
'ในหลวง'ทรงห่วงพสกนิกรน้ำท่วม
"ในหลวง" ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบภัยน้ำท่วมทุกพื้นที่ กรมชลฯเผย "เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์" วิฤกติ เร่งระบายเพิ่มวันละ 100 ลูกบาศก์เมตร หมดทางผันน้ำวอน กทม.เปิดอุโมงค์ประตูระบายน้ำฝั่งตะวันออก ให้น้ำเหนือผ่านลงทะเล
ที่รพ.ศิริราช วันที่ 4 ต.ค.2554 ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมในทุกพื้นที่ โดยแต่ละวันทรงงานและให้เจ้าหน้าที่กราบทูลรายงานสถานการณ์น้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีข้อมูลทั้งในส่วนของ รพ.ศิริราช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการทอดพระเนตรริมแม่น้ำเจ้าพระยาบ่อยครั้ง
สำหรับการป้องกัน รพ.ศิริราช จากน้ำ ขณะนี้ไม่มีปัญหา เนื่องจากได้รับโครงการพระราชดำริจัดทำแก้มลิง ภายใน รพ.ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ตามที่ทรงวางแนวทางไว้ให้ ทั้งในฝั่ง รพ. หอพักนักศึกษาแพทย์ ทำให้ รพ.ศิริราช ไม่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมมากนัก
ส่วนน้ำท่วมชุมชนคลองบางกอกน้อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยเช่นกัน เห็นได้จากโครงการพระราชดำริเรื่องการแก้ไขปัญหาจราจรยังครอบคลุมเรื่องการระบายน้ำในพื้นที่ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยเสมอ ทรงทราบถึงความเดือดร้อนและยังทรงงานตลอดเวลา
'เขือนภูมิพล-สิริกิติ์'วิกฤติเร่งระบาย
นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ว่า จากการที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าพายุนาลแก บริเวณทะเลจีนใต้ มีแนวโน้มจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 5 ต.ค. ซึ่งจะส่งผลให้ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนหนักได้บางแห่ง โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 6-10 ต.ค.บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้จะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) จึงเตรียมระบายน้ำออกจาก 2 เขื่อนหลักในภาคเหนือเพิ่มเพื่อเตรียมพื้นที่รับปริมาณน้ำก้อนใหม่
โดยทางกฟผ.แจ้งว่าตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค.จะระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลวันละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จากเดิมที่ระบายวันละ 54 ล้านและจากเขื่อนสิริกิติ์วันละ 60 ล้าน ไปจนกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวเขื่อน เนื่องจากขณะนี้รับน้ำใกล้ 100 % เต็มของระดับเก็บกักของตัวเขื่อนแล้ว
ทั้งนี้จากปริมาณน้ำดังกล่าวกรมชลประทานได้แจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งแต่ท้ายเขื่อนลงไปเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งซึ่งปริมาณน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ที่ระบายเพิ่มขึ้นคาดว่าจะมาถึงจังหวัดนครสวรรค์ประมาณวันที่8 ต.ค. ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์จะเพิ่มสูงกว่าปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 4,500 ลบ.ม.ต่อวินาที และน้ำก้อนดังกล่าวจะมาถึงที่อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยาก่อนที่จะเข้ากทม.ในอีก ประมาณวันที่ 11 ต.ค. ซึ่งจะตรงกับช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง ในระดับปานกลาง
กรมชลประทานได้หารือกับทางกรุงเทพฯเพื่อให้ช่วยรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่าระบบระบายน้ำของกทม.ในฝั่งตะวันออกทั้งคลองและอุโมงค์ ไปออกทะเล เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดคือพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี
"ในขณะที่น้ำทะเลยังไม่หนุนสูงมากกรมชลฯจึงขอให้กทม.ระบายช่วยรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าระบบคูคลอง หรืออุโมงค์ ของกทม. ฝั่งตะวันออก ไปออกทะเลในช่วงเวลาที่น้ำยังไม่หนุนสูง ซึ่งก็อยากให้ กทม.ช่วยเหลือเพื่อเฉลี่ยทุกข์สุขกัน เพราะข้างนอกน้ำเต็มหมดซึ่งเบื้องต้นกทม.รับไปที่หารือผู้บริหารเนื่องจากต้องระวังปัญหาฝนตกในพื้นที่ที่จะส่งผลให้น้ำท่วมในพื้นที่กทม.ชั้นได้เนื่องจากลักษณะพื้นที่ของกทม.เป็นแอ่งกะทะ" นายชลิตกล่าวและว่า
สำหรับปริมาณน้ำขณะนี้เข้าเขื่อนภูมิพลในวันที่ 4 ต.ค.ถึง 213 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำอยู่ในระดับวิฤกติ จึงต้องระบายมากกว่าวันละ 100 ล้าน ลบ.ม.ที่ผ่านมาระบาย 40 ล้าน ลบ.ม. เพราะการระบายต้องดูแลคนท้ายน้ำด้วยแต่เมื่อน้ำเข้ามามากประกอบกับต้องบริหารเพื่อรับน้ำก้อนใหม่จึงต้องปล่อยเพิ่ม และเพื่อความปลอดภัยของตัวเขื่อน ที่ขณะนี้เต็ม 100 % ระดับเก็บกับปกติ ซึ่งแต่ละเขื่อนจะมีระดับบริหารอีกบวกประมาณ 3 เมตรเพราะฉะนั้นที่มีการพูดว่าน้ำบางเขื่อนเกิน 100 %ก็จะมีพื้นที่เหล่านี้รองรับแต่จะกระทบต่อพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำและกระทบต่อความปลอดภัยตัวเขื่อนได้
กทม.ประกาศ'บางแค-มีนบุรี'พื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วม
มีรายงานสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ปริมาณน้ำริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาค่อนข้างสูง โดยเอ่อท่วมหลายจุดนอกคันกั้นและบริเวณท่าน้ำ ซึ่งในส่วนชุมชนที่ถูกน้ำท่วมนั้น กทม. ได้ต่อสะพานทางเดินให้สูงขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าออกชุมชน ขณะเดียวกัน กทม.ยังได้ประกาศให้เขตบางแคและเขตมีนบุรีเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว
นอกจากนั้นกทม.ได้นำกระสอบทรายจำนวนหลายพันถุงมาทำคันกั้น โดยวางเหนือกำแพงกั้นน้ำ เป็นทางยาวตลอดแนวท่าราชวรดิฐ ฝั่งตรงข้ามประตูเทวาภิรมย์ พระบรมมหาราชวัง ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย สำหรับใช้ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีความสูงจากพื้นถึง 1.5 เมตร ขณะที่ระดับน้ำเหลือระยะอีกเพียงแค่ประมาณ 1 ฟุตจะถึงคันกั้น
นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า กทม.ยืนยันสถานการณ์น้ำยังอยู่ในระดับรับมือได้ ส่วนกรณีคืนที่ผ่านมา มีฝนตกหนักในพื้นที่ กทม.นั้น ไม่ส่งผลต่อสถานการณ์น้ำมากนัก โดยสามารถระบายจนเข้าสู่ภาวะปกติภายในเวลา 01.00 น. วันที่ 4 ต.ค. ส่วนกรณีมีการประกาศให้บางพื้นที่ของกทม.เป็นเขตภัยพิบัตินั้น วัตถุประสงค์หลักเพื่อประโยชน์ในการช่วยเหลือประชาชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ถูกน้ำท่วม
"บรรหาร"ท้าพิสูจน์ยันเมืองสุพรรณฯน้ำท่วมจริง
นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในขณะนี้ว่า ยังบอกไม่ได้ว่ากรุงเทพฯจะมีโอกาสท่วมหรือไม่ เพราะปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณเฉลี่ย 3,450 ล้านลูกบาศร์เมตรต่อวินาที อีกทั้ง ปริมาณน้ำใต้เขื่อนภูมิพลมีปริมาณเพิ่มสูง และยังต้องรับอิทธิพลจากพายุลูกใหม่ทำให้คาดเดาได้ยาก อย่างไรก็ตาม ตนได้แนะนำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณน้ำจากพายุและปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ขณะนี้ปริมาณเกินระดับกักเก็บที่ 1,080 ล้านลูกบาศก์เมตร หากมีการระบายน้ำ มากกว่า 960 ล้านลูกมาศร์เมตรต่อวินาที อาจมีผลกระทบกับพื้นที่ลุ่มใต้เขื่อน โดยวันที่ 8 ต.ค.นี้ ตนจะเดินทางไปดูการซ่อมแซมประตูน้ำบางโฉมศรี อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี และจะพยายามให้เสร็จทันกำหนดตามที่นายกรัฐมนตรีต้องการ จากนั้น ตนจะเดินทางไป ต.บางงา จ.ลพบุรี เพื่อตรวจดูสถานการณ์น้ำ
นายบรรหาร กล่าวอีกว่า กรณีที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า จ.สุพรรณบุรีน้ำไม่ท่วมนั้น ขอให้เดินทางไปดูด้วยตาจะเห็นว่ามีหลายพื้นที่ที่่มีน้ำท่วม ส่วนบางพื้นที่ในจังหวัดไม่ท่วมเพราะตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ส.ส.ของจังหวัดทุกคนได้วางมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้วยการสร้างเขื่อนในหลายจุดทำให้สามารถดูแลปริมาณน้ำในจังหวัดได้
ทั้งนี้ นายบรรหาร ยังได้กล่าวชมการทำงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า เก่งพอสมควรที่ทำงานหนักทุ่มเทแก้ไขปัญหาทำงานหนักเท่ากับนายกัฐมนตรีที่เป็นผู้ชายรวมกันหลายคน จึงขอให้กำลังใจและชมเชย
นายกฯกำชับผู้ว่าฯจุดเสี่ยงพื้นที่กทม.
นายวิม รุ่งวัฒนจินดา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำของนายกรัฐมนตรีกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี จ.ปทุมธานี จ.สมุทรปราการ รวมถึงวิดีโอคอนเฟอร์เร้นไปยังศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม หรือศอส. ที่จ.แม่ฮ่องสอน จ.เลย จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ได้พูดถึงข่าวลือเรื่องคันกั้นน้ำที่ จ.พระนครศรีอยุธยาที่รับน้ำไม่ไหว และมีการสั่งอพยพ ภายใน 3 ชั่วโมงนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งผู้ว่าฯอยุธยา ยืนยันว่าขณะนี้ในเขตเมืองยังสามารถรองรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ทั้งยังได้มีการเสริมคันกั้นสูงถึง 6.7 เมตร โดยปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัดชัยวัฒนาราม สูงจากขอบตลิ่ง 5.3 เมตร ดังนั้น ยังมีพื้นที่รับน้ำได้อีกประมาณ 1 เมตร และมีการขยายฐานคันกั้นน้ำออกไปอีก 1 เมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะเข้ามา
ส่วนพื้นที่ที่น้ำไหลท่วมโบราณสถานนั้นผู้ว่าฯยังไม่กล้าตัดสินใจและจะต้องประสานกรมศิลปากร เพื่อตรวจสอบและตัดสินใจในการดำเนินการผันน้ำออก แต่คาดว่าจะสามารถผันน้ำออกได้ภายในคืนนี้ และจะมีการจัดเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง โดยขอกำลังทหารช่างและทหารบก จากแม่ทัพภาคที่ 1 รวมถึงอาสาสมัคร ช่วยเฝ้าระวังและเตือนภัยหากเกิดวิกฤต ส่วนที่จ.เลยน้ำป่าที่ไหลเข้าท่วมในเขตตัวจ.เลยสถานการณ์คลี่คลายแล้วโดยระบายลงสู่แม่น้ำโขงเรียบร้อยแล้ว
นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับผู้ว่าฯกทม.ว่า หากมีปริมาณน้ำไหลผ่านมากให้ป้องกันในพื้นที่เสี่ยง อาทิ สนามบินสุวรรณภูมิ และจุดที่น่าเป็นห่วงในพื้นที่กทม. คือ ฝั่งตะวันออก เขตหนองจอก และมีนบุรี ที่ต้องรองรับน้ำจากจ.นครนายก และจ.ลพบุรี ส่วนในพื้นที่ชั้นใน ผู้ว่าฯ ได้สั่งการให้เร่งระบายน้ำในคลองออกจากกทม. เพื่อให้รองรับปริมาณน้ำฝนที่อาจจะตกเพิ่มขึ้นมาอีก
“เพื่อไทย”แจงรมต.-ส.ส.ลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมไม่ถือแทรกแซงขรก.
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทยว่า ที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ส.ส.พูดคุยถึงปัญหาของแต่ละพื้นที่ที่ดูแลรับผิดชอบอยู่ว่าเกิดปัญหาหรือมีความเดือดร้อนเรื่องอะไร โดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงต่าง ๆ ในช่วง 2- 3ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลพิจารณา อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังได้กำชับให้รัฐมนตรีและส.ส.ของพรรคลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ประสบอุทกภัยเพื่อสะท้อนปัญหาในแต่ละพื้นที่มายังรัฐบาลด้วย ซึ่งไม่ถือเป็นการแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ ที่ประชุมยังมีมติให้ประธานภาคแต่ละภาคสรุปผลการประชุมของแต่ละภาคเพื่อนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคด้วย
ส่วนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 5 ต.ค.นั้นจะมีการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องกล้องซีซีทีวีในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคาดว่าจะมีส.ส.อภิปรายกันอย่างมากประมาณ 6-7 ชั่วโมง ทั้งนี้พรรคได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องกล้องซีซีทีวีด้วย และให้รวบรวมทั้ง 2 ประเด็นไว้เป็นญัตติเดียวกัน
นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งสอดคล้องกับการทำหน้าที่ของส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ที่พยายามตรวจสอบเอ็กซ์เรย์ในพื้นที่แต่ละแห่งว่าที่ใดมีการซื้อขายยาเสพติดจำนวนมากรวมทั้งผู้ค้า เพื่อหาข้อมูลสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล โดยจะนำมาเป็นข้อมูลให้กับร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปกวาดล้างยาเสพติด
ปชป.เตรียมแฉคลิปเสียงหักหัวคิวเหยื่อท่วมบางระกำ
จากกรณีการทุจริตหักค่าหัวคิวเงินชดเชยพื้นที่การเกษตรเสียหายไร่ละ 2,222 บาทซึ่งระบาดในพื้นที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ระบุมีคลิปเสียงการสนทนาระหว่างชาวบ้านหมู่7กับหมู่10 ต. ชุมแสงสงคราม ถึงการสอบถามเรื่องเงินหักหัวคิวซึ่งเตรียมจะเปิดเผยในเร็ว ๆ นี้นั้น
ชาว อ.บางระกำ ถูกอ้างเป็นหนึ่งในเจ้าของเสียงสนทนายืนยันว่า เป็นคลิปเสียงที่อัดจากการสนทนากับชาวบ้านหมู่ 7 ถึงการสอบถามการถูกหักเงินค่าหัวคิว ที่ตนสอบถามไปว่า “ถูกหักเงินหรือไม่” ขณะที่อีกฝ่ายตอบกลับมาว่า “ถูกหักไปแล้ว” อย่างไรก็ตามในเรื่องการถูกหักเงินค่าหัวคิวที่สร้างความเดือดร้อนให้นั้น ตนและชาวบ้านรายอื่นได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ประจำ จ.พิษณุโลกไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยระบุถึงการถูกผู้มีอิทธิพลในชุมชนขอหักเงินจำนวน 4,000-4,400 บาท จากเงินทั้งหมดที่ได้รับประมาณ 33,330 บาท เพื่อขอเป็นค่าอำนวยความสะดวกก่อนที่จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกในจำนวน1,437 บาทต่อผลผลิต1ตัน ซึ่งจะจ่ายผ่านธนาคารแห่งหนึ่ง



