
เตือน19จว.อีสาน เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน
ปภ.เตือน 19 จังหวัดอีสาน เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 5 - 8 ต.ค.นี้
5 ต.ค.54 นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า จากการตรวจติดตามภาวะอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า พายุโซนร้อนนาลแก ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นแล้ว และคาดจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน และอ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย ส่งผลให้ทั่วทุกภาคของประเทศมีฝนตกชุกและฝนตกหนักบางพื้นที่ในช่วงวันที่ 5 - 8 ต.ค.นี้
นายวิบูลย์ กล่าวต่อว่า จึงขอเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณที่ราบต่ำริมน้ำ ที่ลาดเชิงเขา และใกล้ทางน้ำไหลผ่านในพื้นที่ 19 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ บึงกาฬ หนองคาย อุดรธานี สกลนคร เลย หนองบัวลำภู นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี ศรีษะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เตรียมรับมือภาวะฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง คลื่นสูง 2 - 3 เมตร ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วง 2 - 3 วันนี้
"ปภ. ได้สั่งกำชับให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าว จัดเจ้าหน้าที่ทั้งมิสเตอร์เตือนภัย อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) และทีมกู้ชีพกู้ภัย เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง จัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์และยานพาหนะให้พร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตรวจสอบสภาพคันกั้นน้ำ เขื่อนและฝายให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง รวมถึงเร่งประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยรับทราบเพื่อเตรียมการป้องกันและระมัดระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในระยะนี้ด้วย" นายวิบูลย์ กล่าว
น้ำมูลหนุนสูงปนเปื้อนสารเคมีปลากระชังตายวันละ300ตัว
สถานการณ์น้ำในลำน้ำมูลที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องวันละ 15 - 20 เชนติเมตรช่วงตลอด 3 วันที่ผ่านมา เนื่องจากน้ำเหนือที่ถูกปล่อยจากเขื่อนทางจังหวัดนครราชสีมา ทั้งน้ำในลำน้ำสาขา และคลองธรรมชาติ ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุฝนอย่างต่อเนื่อง ได้ไหลมาสมทบลงลำน้ำมูล จนล่าสุดได้เอ่อล้นตะลิ่งไหลเข้าท่วมไร่นาของเกษตรกรที่ อ.สตึก ในหลายตำบลเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในระหว่างการสำรวจพื้นที่เสียหาย ยิ่งไปกว่านั้นปริมาณน้ำที่สูงขึ้นและไหลเชี่ยว ยังได้ส่งผลกระทบกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชัง ตำบลท่าม่วงกว่า 30 ราย ทำปลาของเกษตรกรที่เลี้ยงไว้เริ่มเป็นจุดแดงมีบาดแผลตามตัว คล้ายเป็นโรคระบาดทยอยตายรายละ 2 - 300 ตัวต่อวัน
ด้านเกษตรกรต่างก็เชื่อว่าสาเหตุที่ปลาตายในครั้งนี้ อาจเนื่องมาจากน้ำที่ไหลมารวมในลำน้ำมูลได้ชะล้างเอาน้ำเสีย สิ่งปฎิกูล จากพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงสารเคมีจากไร่นาของเกษตรกรมารวมกันทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้ตายได้ กรณีดังกล่าวจะส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนในการเลี้ยงปลาในกระชังที่ต่างก็ลงทุนรายตั้งแต่ 100,000 - 500,000 บาท เกษตรกรร่วม 10 รายต้องชะลอการเลี้ยงหันไปรับจ้างและทำอาชีพอื่นแทน จนกว่าระดับน้ำจะกลับคืนสู่สภาวะปกติ
ด้านนายเปี่ยม เยี่ยมรัมย์ อายุ 65 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังบ้านท่าเรือ ต.ท่าม่วง อ.สตึก กล่าวว่า น้ำที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาตลอด 3 วัน ส่งผลให้ปลาเป็นจุดแดงและเป็นแผลตามตัวคล้ายโรคระบาด ได้ทยอยตายวันละกว่า 200 ตัว เชื่อว่าอาการป่วยของปลาน่าจะเกิดจากสารเคมีที่ถูกชะล้างไหลมากับน้ำ ถึงแม้จะให้ยาแต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ เชื่อว่าการเลี้ยงปลาครั้งนี้จะทำให้ขาดทุนอย่างแน่นอน โดยครั้งนี้ได้ลงทุนไปกว่า 500,000 บาท ซึ่งตนพร้อมที่จะจับขายก่อนกำหนดแต่ไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ เพราะหลายพื้นที่น้ำท่วมชาวบ้านจึงพากันไปจับปลาจากแห่ลงน้ำ ไปรับประทานทำให้ปลาเลี้ยงในกระชังไม่สามารถขายได้ ถึงแม้จะมีราคาต่ำก็ตาม
นอกจากนี้ น้ำในลำน้ำมูล ยังได้ล้นตะลิ่งทะลักเข้าท่วมนาข้าวของเกษตรที่กำลังออกรวงใกล้เก็บเกี่ยว ในเขตพื้นที่ อ.สตึก ขยายเป็นวงกว้างใน 5 ตำบล มี ต.สตึก ทุ่งวัง ร่อนทอง ดอนมนต์ และ ต.หนองใหญ่ หลายพันไร่ เสียหายสิ้นเชิงแล้วกว่า 1,000 ไร่ เกษตรบางส่วนได้เร่งเกี่ยวข้าวที่จมน้ำแม้จะยังไม่สุกเต็มที่ นำไปตากตามลาน และริมถนน เพราะเกรงว่าหากปล่อยไว้ข้าวที่ถูกน้ำท่วมจะเน่าตายเสียหายทั้งหมด ซึ่งขณะนี้น้ำในลำน้ำมูลยังมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางด้านเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ถูกน้ำท่วมเสียหาย ได้ร้องขอให้ภาครัฐเร่งเข้ามาสำรวจช่วยเหลือ ชดเชยค่าเสียหายไร่ละไม่น้อยกว่า ที่จ่ายชดเชยส่วนต่างในโครงการประกันรายได้ และแจกจ่ายพันธ์ข้าวให้เกษตรกร เพื่อนำไปเพาะปลูกข้าวนาปรัง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะในปีนี้เกษตรกรบางรายไม่มีข้าวที่จะนำไปเข้าร่วมโครงการรับจำนำของรัฐบาล ถึงแม้จะรัฐบาลจะกำหนดราคารับจำนำไว้สูงถึงตันละ 20,000 บาท สูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ลำน้ำมูลได้ล้นตลิ่งเอ่อท่วมพืชไร่ และนาข้าว ใน 4 อำเภอ มี อ.คูเมือง แคนดง พุทไธสง และ อ.สตึก ซึ่งอยู่ติดริมน้ำมูลแล้วกว่า 10,000 ไร่ ความเสียหายอยู่ในระหว่างการสำรวจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ส่วนนายแปลก ฉลาดดี อายุ 60 ปี เกษตรกรบ้านโนนมะงา ต.สะแก อ.สตึก กล่าวว่า ตนได้ปลูกข้าวทั้งหมด 12 ไร่ ซึ่งกำลังออกรวงใกล้สุกได้ถูกน้ำท่วม เก็บเกี่ยวได้ทันไม่ถึง 2 ไร่ นอกนั้นจมน้ำเสียหายทั้งหมด และปีนี้คงไม่มีข้าวไปเข้าร่วมโครงการรับจำนำ จึงอยากร้องขอให้ภาครัฐเข้ามาสำรวจ และจ่ายชดเชยค่าเสียหาย พร้อมแจกจ่ายพันธุ์ข้าวเพื่อไปทำนาปรังชดเชยข้าวที่เสียหายจากน้ำท่วมดังกล่าวด้วย ซึ่งในหมู่บ้านโนนมะงาข้าวของเกษตรกรได้ถูกน้ำท่วมแล้วกว่า 1,000 ไร่ คาดจะเสียหายทั้งหมด และปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้วที่ถูกน้ำมูลเอ่อท่วมเสียหาย
เตรียมรับมือนาลแกเข้าพื้นที่
นายภูวนิตย์ ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลิ้นฟ้า พร้อมผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านกว่า 200 คน ร่วมกับ นายไพฑูรย์ ไชยภูมิสกุล ผู้อำนวยการชลประทานจังหวัดศรีสะเกษ ระดมกรอกกระสอบทราย เสริมกระสอบทรายเพิ่มเติมเป็นชั้นที่ 3 และ 4 หลังพบปริมาณน้ำมูลหนุนสูง ไหลท่วมคันแนวกระสอบทรายเดิมท่วม ทางหลวงชนบทเส้น ศก 5009 สายศรีสะเกษ - อำเภอยางชุมน้อย เป็นระยะทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนเชื่อระหว่างอำเภอกับจังหวัด เป็นสายหลัก
โดยก่อนหน้านี้ได้ทำการปิดกั้นแนวกระสอบทรายเดิมแล้วครั้งหนึ่งแต่ต้านทานกระแสน้ำไม่ไหวทำให้แนวกระสอบทรายพัง และต้องเร่งเสริมกระสอบทรายเพิ่มอีกในวันนี้ แล้วยังไม่มีการช่วยเหลือจากเจ้าของถนนซึ่งเป็นของกรมทางหลวงแต่อย่างใด ชาวบ้านจึงต้องระดมมาช่วยกันก่อนในเบื้องต้น เพื่อให้เด็กนักเรียน เกษตรกรนนำผลผลิตออกสู่ตลาดในเมืองได้ทุกวัน
ด้าน นายไพฑูรย์ ไชยภูมิสกุล ผู้อำนวยการชลประทานจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า น้ำที่ท่วมส่วนใหญ่นี้เป็นน้ำที่เอ่อขึ้นล้นตลิ่งทั้งสองข้างของแม่น้ำมูล และไหลเข้ามาท่วมถนนสายหลักที่เชื่อระหว่างอำเภอยางชุมน้อย กับตัวจังหวัด และหากปล่อยให้ท่วมชาวบ้าน ร่วมทั้งผู้ที่สัญจรไปมาก็จะถูกตัดขาด หรือต้องเดินทางอ้อมเป็นระยะทางไกลเพิ่มขึ้นนับ 100 กิโล ซึ่งทางกรมชลประทาน ร่วมกับ อบต.ลิ้นฟ้า ได้ประกาศหอกระจายข่าวขอแรงจากชาวบ้าน มาระดมกรอกกระสอบทรายเพื่อวางปิดกั้นน้ำในสองฝั่งถนน จากเดิมที่เคยวางปิดกั้นไว้แล้วสองชั้น เมื่อคืนวันที่ 4 ต.ค. น้ำไหลแรงกระสอบทรายพังออก วันนี้ต้องเร่งมาวางใหม่เพิ่มให้สูงขึ้น วางเป็นแนวยาว 2 กิโลเมตร และยังต้องเผื่อฝนที่จะมากับพายุนาลแก ที่กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ที่จะเข้าไทยใน 2 วันนี้ด้วย เชื่อว่าจะหนักมากในภาคอีสาน
"อย่างไรก็ดีปริมาณน้ำที่ไหลแรงและสูงกว่า 60 เซนติเมตรรถเล็กไม่สามารถเดินทางไปมาได้ในระยะแรก ต้องใช้ความระมัดระวังในการสัญจรไปมา สำหรับปริมาณน้ำมูล ขณะนี้ยังสูงกว่ากว่าระดับเก็บกักกว่า 1.50 เมตรและเพิ่มขึ้นทุกวันวันละ 8 เซนติเมตร ปริมาณการไหลของน้ำวัดได้ที่สถานีวัดน้ำเขื่อน ราษีไศลกว่า 143 ล้านลูกบาศก์เซนติเมตรต่อวัน ซึ่งทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่างได้เร่งพร่องน้ำออกโดยการยกบานประตูระบายน้ำทั้ง 7 บานแล้ว พื้นที่ความเสียหายทั้งหมดขณะนี้ทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดศรีสะเกษ แจ้งว่า พื้นที่น้ำท่วมทั้งหมดกว่า 47,000 ไร่ แล้วโดยร้อยละ 80 เป็นพื้นทางการเกษตร" นายไพฑูรย์ กล่าว
น้ำท่วมซ้ำอีกระลอก ผู้ว่าฯเตือน 3 อำเภอเตรียมรับมือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจักริน เปลี่ยนวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้เดินทางไปมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่บ้านน้ำท่วมและพืชผลทางการเกษตรเสียหาย ณ หอประชุมกาญจนาภิเษก วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย ซึ่ง จ.สุโขทัย ได้รับการอนุมัติเงินช่วยเหลือทางการเกษตรจากรัฐบาลเป็นจังหวัดแรกของประเทศ และมอบเงินช่วยเหลือให้ราษฎรที่ประสบภัยพื้นที่ทางการเกษตรเสียหายในชุดแรก จำนวน 1,167 ราย เป็นเงิน 45,067,529.50 บาท พร้อมมอบเงินช่วยเหลือครัวเรือนผู้ประสบอุทกภัยรายละ 5,000 บาท อีก 4,429 ราย เป็นเงิน 22,145,000 บาท รวมทั้งมอบเงินช่วยเหลือด้านการประมงอีก 80 ราย เป็นเงิน 9,419,637.50 บาท โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้กล่าวว่าการอนุมัติเงินช่วยเหลือครั้งนี้รวดเร็วมาก และถึงมือผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างทั่วถึงต้องขอขอบคุณรัฐบาลแทนชาวบ้านในจังหวัดสุโขทัยที่ประสบภัยในครั้งนี้ด้วย
ขณะเดียวกัน เกิดภาวะน้ำท่วมซ้ำในพื้นที่สุโขทัยอีกครั้งในวันนี้ (5 ต.ค.) จากภาวะน้ำเอ่อล้นโดยเส้นทางหลวงหมายเลข 12 ถนนจรดวิถีถ่อง ตอนสุโขทัย - ตาก เกิดภาวะน้ำท่วมผิวจราจรสูง 60 - 80 ซม. เป็นระยะทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร จากบริเวณสี่แยกคลองโพธิ ถึงด้านหน้าวิทยาลัยสารพัดช่างสุโขทัย ทำให้รถยนต์เล็กสัญจรไปมาลำบาก เช่นเดียวกับถนนสายบายพาสรอบเมืองสุโขทัยช่วงระหว่างสี่แยกบางแก้วจนถึงสี่แยกคลองโพธิระยะทางยาว 2 กิโลเมตร เกิดภาวะน้ำไหลบ่าเข้าท่วมผิวการจราจรแล้วในระดับสูง 30 - 50 เซนติเมตร รถยนต์ขนาดเล็กสัญจรไปมายากลำบากเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ยังเตือนด่วนไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงใน อ.ศรีสำโรง , อ.เมือง และ อ.กงไกรลาส ให้ระมัดระวังภาวะน้ำท่วมฉับพลันภายใน 1-2 วันนี้ จากภาวะแม่น้ำยมล้นตลิ่งและให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางการสื่อสารในท้องถิ่นตามประกาศของทางจังหวัดสุโขทัยในทุกพื้นที่
น้ำท่วม ทต.บ้านตากสูงกว่า 1 เมตรชาวบ้านเดือดร้อนกว่าพันครัวเรือน
นายศักดา บึกนันตา นากเทศมนตรีตำบลบ้านตาก อ.บ้านตาก จ.ตาก เปิดเผยว่า ขณะนี้ระดับน้ำปิงได้ไหลเข้าท่วมบ้านเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มระดับสูงขึ้น ตอนนี้อยู่ที่ 1 เมตร ชาวบ้านกว่า 1,000 ครัวเรือน กว่า 10 หมู่บ้านในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านตาก ได้รับผลกระทบ ส่วนหนึ่งได้อพยพออกไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยทั้งบ้านญาติในหมู่บ้านใกล้เคียงโดยเฉพาะเด็กและคนชรา แต่ก็มีชาวบ้านส่วนหนึ่งไม่ยอมอพยพ เพราะเกรงว่าทรัพย์สินจะได้รับความเสียหาย
ทั้งนี้ เทศบาลตำบลบ้านตาก ได้จัดทำศูนย์อพยพผู้ได้รับความเดือดร้อนไว้ 2 แห่ง คือ บริเวณโรงเรียนราษฎร์บำรุงและวัดป่าสันป่าราม เพื่ออำนวยความสะดวกและเพื่อความปลอดภัยของชาวบ้าน เนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนค่อนข้างเร็วและกระแสน้ำเชี่ยวมาก ตอนนี้ก็ได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ของทต.บ้านตาก และอาสาสมัครรวมกว่า 200 คน เร่งให้ความช่วยเหลือ มีบริการเรือท้องแบนขนย้ายทรัพย์สินและนำน้ำดื่ม รวมถึงอาหารให้กับผู้ที่ติดอยู่ในบ้าน ในส่วนของถนนที่เป้นอันตรายก็ได้มีการปิดกั้นการจราจรเพื่อความปลอดภัย
"น้ำแม่น้ำปิงได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา แต่ก็อยู่ในระดับทรงตัว แต่คืนที่ผ่านมาเขื่อนภูมิพลได้ปล่อยน้ำลงมาอีกปริมารกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตร จึงทำให้วันนี้เวลาประมาณ 09.00 น. ระดับน้ำได้เอ่อท่วมสูงขึ้นระดับกว่า 1 เมตร และมีแนวโน้มว่าระดับน้ำปิงจะสูงขึ้นอีกชั่วโมงละ 2-3 เซนติเมตร ตอนนี้ยังถือว่าโชคดีที่ไม่มีน้ำป่าไหลหลากมาสมทบเพิ่มเติม ไม่เช่นนั้นต.บ้านตากจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นพื้นที่ทางผ่านของทั้งแม่น้ำปิงและแม่น้ำวัง" นายศักดา กล่าว
นอภ.บ้านตาก ชี้ น้ำท่วมสูงในรอบ 40 ปี
นายธานินทร์ วิชิตะกุล นายอำเภอบ้านตาก จ.ตาก เปิดเผยว่า หลังจากเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงา ได้เปิดประตูเพื่อระบายน้ำออกมาเพราะน้ำในเขื่อนเต็มความจุอ่าง ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งแม่น้ำปิงไหลเข้าท่วมพื้นที่อำเภอบ้านตากตั้งแต่เวลา 05.00 น.วันนี้ (5 ต.ค.) เบื้องต้นมีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 20 หมู่บ้านจากทั้งหมด 43 หมู่บ้านใน 4 ตำบล ขณะนี้อำเภอกำลังเฝ้าระวังและรอรายงานเพิ่มเติมจากจ.ลำปาง เกี่ยวกับระดับน้ำในแม่น้ำวังว่าจะเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ หากแม่น้ำวังมีระดับสูงขึ้นน้ำจะล้นตลิ่งหลากเข้าท่วมในตำบลแม่สะริดเพิ่มเติมอีกจุดหนึ่ง
ทั้งนี้ อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ได้เร่งระดมทำแนวกำแพงกระสอบทรายในพื้นที่ริ่มตลิ่งและจุดเสี่ยงเพื่อไม่ให้น้ำทะลักเข้าท่วมเพิ่มเติม แต่การดำเนินการค่อนข้างมีปัญหาเพราะกระสอบทรายเริ่มขาดแคลนทำให้อำเภอต้องจัดซื้อมาเพิ่มเติม ซึ่งแนวกระสอบทรายที่ทำเป็นแนวไว้สามารถป้องกันระดับน้ำได้ที่ 1 เมตร แต่ยังต้องเสริมขึ้นเพิ่มเติมอีกเพื่อความปลอดภัยเพราะเกรงว่าน้ำจากแม่น้ำวังอาจไหลมาหนุนเพิ่ม
นายธานินทร์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ถือว่ามีระดับสูงมากในรอบ 40 ปี ที่เขื่อนภูมิพลมีการปล่อยน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาแม้อยู่ในช่วงฤดูน้ำหลากและมีการปล่อยน้ำมาระดับน้ำก็จะปริ่มตลิ่งเท่านั้น แต่ครั้งนี้ระดับน้ำสูงมากจนส่งผลให้การระบายน้ำจากคูคลองในหลายพื้นที่ลงสู่แม่น้ำปิงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ขณะเดียวกันน้ำปิงยังไหลย้อนเข้ามาในคูคลองจนไหลท่วมพื้นที่อีกหลายจุดทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งทำแนวกระสอบทรายเพิ่ม
"คาดว่าหากแม่น้ำวังไม่มีน้ำไหลลงมาหนุนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่เขื่อนภูมิพลแจ้งว่าน้ำจะท่วมอยู่ประมาณ 2 - 3 วันแล้วลดระดับลง แต่ขณะนี้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง"นายธานินทร์กล่าว
น้ำท่วมย่านการค้าหน้าวัดหลวงราชาวาส
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ยังย่ำแย่ลงอีก เมื่อฝนที่ตกติดต่อกันมาหลายวัน กอปรกับน้ำเหนือที่หลากมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสะแกกรังบวกกัน ส่งผลระดับน้ำท่วมในเขตอำเภอเมืองเพิ่มสูงขึ้นตลอดสองวันที่ผ่านมา
ล่าสุดพื้นที่น้ำท่วมขยายวงกว้างเข้าไปบริเวณย่านการค้าหน้าวัดหลวงราชาวาส ถนนท่าช้าง , ชุมชนเปรมประชา และอีกหลายชุมชน ชาวบ้านกำลังประสบปัญหาน้ำเอ่อท่วมบ้านเรือน ร้านค้า และสถานประกอบการ จนต้องเก็บข้าวของขึ้นที่สูงอย่างเร่งด่วน บางรายกเร่งนำอิฐบล็อกและซีเมนต์กั้นน้ำป้องกันเข้าภายในร้าน , อาคารพาณิชย์ ,สถานประกอบการ ส่วนประชาชนที่ถูกน้ำท่วมมาแล้งก่อนหน้านี้ ก็ใช้วิถีชีวิตยากลำบากยิ่งขึ้น เมื่อระดับน้ำท่วมสูงขึ้นตลอดเวลา ในเขตชุมชนเทศบาลเมืองอุทัยธานีระดับน้ำท่วมสูง 2-3 เมตร ส่วนในเขตรอบนอก ระดับน้ำท่วมสูง 2-6 เมตร



