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการจังหวัดลพบุรี ได้ระดมสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัย
"ผมและคณะได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปตรวจพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมทั้งหมด เพื่อตั้งรับสถานการณ์ และเตรียมการอพยพประชาชนกรณีฉุกเฉิน เพราะระดับน้ำสูงขึ้นตลอด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ในส่วนสำคัญให้การให้ความช่วยเหลือกับประชาชน ได้เน้นย้ำให้ความสำคัญในการช่วยเหลือชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรก ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ถ้าต้องการความช่วยเหลือจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งได้ที่จุดบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด หรือที่ตำรวจภูธรจังหวัด หรือ โทร.191 เพื่อที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ลงไปช่วยเหลือท่านได้อย่างทันท่วงที หรือแจ้งโดยตรงที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจยินดีรับใช้พี่น้องประชาชน" พล.ต.ท.ดนัยธร กล่าว
ผู้ช่วย ผบ.ตร กล่าวอีกว่า ในส่วนของพี่น้องประชาชนที่อพยพมาอยู่บนบริวเณข้างถนน ตำรวจได้เพิ่มความเข้มและเพิ่มมาตรการในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นเป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชน และขอฝากประชาสัมพันธ์ถึงพี่น้องประชาชนว่า หากมีการแจ้งให้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยโดยเร่งด่วน ขอให้พี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือในการอพยพ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของท่าน เพราะน้ำที่เดินทางมานั้น รวดเร็วมาก อาจทำให้ช่วยเหลือได้ไม่ทันท่วงที จะเกิดความเสียหายและความสูญเสียตามมา ดังนั้น จึงขอความกรุณาปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่เข้าไปชี้แนะ ซึ่งทางเราหวังว่าคงได้รับความมมือจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี
สำหรับถนนสายเอเชีย ที่มีน้ำท่วมขัง ไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาโดยรถยนต์ได้นั้น ได้สั่งการให้ตำรวจทางหลวง ตำรวจน้ำ ตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจท้องที่ ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบและหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางสายเอเชีย โดยประชาสัมพันธ์เส้นทางเลี่ยง หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังจังหวัดที่ถูกน้ำท่วม รวมทั้งคอยดูแลอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งจากการบินสำรวจเส้นทางถนนสายเอเชีย ซึ่งถูกน้ำท่วมขังไม่สามารถสัญจรผ่านไป-มาได้ ปรากฎมีรถยนต์ติดค้างบนถนนดังกล่าวเป็นจำนวนมากหลายร้อยคัน
สภารุมซัด“บรรหาร”ญัตติด่วนน้ำท่วมบึงฉวากต้องช่วยรับน้ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา15.00น.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาฯทำหน้าที่ประธานซึ่งได้พิจารณาญัตติด่วน เรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่มี 5 ญัตติโดย ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างอภิปรายแสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่เพื่อนำสู่การแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยนายกุลเดช พัวพัฒนกุล ส.ส.อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าประชาชนหลายจังหวัดได้รับความเดือดร้อนมาก นายพายัพ ปั้นเกตุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยรู้ข้อมูลดี แต่วันนี้ถูกจำกัดข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องมีการถือกุญแจ ล็อกกุญแจกันอย่างไรไม่ทราบ เกี่ยวกับประตูน้ำที่ต้องผันน้ำลงแม่น้ำท่าจีน ขณะที่น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า น้ำท่วมครั้งนี้ประชาชนน่าสงสารกันมากทุกจังหวัด เว้นจังหวัดสุพรรณบุรี
นายพายัพ ปั้นเกตุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่าวันนี้ ถ้าเป็นผู้แทนฯแล้วไม่พูดปัญหาประชาชน จะเป็นไปทำสากกะเบืออะไร ปัญหาเกิดจากประตูน้ำบางโฉมศรีขาด แม้เริ่มมีการซ่อมแล้ว นึกว่า3วันน้ำจะลง แต่ไม่ใช่ ทุกข์เหลือเกิน ตนไม่ได้พูดเรื่องการเมือง แต่ขอกรุณาว่าถ้ากระทรวงเกษตรฯจะให้เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนก็อย่าให้น้ำท่วมถนนสายเอเชีย เพื่อให้ประชาชนได้สัญจรไปมาได้ ส่วนเรื่องการปล่อยน้ำมากมายอย่างนี้ ขอว่าต้องชะลอน้ำ อย่าซ้ำเติมประชาชน ตนไม่ได้พูดให้กระทบกระเทือนคนอื่น แต่วันนี้น้ำเกินบรรจุเขื่อนเจ้าพระยาถึง 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร จังหวัด สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา น้ำท่วมมากเหลือเกิน
“เราอยู่ในสภาเดียวกัน ระยะสั้นขอให้ช่วยกระจายน้ำได้หรือไม่ บริหารจัดการน้ำอย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรม บึงบางบึงต้องมาช่วยกันรับน้ำ กระจายน้ำ หยุดบึงบางบึงที่เอาไว้ให้ดาราว่ายน้ำได้หรือไม่ ขอพูดตรง ๆ ว่าคือ บึงฉวากเพราะไม่อยู่ที่สุพรรณบุรีที่เดียวแต่เชื่อมกับจังหวัดชัยนาทด้วยและมีพื้นที่เป็นแสนไร่ สามารถช่วยเก็บน้ำได้มาก วันนี้เรื่องน้ำ การบริหารจัดการผิดฝาผิดตัว กระทรวงเกษตรฯควรดูเรื่องพืชและการผลิต ส่วนน้ำควรอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯนักการเมืองไม่ว่าอยู่มานาน หรือมาใหม่ ก็รักบ้านเมืองทุกคน คนอยู่มานาน ก็เป็นที่เคารพนับถือ”นายพายัพ กล่าว
นายสหรัฐ กุลศรี ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งของตนก็ท่วม แต่แปลกใจที่ท่วมอยู่อำเภอเดียว ตนได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับทางน้ำจากแม่น้ำท่าจีนที่ไหลมาสุพรรณบุรี จะมีประตูน้ำสามชุกช่วยระบายน้ำ โดยถ้าประตูสามชุกปิด อำเภอเดิมบางนางบวชจะท่วม ส่วนอำเภออื่นๆในสุพรรณบุรีขณะนี้สอบถามแล้ว มีท่วมประปราย อาทิ อำเภอศรีประจัน
สำหรับบึงฉวาก ที่ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้คนไปพักผ่อนหย่อนใจ แต่วิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนไป เดิมชาวบ้านใช้น้ำในบึงฉวากเพื่อการเกษตรได้ แต่วันนี้ทำไม่ได้ ทราบว่าขณะนี้น้ำในบึงฉวาก กำลังเน่า เอาน้ำไปเปลี่ยนก็ได้เพราะบึงฉวากจะช่วยรับน้ำได้เป็นจำนวนมาก เดิมบึงฉวากมีเนื้อที่เป็นแสนไร่ แต่วันนี้มีไม่ถึง เพราะถมเป็นที่ท่องเที่ยว และยืนยันว่าวันนี้ชาวอำเภอเดิมบางนางบวช ไม่อยากได้บึงฉวาก และขอร้องให้เอารั้วลวดหนามออก เพื่อชาวบ้านจะได้ไปเอาน้ำมาใช้ในการเกษตร
ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา อภิปรายว่า วันนี้เป็นห่วงเรื่องความขัดแย้งของประชาชน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กั้นน้ำ สำหรับจังหวัดที่ช่วยป้องกันน้ำท่วม แต่กลับถูกตำหนิว่าเป็นจังหวัดที่น้ำไม่ท่วม วันนี้น้ำท่วมเป็นปัญหาใหญ่ จึงไม่อยากให้เกิดปัญหาในจิตใจประชาชนอีก
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตร จากพรรคชาติไทยพัฒนา ชี้แจงว่า การระบายน้ำเดิมระบายจากเขื่อนเจ้าพระยาอย่างเต็มที่ผ่านตะวันออกลงแม่น้ำป่าสัก ส่วนตะวันตกผ่านแม่น้ำท่าจีน ปริมาณน้ำตะวันตกส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ทั้ง ตลาดร้อยปี อำเภอป่าโมก และหลายอำเภอในจังหวัดสุพรรณบุรีด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางของส.ส.ทั้ง2ฝ่าย จนกระทั่งเวลา 18.45 น. ประธานในที่ประชุมได้สั่งเลื่อนการพิจารณาออกไป และสั่งปิดการประชุม
"วรวัจน์"ระดมทำน้ำหมักจุลินทรีย์แก้น้ำท่วมขัง
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ศธ. จะระดมให้หน่วยงานในสังกัด ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม หากประชาชนมีความต้องการเตนท์ อาหาร ที่อยู่หรือส้วมลอยน้ำ ขอให้ติดต่อมายัง ศธ. ได้ ทั้งนี้ได้สั่งการให้ สอศ. ไปจัดทำตาข่ายเพื่อครอบคันดินในจุดที่ล่อแหลม มีน้ำไหลผ่านจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้คันดินพังจนน้ำทะลักเข้ามาได้ ซึ่งจะจัดทำให้ครอบคลุมทุกจุดที่มีปัญหาน้ำท่วม และพื้นที่ กทม.
นอกจากนี้ยังให้อาชีวะ เร่งนำน้ำหมักจุลินทรีย์เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขังและน้ำเน่าเสีย อย่างไรก็ตามขณะนี้ใกล้เวลาที่นักศึกษาอาชีวะ และมหาวิทยาลัยจะปิดภาคเรียน ดังนั้นจะให้นักศึกษาเหล่านี้ออกค่ายช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม หากชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือ เช่นการทำถนนหรือเรื่องใดก็ตาม ขอให้ประสานไปยังสถานศึกษาที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งนี้ ศธ. ได้ใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาน้ำท่วมไปแล้ว 1,300 ล้านบาท



