ข่าว

อุทกภัย'54หายนะ'พายุ'ทะเลจีนใต้

อุทกภัย'54หายนะ'พายุ'ทะเลจีนใต้

05 ต.ค. 2554

มหาอุทกภัย'54หายนะ...'พายุ'ทะเลจีนใต้ : โต๊ะรายงานพิเศษ รายงาน

          หลายเดือนมาแล้วที่ประชาชนกว่าครึ่งค่อนประเทศต้องผจญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปี ภาคเหนือ ภาคกลาง และบางจังหวัดในภาคอีสาน กลายเป็นทะเลสาบ มวลน้ำจำนวนมหาศาลเอ่อท่วมขัง สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสให้แก่ผู้ประสบภัย

           แต่นั่น อาจเป็นพียงจุดเริ่มต้น "มหันตภัย" ที่ธรรมชาติทวงคืน นับจากนี้เป็นต้นไปจนกระทั่งย่างเข้าสู่ต้นปี 2555 หายนะจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาจประเดประดังโหมกระหน่ำเข้าใส่ประเทศไทยอย่างไม่ยั้งมือ

           ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงผลการศึกษาความแปรปรวนของสภาพอากาศ จากอิทธิพลภาวะโลกร้อนไว้อย่างน่าสนใจว่า อุณหภูมิของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นผนวกกับปรากฏการณ์ลานีญาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2553 ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกอย่างรุนแรง ทั่วโลกเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นระลอก รวมถึงประเทศไทยและภูมิภาคใกล้เคียงด้วย

           ที่เห็นได้ชัดคือการเกิดพายุซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศไทย ปกติจุดกำเนิดของพายุที่จะพัดถล่มในย่านนี้จะอยู่ตรงบริเวณที่เรียกว่า เวสต์แปซิฟิก ทางทิศตะวันออกของเกาะฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเป็นทะเลลึก แต่ขณะนี้กลับพบว่าบริเวณทะเลจีนใต้ หรือทางทิศตะวันตกของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำตื่นกลายเป็นจุดกำเนิดของพายุมากขึ้น เฉพาะปี 2553 ปีเดียว เกิดพายุบริเวณนี้ถึง 11 ลูก ทั้งที่ในอดีตเคยเกิดแค่ปีละไม่เกิน 4-5 ลูกเท่านั้น ทั้งเพราะอุณหภูมิบริเวณนี้ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 26.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะต่อการก่อตัวของพายุ

           "การเกิดพายุที่เวสต์แปซิฟิกจะไม่สร้างความเสียหายให้กับไทยมาก เพราะจะมีฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เป็นพื้นที่กันชนพายุให้กับประเทศไทย ซึ่งบ่อยครั้งที่พายุจะสลายตัวก่อนถึงประเทศไทย หรือหากหลุดมาได้ก็จะเป็นเพียงหางๆ เท่านั้น จะต่างจากพายุที่เกิดตรงทะเลจีนใต้ ซึ่งไม่มีเกาะฟิลิปปินส์บัง เมื่อพายุก่อตัวก็จะพัดเข้าถล่มประเทศไทยได้โดยตรง จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ที่ผ่านมาตรงจุดนี้จะมีอัตราการก่อตัวของพายุน้อยมาก แต่ทุกครั้งที่พายุก่อตัวจะสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับประเทศไทย อย่างเช่นมหาวาตภัยแหลมตะลุมพุกเมื่อปี 2505 ปี 2532 พายุเกย์ พัดถล่มชุมพร รวมถึงน้ำท่วมใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปี 2543" ศ.ดร.ธนวัฒน์ ตั้งข้อสังเกต

           จากการศึกษาของ ศ.ดร.ธนวัฒน์พบว่า ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ ประเทศไทยต้องรับมือกับปรากฏการณ์ลานีญามาอย่างยาวนาน ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ค่อนข้างแรง ประกอบกับสภาพอากาศมีความชื้นสูงมากผิดปกติ อากาศแปรปรวน ทำให้เกิดร่องความกดอากาศต่ำ และมรสุมจำนวนมาก ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดอุทกภัยระลอกแล้วระลอกอีกปรากฏการณ์เช่นนี้คล้ายกับเหตุการณ์ในปีที่เกิดพายุรุนแรงพัดถล่มประเทศไทย ซึ่งมีโอกาสสูงว่าปีนี้ประเทศไทยจะเกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้

           "ผมเป็นห่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า ภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งอ่างไทย ไล่ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนถึงปัตตานี มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะมีพายุใหญ่ซึ่งก่อตัวในทะเลจีนใต้ หรืออ่าวไทย พัดถล่ม จะทำให้เกิดฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ในระดับที่เรียกว่า มหาอุทกภัยปี 54 ได้เลย เพราะสภาพอากาศในเวลานี้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดพายุใหญ่พัดถล่มอย่างเช่นพายุเกย์ หรือแฮเรียต ในอดีตมาก" ศ.ดร.ธนวัฒน์ขยายความ

           สอดคล้องกับ ดร.ภูเวียง ประคำมินทร์ โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ระบุว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้าประชาชนภาคใต้ให้เตรียมรับมือภัยพิบัติจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ไว้ได้เลย เพราะร่องมรสุมจะเลื่อนจากภาคกลางลงไปปกคลุมภาคใต้ฝนจะตกหนักมาก และช่วงดังกล่าวมีโอกาสสูงที่จะมีพายุใหญ่พัดเข้ามาในพื้นที่ เพราะอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญาเช่นเดียวกับเมื่อปี 2531 ต่อเนื่องปี 2532 ซึ่งตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมไปจนถึงมกราคมปีหน้าภาคใต้จะต้องเตรียมรับมือไว้ให้พร้อม โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยประสบภัยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อาจเกิดดินถล่มซ้ำเพราะในพื้นที่ดินไม่สามารถรับน้ำได้แล้ว

           สำหรับพายุนาลแก พายุลูกแรกของปี 2554 ที่พัดเข้าประเทศไทยโดยตรงเสมือนตัวชิมลางนั้น ศ.ดร.ธนวัฒน์ และ ดร.ภูเวียง ระบุตรงกันว่า จะเข้าประเทศไทยในวันที่ 7 ตุลาคม บริเวณ จ.นครพนม และ มุกดาหาร โดยเส้นทางจะพัดผ่านอีสานตอนล่าง ภาคตะวันออกและภาคกลาง ก่อนจะสลายตัวไปประมาณวันที่ 10 ตุลาคม ระหว่างที่พายุลูกนี้อาละวาดอยู่บนผืนแผ่นดินของประเทศไทยจะทำให้เกิดฝนตกหนัก เพิ่มปริมาณน้ำที่ท่วมสูงอยู่แล้วให้เพิ่มระดับสูงขึ้นไปอีก น่าเป็นห่วงว่าเขื่อนหลายเขื่อนทั้งในภาคอีสานและภาคกลางจะรับน้ำได้อีกหรือไม่?

           ส่วนพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษจากอิทธิพลของพายุนาลแก คือทุ่งเพชรบูรณ์ บริเวณบ้านน้ำก้อและน้ำชุน ซึ่งเคยเกิดดินถล่มครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน  ครั้งนี้อาจเกิดภัยพิบัติซ้ำเพราะดินในบริเวณนั้นชุ่มน้ำจนไม่สามารถซับน้ำได้อีกแล้ว !!