ข่าว

'ประยุทธ์'ชี้'แดง'อย่าจุ้นโผทหาร

'ประยุทธ์'ชี้'แดง'อย่าจุ้นโผทหาร

05 ต.ค. 2554

'ประยุทธ์' ฮึ่ม 'แดง' อย่าจุ้นโผทหาร เตือนทำวุ่นรบ.ยิ่งแย่ ปัดไม่เคยตั้ง'ทายาท' สืบทอดตำแหน่ง แจงจัดโผโตตามลำดับชั้นก่อนเกษียณ ปัดดันเพื่อน ยันไม่เคยใช้พ.ร.บ.กลาโหมสู้กับใคร ลั่นพร้อมโดนเด้งหากไร้ประโยชน์ มั่นใจทำกองทัพเข้มแข็ง

          5 ต.ค.54 เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียกรณีกลุ่มคนเสื้อแดง และญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดือน พ.ค.2553 มาประท้วงหน้ากองทัพบกเพื่อต่อต้านการแต่งตั้งนายทหารที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมว่า อยากถามว่า กลุ่มนี้เกี่ยวข้องหรือเป็นคณะกรรมการปรับย้ายฯ หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เกี่ยว ตนไม่ได้ฟังว่าเขาพูดอะไร แต่อย่าละเมิดคนอื่น ทำอะไรก็อย่าให้เดือดร้อน 

          ทั้งนี้ไม่กังวลว่า การเมืองจะนำประเด็นนี้ไปสู่การแก้ไข พรบ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม 2551  และขอให้ไปดูความเป็นมาว่า ทำไมต้องมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอให้เห็นใจเพราะทหารมีภารกิจคนละอย่าง ถ้าเกิดสงครามขึ้นมา ก็ต้องจำเป็นที่ต้องสั่งกำลังพลไปรบ เหมือนสั่งเขาไปตาย จะตายหรือไม่ก็ไม่รู้ จะชนะหรือแพ้ก็ไม่รู้เช่นกัน ถ้าตั้งคนไม่ได้ หรือสั่งกันไม่ได้จะทำอย่างไรและการจะมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาต้องมีเหตุผล และ หลักการ ที่ผ่านมายังไม่เห็นอะไรเสียหาย

          “ การปรับย้ายครั้งนี้ยังไม่ได้ใช้ พ.ร.บ.มาทำอะไร เพราะพูดจากันเองรู้เรื่อง  สื่อเอาไปลงว่าผมจะเอา พรบ.ไปสู้ ซึ่งผมไม่เคยสู้กับใครเลย เป็นเรื่องของแต่ละหน่วยแต่ละเหล่าทัพปรับขึ้นมาส่งเข้าที่ประชุม ไม่มีความขัดแย้งกัน พ.ร.บ.นี้ไม่ได้มีเอาไว้สู้กัน  แต่มีไว้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ปกติเรามีอำนาจการบังคับบัญชา และ ให้เกียรติกันอยู่แล้ว เรามีผู้บังคับบัญชาสองระดับคือผู้บังคับบัญชา

          โดยตรงและตามลำดับชั้น การจะปรับหรือแต่งตั้งอะไรก็ตามต้องมีคุณธรรม และหลักธรรมาภิบาล อย่ามาใช้คำว่าแต่งตั้งทายาท ผมไม่มีทายาทกองทัพ ทายาทของผมมีสองคนคือลูกสาว เพราะกองทัพไม่ใช่ของผม และที่ตั้งใครมาก็ตั้งด้วยความเหมาะสม และดูการทำงานตลอดระยะเวลาที่รับราชการ ที่ไปวิจารณ์ว่าผมตั้งแต่เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 12 เข้ามาจำนวนมากนั้น อยากเรียนว่า เขารับราชการมากว่า 30 ปีแล้ว จะไม่ให้เป็นใหญ่เป็นโตเลยหรือ และอีก 2 ปีก็จะเกษียณอายุราชการกันหมดแล้ว ก็เติบโตกันมาตามลำดับในแท่งของเขา  ซึ่งมีทั้งหมด 16 -17 เหล่า ไม่ใช่มีเหล่าเดียวที่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนตั้ง เขามีสายงานของเขา คำสั่งนี้ก็มีทุกรุ่นไม่เฉพาะรุ่น 12 เพื่อนผมอย่างเดียว รุ่น 13, 14 ซึ่งเกษียณพร้อมกันหรือใกล้ ๆ กัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การเคลื่อนไหวต่างๆ ตนไม่อยากไปขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น ประเด็นวันนี้ คือ ต้องการให้บ้านเมืองก้าวผ่านปัญหาต่างๆ ได้ดีก่อน การจะต้องมี หรือไม่มีพรบ. รวมทั้ง การแต่งตั้งจะเป็นอย่างไร ก็ให้ดูจากที่เขาทำงานหรือควบคุม และทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้หรือไม่ จะมาพูดว่าคนนั้นถูกคนนี้ผิด ก็ต้องไปว่ากันในกระบวนการยุติธรรม ขอร้องอย่ามากดดัน เพราะกดดันกันไม่ได้ ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน จะเห็นว่ากองทัพทำงานมาตลอด ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็เป็นกลไกอยู่แล้วในการทำหน้าที่ หนักใจอย่างเดียวคือทำอย่างไรจะให้ประชาชนคลายความเดือดร้อนได้บ้าง เพราะมันเยอะจริง ตนก็ไม่อยากขัดแย้ง  หรือโต้แย้งกับใคร

          “ การเป็นผู้บังคับบัญชาคนจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ถ้าเป็นให้ยาก มันก็ยาก ถ้าจะเป็นให้ง่ายก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ก็ตั้งพวกตัวเองเอาไว้เป็นหลัก และที่บอกว่าต้องมีทายาทนั่นไม่จำเป็น เพราะผมไม่ได้ปิดบังใคร เป็นเรื่องของความโปร่งใส ใครมีความสามารถ มีโอกาสเขาก็ได้เป็นต่อไป  กองทัพไม่ใช่ของใคร แต่เป็นของประชาชน 60 ล้านคน ถ้าเอากองทัพมาเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ก็เสียหาย ขอร้องว่า การที่ตั้งกันเอง เขาทำได้ดี เพราะเขารู้ว่าใครเป็นอย่างไร และกองทัพจะเดินทางไปข้างหน้าอย่างไร ไม่มีทายาท ไม่ใช่ทายาท เป็นเรื่องของกองทัพทั้งสิ้น ดีหมดทุกรุ่นและเป็นไป

          ตามระยะเวลา หากมีอะไรที่ไม่เหมาะสมขอให้บอก เพราะรับฟังอยู่แล้ว อย่าให้เป็นประเด็นโต้แย้งกัน เพราะไม่ใช่ประเด็นขัดแย้งและเราก็ไม่ได้ขัดแย้งกับรัฐบาล ที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้เพราะเป็นระบบงาน  ส่วนหากสภาฯมีมติให้แก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม 2551 ก็ว่ากันไป  แต่ที่ผ่านมากว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้จะผ่านไปได้ก็ใช้เวลาพอสมควร เหตุผลมันมีก็ไปว่ากันภายในเหมือนกัน ถ้าใครที่คิดและยอมรับทหาร ว่าเราเป็นองค์กรที่มีความยุติธรรม  ความโปร่งใสพอสมควร ก็ดูแลทหารด้วยก็แล้วกัน  เพราะไม่รู้จะพูดอะไรอย่างอื่น”ผบ.ทบ.กล่าว

          เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ ถ้าไม่มี พ.ร.บ.ฉบับนี้ อาจเป็นช่องโหว่ให้เด้งท่านออกจากตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ถ้าผมไม่ทำประโยชน์ ก็ย้ายผมได้ แล้วผมทำประโยชน์หรือเปล่า ผมทำดีหรือไม่ ผมนำพากองทัพดีหรือไม่ กองทัพอ่อนแอหรือเปล่า ถ้าหากทำให้กองทัพอ่อนแอ ก็คงต้องโดนลงโทษ แต่ผมคิดว่ากองทัพก็ยังเข้มแข็งอยู่ในการทำงาน ทำหน้าที่

          แต่ประเด็นก็คือปัญหาของประเทศมีมากจนแก้ไขยากและก็จะยิ่งยากขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าทุกคนช่วยกันสงบและจะทำอย่างไรรวมน้ำใจกันเป็นหนึ่งเดียว รวมถึงแก้ไขปัญหาทีละปัญหาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภาคใต้ ชายแดน น้ำท่วม และใช้กลไกปกติในการแก้ไขปัญหาก็แก้ไขได้ แต่ถ้าทะเลาะเบาะแว้งกันไป ว่ากล่าวกัน ขัดแย้งกันไป ประท้วงกันไป ผลเสียก็ตกอยู่กับรัฐบาลทั้งสิ้น  ”

 ส่วนกังวลหรือไม่ว่า ทหารจะถูกโจมตีจนทำให้กดดันและออกมาทำปฏิวัติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แล้วใครจะทำปฏิวัติ อยากถามว่าผบ.ทบ.มีกี่คน มีคนเดียวใช่ไหม กองทัพก็มีกองทัพเดียวแต่ถ้าคุมกำลังก็คือกองทัพบก  เขาก็ทำงานกันไป  ไม่เห็นจะมีใครมาตั้งหน้าตั้งตาปฏิวัติ  นึกว่ามันง่ายนักหรือไง  ปัญหาของประเทศมีอยู่มาก ก็ต้องช่วยกันแก้ไข  ถ้ามัวแต่ขัดแย้งกัน แต่งตั้งกันไปแต่งตั้งกันมา  ก็ไม่ต้องแก้อะไร ทะเลาะกันเสียก่อน  ไม่เห็นเกิดประโยชน์เลย บ้านเมืองต้องไปข้างหน้า และเราก็พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว ผบ.ทบ.ทำดีที่สุดแล้ว

 

“กิตติพงษ์”ทวิตพร้อมร่วมมือ “ปคอป.”


          นายกิตติพงษ์  กิตยารักษ์  ปลัดกระทรวงยุติธรรม และกรรมการคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) เปิดเผยข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวโดยระบุถึงการตั้งคณะกรรมการประสานงานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคอป. (ปคอป.)ที่มีนายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ์ เป็นประธานว่า นับเป็นสิ่งที่ดี และคอป.พร้อมจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบต่างๆทุกฝ่ายที่เคยทำงานใกล้ชิดและเคยให้ข้อมูลกับคอป.  โดยในสัปดาห์หน้าคอป.จะจัดการประชุมกับผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายโดยจะเชิญคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งมาร่วมด้วย  นอกจากนี้คอป.กำลังประสานงานในการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องนี้

 
ศิษย์เก่ามธ.แถลงการณ์โต้"สุรพล-สมคิด"


          เมื่อเวลา 10.00 น.  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ศิษย์เก่า มธ.จำนวนกว่า 100 คนตั้งโต๊ะออกแถลงการณ์ "ชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นทุกวัยจากอดีตสู่ปัจจุบัน" เพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหาร มธ. ยุติการสนับสนุนระบอบเผด็จการ พร้อมขึงป้ายผ้าขนาดยาว โดยมีข้อความว่า อาทิ  "ชาวมธ.ทุกรุ่นขอนับไล่สมุนเผด็จการ สมคิด...สุรพล ต้องออกไปให้พ้นมธ." และ "มธ.ไม่ใช่แหล่งมั่วสุมของสมุนเผด็จการ"เป็นต้น รวมทั้งยังนำพวงหรีด "ต่อต้านอธรรมศาสตร์" เพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อผู้บริหาร มธ.ด้วย

          นายสายัณห์ สุธรรมสมัย ศิษย์เก่ามธ.รุ่น 2511 อ่านแถลงการณ์ว่า หลายปีที่ผ่านมาไม่นานนี้ ชาวธรรมศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบันจำนวนมาก ต่างไม่พอใจกับการแสดงออกของผู้บริหารมหาวิทยาลัยยุคหลังนี้ ที่มีต่อสภาพสังคมการเมืองของประเทศ ตั้งแต่ยุค นายสุรพล นิติไกรพจน์ จนถึงนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีคนปัจจุบัน บุคคลกลุ่มนี้ได้แสดงออกอย่างน่ารังเกียจต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศ ร่วมสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม

  
          ขณะเดียวกัน นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการห่งชาติ (นปช.) ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก กล่าวว่า ตนในฐานะศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มธ. ปี 2510 มาร่วมลงชื่อในครั้งในฐานะสมาชิก มธ.เท่านั้น จึงต้องการเลี่ยงภาพที่เป็นแกนนำนปช. โดยขอยืนยันว่าจิตวิญญาณ มธ.คือการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ดังนั้นจะพิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ มธ.และจะปกป้องเทิดทูนพิทักษ์รักษาเกียรติภูมิอันสูงส่งของนายปรีดี ผู้ก่อตั้งมธ.และรัฐบุรุษอาวุโส


          นอกจากนี้ในการออกแถลงการณ์ ยังมีนายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช.เข้าร่วมทำกิจกรรมด้วย ส่วนศิษย์เก่า มธ.หลายคนที่ร่วมลงชื่อในจดหมายถึงสภามธ. อาทิ นายธงชัย วินิจจะกุล ศิษย์เก่ามธ. 2517 นายสมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายก อมธ. 2518 นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช  กรรมการ อมธ. 2516 และอดีต รมว.คลัง เป็นต้น ศิษย์เก่า มธ.ยังเรียกร้องให้ศิษย์เก่าทุกรุ่นร่วม ลงนามสนับสนุนในเว็บไซต์ www.tudemoc.com  จากนั้นเวลา 11.00 น. ศิษย์เก่ามธ.ได้เดินเท้าไปยังลานอนุสาวรีย์ปรีดีเพื่อทำพิธีขอขมานายปรีดีที่ไม่สามารถปกป้องมธ.จนมีศิษย์เก่าร่วมรับใช้คณะรัฐประหาร แล้วจึงยุติการทำกิจกรรม


"กฤษณา” ยันทำตามหน้าที่ไม่ได้แทรกแซงสื่อ


          น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกเงา เตรียมยื่นถอดถอนน.ส.กฤษณาโดยระบุว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 270 กรณีการแทรกแซงแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอสมท.ว่า ไม่เป็นอะไร ยืนยันว่าตนทำตามอำนาจหน้าที่ในฐานะที่กำกับดูแลสื่อ นอกจากนี้ยังส่งให้นายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดูแล้วด้วยว่าสามารถทำได้หรือไม่ รวมทั้งทีมกฎหมายของสำนักนายกรัฐมนตรีก็ดูหลายรอบแล้ว ดังนั้นจึงมั่นใจว่าไม่ได้เป็นการแทรกแซงสื่ออย่างแน่นอน


สรรหาเลขากกต.ยังไม่ได้สเปกสั่งคณะอนุฯปรับแก้ไขบางส่วน


          ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นายเกรียงศักดิ์ วัฒนวรางกูร ประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการสรรหาและตรวจคุณสมบัติบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง  กล่าวว่า  ที่ประชุม กกต. ได้พิจารณาร่างประกาศรับสมัครที่คณะอนุกรรมการฯ เสนอแล้ว   เมื่อวันที่ 4 ต.ค. โดยที่ประชุมกกต.เห็นชอบในหลักการที่คณะอนุฯเสนอมา แต่มีข้อสังเกตบางประการให้คณะอนุกรรมการฯ รับไปแก้ไข แล้วเสนอ กกต. พิจารณาในสัปดาห์หน้า สำหรับคุณสมบัติโดยทั่วไปของผู้สมัครคงเป็นไป ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550  คือต้องเป็นผู้มีความเป็นกลางทางการเมือง มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีสัญชาติไทย และอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ และคุณวุฒิ ประสบการณ์และความสำเร็จด้านการบริหารตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ส่วนคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และข้อกำหนดอื่นๆ นั้น จะได้เผยแพร่ให้ทราบต่อไปหลังจากที่ประธานกรรมการการเลือกตั้งลงนาม ในประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว

        นายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ หากผู้ที่สนใจจะลงสมัครเลขากกต.ควรเตรียมเอกสารหลักฐาน   และเตรียมความพร้อมไว้ โดยคาดหวังว่าจะมีผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกจำนวนมากพอสมควร เพราะตำแหน่งเลขาธิการกกต.ถือเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญ และอยู่ในความสนใจของประชาชนซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งจะได้มีโอกาสใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารอย่างเต็มที่


ยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายของผู้สมัครส.ส.พบผู้สมัครแบบแบ่งเขตไม่มายื่น 5คน


          นายธนิศร์  ศรีประเทศ รองเลขากกต. ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ  กล่าวถึงการยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมาของผู้สมัครทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจากทุกพรรคการเมือง ว่า  ผู้สมัครและพรรคการเมืองทั้งที่ได้รับเลือกตั้งและไม่ได้รับเลือกตั้ง ซึ่งมีผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งสิ้นจำนวน 2,402 คน และพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อทั้งสิ้น  40 พรรคการเมืองซึ่งมีหน้าที่ต้องยื่นแสดงค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งต่อ กกต. ภายใน 90 วัน หลังจากวันเลือกตั้ง ซึ่งในครั้งนี้ครบ 90 วันหลังวันเลือกตั้งในวันเสาร์ที่ 1 ต.ค. 2554 ผู้สมัครและพรรคการเมืองจึงสามารถมายื่นบัญชีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งได้ ถึงวันจันทร์ที่ 3 ต.ค. 2554   ซึ่งจากข้อมูลการยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งซึ่งจังหวัดต่างๆ ได้แจ้งมายังส่วนกลางอย่างไม่เป็นทางการ  พบว่า มี ผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนทั้งสิ้น  375 เขต มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 2,402 คน  มายื่นค่าใช้จ่ายภายในวันที่  3  ต.ค. 2554 จำนวนทั้งสิ้น  2,397 คน ไม่มายื่นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จำนวน  5  คน ซึ่งเป็นผู้สมัครในจังหวัดต่างๆ คือ จ.ตรัง จ.นครศรีธรรมราช และจ.เพชรบูรณ์ จังหวัดละ 1 คน  ส่วนจ.หนองคายมีผู้สมัครที่ไม่มายื่นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ถึง 2 คน  ซึ่งทั้ง 5 คน ทางจังหวัดกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงสาเหตุแห่งการไม่มายื่นเพื่อเสนอมาให้ กกต.พิจารณาวินิจฉัยต่อไป

          นายธนิศร์  กล่าวต่อว่า  ส่วนพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ มีทั้งหมด  40  พรรค มายื่นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือภายในวันที่  3 ต.ค.  จำนวน  39 พรรค มีเพียง  1 พรรคที่ยังไม่มายื่น คือพรรคไทยพอเพียง  ส่วนกรณีการไม่ยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด มีโทษอย่างใดนั้น ตามมาตรา 143  แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ บัญญัติโทษไว้ว่า “ ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองผู้ใดไม่ยื่นรายการค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งต่อคณะ กรรมการการเลือกตั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด  5  ปี”