ข่าว

แดงเทียม กับคนกรุง

แดงเทียม กับคนกรุง

06 ต.ค. 2554

ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : แดงเทียม กับคนกรุง โดย..พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

         วันที่ 6 ตุลาคม เมื่อ 35 ปีที่แล้วคนไทยจำนวนมากต้องมีชีวิตหักเห ต้นเหตุคือ “ความคิดและความรู้เรื่องการเมืองที่ต่างกัน” และหลังจากจบเสร็จสิ้น “การแตกหักทางการเมือง” ไปแต่ละครั้ง สังคมไทยก็ทำตัวเหมือนกับภาพยนตร์อวสาน ไม่มีใครเคยคิดจะหาเหตุผลของความผิดพลาดเพื่อเอามาศึกษา

         นักศึกษาปัญญาชนที่เรียนจบแล้วก็ออกสู่ระบบของสังคม ทำตัวแบบเดียวกับที่ตนเองเคยก่นด่าว่าเอาไว้ บ้างก็อาศัยชื่อเสียงที่สังคมเคยมอบให้ก้าวเข้าไปสู่วังวนอุบาทว์ทางการเมือง หรือบ้างก็หันไปสู่ระบบอุปถัมภ์เพื่อก้าวข้ามชนชั้นไปสู่ความเหลือกินเหลือเก็บ

         สามสิบกว่าปีผ่านไปประชาชนไทยต้องมาแบ่งแยกกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะแทนที่นักการเมืองและนักวิชาการผู้อ้างแอบจะทำตัวเป็นผู้รับใช้ประชาชน กลับปลุกปั่นให้ประชาชนออกหน้ามาปกป้องพวกพ้องของตนเอง ยิ่งประชาชนแบ่งแยกสีแบ่งแยกฝ่ายกันอย่างโจ่งแจ้ง ราวกับจะไม่ยอมอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันได้มาก ก็ยิ่งเป็นที่พอใจแก่นักปลุกปั่นเพื่อหวังผลเหล่านั้น

         ทั้งประชาชนและนักการเมืองต่างก็กล่าวอ้างว่า อีกฝ่ายหนึ่งที่เห็นต่างกับฝ่ายของตนเองเลวและโง่ ในขณะที่ฝ่ายของตนเองดีดุจดั่งเทพห้ามมิให้ใครแตะต้อง ช่องว่างจึงถูกถ่างออกกว้างไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังระหว่างคนกรุงกับคนบ้านนอก โดยที่แม้ต่างฝ่ายต่างพูดว่าพร้อมจะปรับเข้าหากัน แต่การกระทำกลับซ้ำเติมกันและกันอยู่ทุกวี่วัน

         คำว่า แดงเทียม ถูกยกมาพูดกันบ่อยครั้งจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งในความเป็นจริงย่อมรู้กันดีว่าแดงเทียมนั้นมีจริง เพราะในกลุ่มคนเสื้อแดงมิได้หมายความว่าทั้งหมดมีความเห็นทางการเมือง และความนิยมในระบอบและตัวบุคคลเหมือนกัน แต่ที่เข้าร่วมกันเพียงแค่เพราะถูกผลักไสให้มีกลุ่มสังกัดเท่านั้น           

         เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการ “จุดติดง่าย” ในการชักจูงของคนเสื้อแดงก็คือ “ความเป็นคนพวกเดียวกันที่ถูกกระทำหรือถูกดูหมิ่นถิ่นแคลน” นั่นเอง หรือจะบอกว่าเกิดจากด้อยในเชิงจิตวิทยามวลชนของฝ่ายตรงข้ามก็คงว่าได้ ตัวอย่างเช่นเรื่องน้ำท่วมที่เกิดซ้ำซากมาทุกปี  

         ถ้าฝ่ายตรงข้ามกับเสื้อแดงอันหมายถึงประชาธิปัตย์ และคนกรุงเทพฯ ระดับปัญญาชนมองปัญหานี้ให้เห็นชัดจะพบว่า พวกตนเองนั่นละที่ทำให้คนเสื้อแดงรวมตัวกันง่ายและมีจำนวนมากขึ้น เพราะทุกครั้งที่น้ำท่วมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ผู้ว่าฯ กทม. ทุกคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่มาจากฝั่ง ประชาธิปัตย์ มักจะออกมาอวดโม้ถึงความสามารถในการป้องกันน้ำท่วมกรุง            

         ท่ามกลางเสียงกระหึ่มว่าปล่อยให้น้ำท่วมบ้านนอกเพื่อให้คนกรุงเสพสุข แต่คนกรุงและผู้ว่าฯ กทม. ทุกคนกลับไม่ตระหนัก แทนที่ กทม. จะเอาหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และเครื่องมือที่มีความพร้อมกว่าต่างจังหวัด ออกไปช่วยเยียวยาและร่วมแรงเพื่อแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้ทอดทิ้ง ไม่ได้หนีเอาตัวรอด เช่นเดียวกันคนที่มีบ้านรั้วชิดติดกันจะพึงกระทำการช่วยเหลือกันและกัน แต่กลับทำตัวเป็นคนแล้งน้ำใจ แถมหลายครั้งทับถมเยาะเย้ยถากถางด้วยซ้ำ   

         เพียงแค่ตัวอย่างเรื่องนี้ก็เห็นได้ว่า ทำไมจังหวัดเหล่านั้นประชาธิปัตย์ถึงไม่ได้คะแนนเสียงแม้แต่น้อย และทำไมพื้นที่เหล่านั้นจึงมีคนเสื้อแดงมากเหลือเกิน เป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะเขาคิดว่าอยู่คนละพวกกับคนเมืองกรุง จึงต้องทำทุกอย่างที่ไปคนละแนวทางกับคนเมืองกรุง        

         ดังนั้น หากไม่พยายามแยกแดงเทียมหรือแดงที่มีกรอบความคิดต่างกัน ออกจากแดงกลุ่มใหญ่ให้ลดขนาดลงมาเป็นกลุ่มย่อยตามความในใจของแต่ละกลุ่ม ปัญหาการแบ่งแยกระหว่างคนกรุงสีฟ้า สีเหลือง หรือสีใดๆ ก็ตาม กับคนต่างจังหวัดเสื้อแดงก็ไม่มีวันก้าวเข้าสู่ความปรองดองได้อย่างแน่นอน เพราะอีกฝ่ายหนึ่งมีกลุ่มก้อนมวลชนที่มากกว่า จนทำให้คิดว่าฝ่ายตนเองเป็นต่อจนไม่ยอมนั่งลงเจรจาต่อรองนั่นเอง