ข่าว

 กรณีนิติราษฎร์ยังไม่จบ

กรณีนิติราษฎร์ยังไม่จบ

06 ต.ค. 2554

กรณีนิติราษฎร์ยังไม่จบ : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

           ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ที่ผ่านมาสองอาทิตย์นั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากอย่างน้อยสองประการ แม้ว่าสิ่งที่เสนอนั้นจะยังไม่ได้รับการปฏิบัติเลยก็ตาม

            ประการแรก ย่อมหนีไม่พ้นการเปิดให้เห็นแรงต้านที่ออกมาเป็นระลอกของบรรดานักกฎหมายที่เข้าร่วมกระบวนการทำรัฐประหารอย่างกระตือรือร้นในรอบที่แล้ว

            จากต้นสัปดาห์ที่แล้วที่เรื่องราวยังเงียบอยู่ จนกระทั่งกลางสัปดาห์ที่แล้วเป็นต้นมาที่แรงกระเพื่อมเริ่มมีมากขึ้น ไล่มาตั้งแต่กองเชียร์หลักอดีตผอ.สำนักข่าวกรอง หรือบรรดาผู้เข้าร่วมกระบวนการปกครองหลังรัฐประหาร โดยเฉพาะในระดับของกระบวนการยุติธรรม และระดับการร่างรัฐธรรมนูญ อาทิ นายกสภาทนายความ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมกระทั่งกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์หลายท่านจากที่อื่น

            เรื่องหลักก็ยังวนเวียนอยู่กับการกล่าวหาซึ่งอาจจะลดโทนลงจากการ "รับงาน" ที่เป็นข้อกล่าวหาหลักจากนักการเมืองในสัปดาห์แรก มาสู่เรื่องของความเคลือบแคลงสงสัยในจิตเจตนาของบรรดานิติราษฎร์ในสองเรื่อง

            หนึ่ง คือสงสัยในแง่ว่าตกลงทำไมจะย้อนไปแค่ผลพวงของการทำรัฐประหารครั้งนี้เท่านั้น ซึ่งข้อกล่าวแย้งข้อนี้น่าสนใจว่า ถ้านิติราษฎร์เขาจะย้อนไปทุกครั้งแล้วฝ่ายแย้งจะมีท่าทีอย่างไร มิพักต้องกล่าวถึงความเข้าใจที่ค่อนข้างสับสนว่าตกลง 2475 นั้นเป็นการรัฐประหารหรือการปฏิวัติ ทั้งที่ในคำปรารภของรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย 10 ธันวาคม 2475 ก็มีการกล่าวไว้ชัดเจนถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของการขอพระราชทาน และเหตุผลที่พระราชทานก็เพราะว่าประชาชนนั้นมีความพร้อมแล้วด้านการศึกษา

            สอง คือเรื่องที่สำคัญมากตรงที่ว่า คณะนิติราษฎร์ถูกกล่าวหาว่ามีปัญหาด้านจริยธรรม ไม่เข้าใจหลักนิติธรรม และหลักประชาธิปไตย ในความหมายที่ว่าไม่ยอมเข้าใจว่าสิ่งที่ตนเองเสนอให้ล้มล้างผลพวงรัฐประหารนั้นจะเป็นการทำให้คนบางคนได้ประโยชน์ (ยิ่งคนนั้นถูกกล่าวหาว่าชั่วด้วย) สิ่งนี้นอกจากขัดกับหลักจริยธรรมทางวิชาการแล้ว ยังไปขัดกับหลักนิติธรรมในเวอร์ชั่นที่มองว่านิติธรรมต้องเท่าเทียมในแง่ที่ว่าจะไปช่วยคนชั่วให้ได้ประโยชน์ไม่ได้ และที่สำคัญคือขัดหลักประชาธิปไตย เพราะไม่ยอมเข้าใจว่าสภาวะก่อนการรัฐประหารนั้นเป็นสภาวะที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย

            ในประการที่สอง ความสำเร็จของคณะนิติราษฎร์นั้นอยู่ที่ตรงที่ทำให้การพูดเรื่องรัฐประหารนั้นเป็นไปได้ และไม่ได้เป็นไปในลักษณะของการโจมตีส่วนบุคคลว่าใครไปรับงานคณะรัฐประหารบ้าง (แต่น่าเสียดายที่คนที่ออกมาโจมตีคณะนิติราษฎร์นั้นไม่มากก็น้อยกลับใช้ข้อโจมตีเรื่องรับงานมาเป็นอาวุธ ทั้งที่ไม่กลัวว่าตนเองนั้นจะโดนโจมตีว่ารับงานเหมือนกัน)

            ในแง่นี้จะเห็นว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารอีกจำนวนหนึ่งกลับเลือกใช้วิธีที่จะยอมรับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ แต่หันมาพูดในแง่ของความเป็นไปได้ และปัดประเด็นไปในแง่ที่ว่ามีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า

            อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าสิ่งที่เราเรียนรู้จากเรื่องกรณีนิติราษฎร์ที่น่าสนใจยิ่งก็คือ ความเข้าใจถึงเรื่องของหลักนิติธรรม ซึ่งจะให้แปลความออกมาอาจจะมีความหมายได้สองแบบ หนึ่งคือ หลักนิติธรรม ในความหมายว่ามี ธรรมะมีความถูกต้องดีงามที่อยู่เป็นแก่นกลางของวิธีคิดทางกฎหมาย และระบบกฎหมาย ในความหมายที่ว่า ความถูกต้องนั้นมาก่อนแล้วกฎหมายเป็นเครื่องมือทำให้ความถูกต้องบังเกิด หรือเราจะเข้าใจว่าหลักนิติธรรมนั้นหมายถึงการปกครองด้วยกฎหมายในสังคมประชาธิปไตยที่ต้องเคารพทั้งกฎหมาย (คือไม่ฉีกกฎหมาย) และให้โอกาสทุกคนอยู่ภายใต้กระบวนการที่ระบุไว้ในกฎหมายเอง ในความหมายที่ว่ากฎหมายนั้นมีที่มาจากประชาชนด้วย

            วัฒนธรรมทางกฎหมายของไทยค่อนข้างจะไปในแบบแรก คือเชื่อว่ากฎหมายนั้นเป็นระบบความจริงและเป็นความถูกต้องด้วยตัวเอง อาจแยกขาดจากประชาธิปไตยได้ บ้างว่าเกิดมาก่อน บ้างว่าประชาธิปไตยนั้นอาจเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถเกิดความยุติธรรมได้ด้วยซ้ำ

            ถกเถียงกันในเรื่องแบบนี้บ้างก็ดีครับ จะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของบ้านเมืองเราครับผม