น้ำท่วมหรือฝนแล้งคุณจะนึกถึงใคร
น้ำท่วมหรือฝนแล้งคุณจะนึกถึงใคร : กระดานความคิด โดย พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์ http://www.oknation.net/blog/nunrimfar
หลายภาพที่ติดอยู่ในห้องนอนของผม ช่วงที่เรียนมัธยมนั้นส่วนใหญ่มาจากความนิยมชมชอบตามประสาวัยรุ่น แต่พอผมอยู่มหาวิทยาลัยภาพพวกนี้ก็ถูกปลดออกไป เพราะโตขึ้นเริ่มรู้อะไรดีขึ้น เริ่มรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
ส่วนภาพที่เหลืออยู่และติดตัวผมมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะย้ายบ้านไปไหนคือ “ภาพในหลวง” ซึ่งปัจจุบันภาพจางแทบจะมองไม่เห็น เพราะเป็นภาพตัดมาจากหนังสือพิมพ์ นำมาใส่กรอบกระจก และมันผ่านวันเวลามาเกือบ 50 ปีแล้ว แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับผมให้รู้จักทำแต่ความดีเท่าที่ความสามารถจะทำได้ครับ
ตลอดช่วงชีวิตที่ผมเติบโตมาเรื่อยๆ นั้นเป็นห้วงเวลาที่ในหลวงทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนของพระองค์ ท่ามกลางวิกฤติการณ์ของชาตินานาประการ ทั้งภายในและนอกประเทศ ผมจึงเห็นและเข้าใจดีว่า “ในหลวง” ท่านทรงห่วงประชาชนของท่านมากมายขนาดไหนครับ
นอกจากนั้นพระองค์ก็ยังทรงเป็นแบบอย่างนำเรื่อง “ความพอเพียงในการดำรงชีวิต” ถ่ายทอดมาสู่ประชาชน ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ในหลวงไม่ทรงเคยใช้ “ประชานิยม” เลยครับ พระองค์ไม่เคยพระราชทานเงินแก่ราษฎรโดยตรง แต่พระราชทาน “น้ำ”, ถนนหนทาง, ไฟฟ้า, โรงพยาบาล, วิธีปลูกข้าว และพืชพันธุ์ต่างๆ พระราชทานวิธีที่จะมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่แห้งแล้ง หรือดินเค็มได้ จนเป็นที่มาของคำว่า “พ่อค้าให้ปลา พระราชาให้เบ็ด”
สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนที่คิดเป็น ทำเป็น และช่วยเหลือตัวเองได้นั้น จะทำให้ประเทศชาติได้ประชาชนที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคตควบคู่ไป
บางคนเกิดมาช้าเกินไปที่จะรู้ว่าประเทศชาติบ้านเมืองที่อยู่สงบ มีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงมาถึงทุกวันนี้เพราะใคร คนที่เกิดมาช้าไปจึงแบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่คือ (1) พวกที่พ่อแม่สั่งสอนมาดี และ (2) พวกที่พ่อแม่ไม่ได้สั่งสอน หรือสอนแล้วไม่จำ คนจำพวกหลังนี้แม้จะมีจำนวนน้อยมากๆ ในสังคมไทย แต่ก็สามารถทำให้ชาติล่มจมได้ เนื่องจากไม่เข้าใจถึงหน้าที่ของตนเองต่อส่วนรวม ซึ่งจะต้องมีต่อประเทศชาติ แล้วยังคิดจะเอาแต่เรื่องของตัวเองมาเป็นใหญ่เพียงอย่างเดียว
จึงทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยเข้าใจต่อความสำคัญของการมี “สถาบันพระมหากษัตริย์” มากนัก ในขณะที่ทุกประเทศที่เคยมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้วแต่สูญหายไป กำลังโหยหาอยากได้ “สถาบันกษัตริย์” กลับคืนมา เพราะพบว่า “ลัทธิทางการเมืองอะไรก็ตาม” ไม่สามารถยึดโยงประชาชนไว้ด้วยกันเหมือนกับการมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่
สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยนั้น เป็นสถาบันสำคัญที่อยู่เคียงคู่กับความเป็น “คนไทย และประเทศไทย” มาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยมีคุณลักษณะพิเศษ เริ่มตั้งแต่ความสัมพันธ์ของสถาบันกับประชาชน ที่มีลักษณะสืบทอดมาจากรากฐานการปกครองแบบ “พ่อกับลูก” ไม่ใช่แบบ “เจ้าของที่ดินกับผู้อาศัย” หรือแบบ “พระเจ้ากับผู้ที่มาพึ่งพา” หรือแบบ “ผู้นำเป็นเจ้าของทุกอย่าง” การปกครองแบบพ่อกับลูกในอดีต ซึ่งมีทั้งการปกป้อง, การให้ความรัก, การร่วมทุกข์ร่วมสุข และร่วมคิดกับราษฎรอย่างใกล้ชิด จนสืบทอดมาถึงในหลวงองค์ปัจจุบันนี้ ที่นอกจากทรงดูแลพสกนิกรดังกล่าวแล้ว พระองค์ยังทรงวางแบบอย่างที่สำคัญต่อประเทศไทยอีกหลายประการ เช่น
(1) การใช้ “ความพอเพียง” ในการดำรงชีวิต
(2) การทำให้ราษฎร “คิดเป็น ทำเป็น” เพื่อให้ประชาชนของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นคนยากจน หรือร่ำรวย สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี
(3) การเป็นสัญลักษณ์ที่มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีของชาติไทย
เพียง 3 ประการนี้ ก็เพียงพอแล้ว สำหรับคนที่มีเหตุ มีผล คนที่มีพ่อแม่ ปู่ย่าตายายสั่งสอนมา จะรู้ได้ด้วยตนเองว่า “ทำไมเราต้องรักในหลวง”
เวลาที่ “ฝนแล้ง” หรือ “น้ำท่วม” คุณจะนึกถึงใครครับ ถ้าไม่ใช่ “ในหลวง” ที่ทรงเฝ้าติดตามสถานการณ์ของชาติ ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนของพระองค์อยู่ตลอดเวลา ทรงรู้กระทั่งคลองไหนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นเส้นทางถ่ายเทน้ำว่ามีขยะหรือผักตบชวาอุดตันอยู่
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน



