ยืดอายุรถไฟ-รถเมล์ฟรี15ม.ค.55
ครม.ไฟเขียวต่ออายุรถไฟ-รถเมล์ฟรีออกไปถึง 15 ม.ค.55 ยอมทุ่ม 2,177 ล้าน เอาใจคนเดินทางช่วงปีใหม่ พร้อมอนุมัติ ธอส.อัดสินเชื่อ 2 หมื่นล้านปล่อยกู้บ้านหลังแรกราคาไม่เกินล้านดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 3 ปี ต้นสัปดาห์หน้าและสิ้นสุด 31 ธ.ค.ปีหน้า
รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังคงเดินหน้าประชานิยมโดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผานมา มีมติคงมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชนต่อไป พร้อมทั้งได้ข้อสรุปจาก ธอส.ในโครงการบ้านหลังแรกด้วย
นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติให้ขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในส่วนของโครงการรถไฟฟรี และรถเมล์ฟรี จากเดิมที่สิ้นสุดวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ออกไปถึงวันที่ 15 มกราคม 2555 โดยครม.มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปหารือในรายละเอียดเรื่องงบประมาณที่ชัดเจนร่วมกับสำนักงบประมาณอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบประมาณในส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จำนวน 615 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายของ ขสมก.จำนวน 1,562 ล้านบาท รวม 2,177 ล้านบาท
"กระทรวงการคลังได้เสนอให้ ครม.ขยายระยะเวลาโครงการรถไฟฟรีและรถเมล์ฟรีออกไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 แต่กระทรวงคมนาคมมีความเห็นว่าควรขยายระยะเวลาโครงการไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2555 เพื่อให้การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่ผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากปัจจุบันสภาวะค่าครองชีพของประชาชนยังสูงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เพื่อให้ครอบคลุมในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด จึงควรขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 15 มกราคม 2555 ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบตามที่เสนอ" นางฐิติมาระ
สภาพัฒน์ติงรัฐระวังถังแตก
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นว่า มาตรการลดค่าครองชีพของประชาชนได้ดำเนินการเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 โดยมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 52,002 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณได้จัดสรรบประมาณชดเชยให้รัฐวิสาหกิจไปแล้ว 13,495 ล้านบาท เหลือวงเงิน ไม่รวมดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่ต้องชดเชยประมาณ 38,507 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระแก่ภาครัฐในระยะยาว
สศช.เห็นว่าหากรัฐบาลจะมีดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นมาตรการถาวร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรศึกษากลไกการชดเชยให้แก่รัฐวิสาหกิจให้ทันเวลาสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อให้การชดเชยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อฐานะการเงินและสภาพคล่องของรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินนโยบายดังกล่าว รวมถึงภาระงบประมาณที่จะต้องใช้ชดเชยในระยะยาว
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หลังจากนี้จะขยายเวลามาตรการดังกล่าวออกไปอีกหรือไม่ ยังไม่ได้พิจารณาคงต้องรอนโยบายจากรัฐบาลก่อน
ธอส.อัด2หมื่นล.บ้านหลังแรก
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.พิจารณาอนุมัติโครงการสินเชื่อบ้านหลังแรก 0% ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยกำหนดวงเงินโครงการทั้งสิ้น 2 หมื่นล้านบาท สำหรับการซื้อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ได้รับสิทธิประโยชน์ดอกเบี้ย 0% นานเป็นเวลา 3 ปี โดยสามารถซื้อได้ทั้งบ้านใหม่ และบ้านมือสองที่เป็นเอ็นพีเอของ ธอส. ซึ่งขณะนี้มีประมาณ 1 หมื่นยูนิต รวมทั้งสามารถสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเองได้ด้วยแต่ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาทเช่นกัน ซึ่ง ธอส.น่าจะเริ่มดำเนินการได้สัปดาห์หน้าและให้โอนกรรมสิทธิ์ได้จนถึงปลายปี 2555
“เหตุที่ขยายวงเงินจาก 1 หมื่นล้านบาท เป็น 2 หมื่นล้านบาทเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการซื้อบ้านของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือมีรายได้ไม่เกิน 1.5 แสนบาทต่อปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้วจึงไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการยกเว้นภาษีจากการซื้อบ้านราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทของกรมสรรพากรก่อนหน้านี้ที่อาจจะเป็นประโยชน์กับคนรวยหรือมีเงินเดือน 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน" นายวิรุฬกล่าว
กระนั้นก็ดี รมช.คลังมองว่า อาจมีผู้อาศัยช่องโหว่มาขอใช้สิทธิประโยชน์นี้ควบคู่กับมาตรการภาษีก่อนหน้านี้ ครม.จึงมีมติกำหนดให้เลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางใดทางหนึ่ง แม้จะตรวจสอบยากแต่ก็ถือเป็นการป้องกันไว้ระดับหนึ่ง หากมีปัญหาก็สามารถนำเข้าหารือใน ครม. เพิ่มเติมได้ในอนาคต และหากตรวจพบว่าไม่ใช่บ้านหลังแรกผู้ซื้อต้องถูกปรับไปคิดอัตราดอกเบี้ยตามปกติของ ธอส.ด้วยเช่นกัน
คลังเล็งจัดเก็บภาษีดีเซล
รายงานข่าวแจ้งว่า การเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตของนางเบญจา หลุยเจริญ เป็นวันแรกในวันนี้ (4 ต.ค.) ได้มีการมอบนโยบายให้ข้าราชการเน้นเรื่องการจัดเก็บภาษีและพิจารณาช่องทางการหารายได้เพิ่มขึ้น จากการที่กรมได้รับผลกระทบจากการยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 โดยเมื่อพ้นระยะเวลาแล้วดังกล่าวแล้วจะมีแนวทางการปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างไร รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีด้วย
นางเบญจากล่าวว่า ในการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลได้หารือกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเบื้องต้นไว้แล้ว และจะนำแนวทางที่จะเสนอไปหารืออีกครั้งในสัปดาห์หน้า โดยจะเป็นทางเลือกต่างๆ ให้พิจารณาว่าจะมีการปรับเพิ่มภาษีน้ำมันขึ้นอย่างไรในอนาคต โดยจะพิจารณาจากระยะเวลาที่เหมาะสมกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับภาระประชาชน รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มลดลง ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลดลงมาก มาเหลือที่ 26 บาทต่อลิตร จากที่เคยตรึงราคาไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีน้ำมันถือเป็นรายได้ลำดับ 1 ของกรมสรรพสามิต โดยในแต่ละปีจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีน้ำมันดีเซล 1.5 แสนล้านบาท โดยมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำมันดีเซลในอัตรา 0.005 บาทต่อลิตรไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีน้ำมันดีเซลหายไปเดือนละ 9,000 ล้านบาท โดยกรมสรรพสามิตเคยชี้แจงว่า การยกเว้นการจัดเก็บภาษีน้ำมันดีเซลเป็นระยะยาวเกินไปจะมีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้รัฐบาล และยังทำให้มีการใช้น้ำมันมาก ซึ่งเป็นสินค้านำเข้า และจะมีผลต่อดุลการค้าและดุลชำระเงินของประเทศ รวมถึงกระทบต่องบประมาณซ่อมแซมถนน และผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย



