
มะกันหั่นงบช่วยตปท.ในรอบ20ปี
วิกฤติเศรษฐกิจบีบรัฐบาลสหรัฐ ต้องลดงบช่วยเหลือต่างประเทศเป็นครั้งแรกในรอบสองทศวรรษ หวั่นบั่นทอนขีดความสามารถในการรักษาอิทธิพลที่กำลังหดหาย
5 ต.ค.54 เว็บไซต์หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก และวุฒิสภาที่พรรคเดโมแครตกุมเสียงส่วนใหญ่ ต่างเห็นพ้องให้ตัดลดงบประมาณกระทรวงต่างประเทศ และองค์กรบรรเทาทุกข์ที่เกี่ยวข้อง เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามลดหนี้สินสาธารณะ ซึ่งอาจกระทบการให้ความช่วยเหลือบรรเทาวิกฤติอดอยากในแอฟริกา การบรรเทาทุกข์พื้นที่ประสบภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมปากีสถานหรือในญี่ปุ่น ตลอดจนความช่วยเหลือทางการเมืองและเศรษฐกิจแก่ประเทศประชาธิปไตยใหม่ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
สหรัฐเคยลดความช่วยเหลือต่างประทศอย่างมีนัยสำคัญครั้งหลังสุดในทศวรรษหลังปี 2533 หลังสิ้นสุดสงครามเย็นและการงัดข้อกันระหว่างสองพรรคเพื่อทำงบประมาณสมดุลสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน
ภาวะขัดสนทางการเงินคุกคามนโยบายต่างประเทศที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐ กับนางฮิลลารี คลินตันระบุว่าเป็นพลังอำนาจอันเฉียบคม ซึ่งหมายถึงการใช้การทูตและการพัฒนาเป็นส่วนเสริมแสนยานุภาพทางทหาร ทั้งนี้ แม้งบช่วยเหลือต่างประเทศคิดเป็นเพียง 1% ของงบประมาณโดยรวม แต่ผลกระทบจากการตัดลดงบประมาณ ไม่สามารถคำนวณเป็นสัดส่วนในทางเดียวกัน
ที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศสหรัฐต้องชะลอแผนเปิดสถานกงสุลในอิรักเพิ่ม ให้การสนับสนุนอย่างจำกัดแก่ตูนิเซียกับอียิปต์ ที่ผู้นำเผด็จการถูกพลังมวลชนโค่นล้ม ขณะมีเสียงเรียกร้องให้สหรัฐระดมความช่วยเหลือแก่ประเทศว่าที่ประชาธิปไตยใหม่แบบแผนการมาร์แชลล์ ที่เคยช่วยฟื้นฟูประชาธิปไตยในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่รัฐบาลโอบามาทำได้เพียงเสนอการลงทุนและให้เงินกู้พอประมาณ กระนั้นแผนการนี้ก็ยังชะงักอยู่ในคองเกรส
นางคลินตันกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กระแสตื่นตัวในประชาธิปไตยกำลังเกิดขึ้นในสถานที่หลายแห่งที่ไม่เคยนึกฝันมาก่อน โชคร้ายที่ห้วงเวลาประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของเรา กำลังเผชิญปัญหาท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง
นายจอห์น นอร์ริส อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศและสำนักงานพัฒนาระหว่างประเทศ หรือยูเสด เตือนว่า การลดความช่วยเหลือมากเกินไป อาจทำให้สหรัฐหวนคืนสู่ยุคใส่ใจแต่ในบ้านตัวเองก่อน เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ขณะที่เจเรมี โคนินไดค์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย เมอร์ซี คอร์ปส์ ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ กล่าวว่า การตัดลดงบช่วยเหลือ ไม่เพียงบั่นทอนอิทธิพลสหรัฐ แต่ยังสั่นคลอนจุดยืนด้านศีลธรรมในฐานะประเทศผู้เอื้อเฟื้อในยามที่โลกเผชิญวิกฤติ



