ข่าว

แฉจ้าง'จีนฮ่อ'ตัดไม้'สยา'ปลูกยาง

แฉจ้าง'จีนฮ่อ'ตัดไม้'สยา'ปลูกยาง

04 ต.ค. 2554

ตร.แฉนายทุนจ้าง "จีนฮ่อ" ตัดไม้-ปล่อยเช่าไร่ละ 5-6 พัน ชุดเดินเท้าฉก.ยะลา พบป่าถูกถางทำสวนยางกว่า 200 ไร่ ไม้ "สยา" ถูกเผาเป็นตอตะโกกว่า 100 ต้น ทหาร-ป่าไม้ ยังคงเดินหน้าจับรีสอร์ทเขาค้อ

            ภารกิจการพิทักษ์ผืนป่าโครงการอนุรักษ์สภาพป่าไม้ และสัตว์ป่าสวนป่าพระนามาภิไธยภาคใต้ (พื้นที่ส่วนที่ 2) หรือ "สวนป่าสิริกิติ์" ในเขตรอยต่อ จ.นราธิวาส และ จ.ยะลา รวมทั้งพื้นที่ป่าเขตติดต่อนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ (นิคมกือลอง) ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีความคืบหน้าขึ้นตามลำดับ หลังจาก จ.ยะลาเริ่มดำเนินการสอบสวนเจ้าหน้าที่นิคมกือลองที่ต้องสงสัยว่า พัวพันกับการลักลอบตัดไม้


นิคมเบตงถางป่า 200 ไร่ ตัดไม้สยา-ปลูกยาง


             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากทีมข่าว "คม ชัด ลึก" นำเสนอข่าว และภาพถ่ายทางอากาศเพื่อแสดงหลักฐานการบุกรุกป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในประเทศ เราได้ร่วมเดินเท้าสำรวจการบุกรุกป่าสิริกิติ์ รวมทั้งพื้นที่ป่ารอยต่อกับป่าสิริกิติ์ เช่น ในเขตนิคมสร้างตนเองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา ร่วมกับทหารหน่วยเฉพาะกิจยะลา เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และอุทยานแห่งชาติ ซึ่งสนธิกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ 9 แปลง ในเขตรอยต่อ อ.ธารโต อ.บันนังสตา และ อ.เบตง จ.ยะลา โดยเฉพาะที่บ้านนากอ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา

             อย่างไรก็ตาม การเดินทางสำรวจพื้นที่เป้าหมายของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเขาสูงชัน และเป็นพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวของแนวร่วมก่อความไม่สงบทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดวังในการเข้าสำรวจเป็นอย่างมาก

             ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังการเดินเท้านานกว่า 4 ชั่วโมง บริเวณหมู่ 9 บ้านนากอ อ.เบตง ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ต้นน้ำ และห้ามออกเอกสารสิทธิในเขตนิคมสร้างตนเองเบตง จ.ยะลา แต่กลับถูกบุกรุกแผ้วถางเพื่อขยายแนวเขตที่ดินทำกินกว่า 200 ไร่ จากเดิมที่นิคมกำหนดไว้ไม่เกินคนละ 50 ไร่ โดยสภาพพื้นดังกล่าวถูกแผ้วถางบุกรุกทำลายเป็นบริเวณกว้าง และมีการปลูกต้นยางพาราขนาดอายุประมาณ 1 ปี และจากการสำรวจยังพบไม้สยา ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่เป็นที่ต้องการของตลาดถูกตัด และเผาดำเป็นตอตะโกกว่า 100 ต้น


ฮ.สำรวจพบถางป่าเพียบ เหตุเข้าถึงลำบาก


             มีรายงานข่าวแจ้งว่า จากสถานการณ์การบุกรุกทำลายป่าในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีมากขึ้นทำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีความตื่นตัว โดยเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 4 และเจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี ได้ร่วมบินสำรวจพื้นที่ป่าในเขตนิคมสร้างตนเองเบตง และเขตป่าบาลา-ฮาลา พบหลายพื้นที่ถูกบุกรุกแผ้วถางเพื่อปลูกยางพารา แต่การเข้าตรวจสอบทางเท้าทำได้ลำบาก

             นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนของพื้นที่ของการนิคม กรมป่าไม้ และอุทยานแห่งชาติบางลาง ซึ่งบางส่วนถูกกันเป็นสวนป่าพระนามาภิไธย ทำให้กฎหมายที่บังคับใช้เกิดการลักลั่น ดังนั้น พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 จึงสั่งการให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เพื่อลดข้อจำกัดของหน่วยงานที่ดูแลเรื่องป่าที่มีกำลังคนและอาวุธจำกัด เพื่อร่วมกันแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง


จนท.นิคมเผยรุกพื้นที่เพิ่มจากเดิม 80 ไร่


             นายประจบ อินทกาญจน์ ผู้ช่วยผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา กล่าวยอมรับว่า พื้นที่ที่พบการบุกรุกดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่การนิคม และกรมป่าไม้เคยเข้ายึดเมื่อปีที่แล้ว

             "ขณะนี้พื้นที่ที่พบการบุกรุกอยู่ระหว่างการส่งฟ้องดำเนินคดี แต่เมื่อเข้ามาตรวจสอบซ้ำ กลับพบว่ามีการรุกคืบเพิ่มเติมอีก 80 ไร่ สะท้อนว่ากลุ่มขบวนการนี้ไม่เกรงกลัวกฎหมายเลย" ผู้ช่วยผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองเบตงกล่าว


ตร.เผยจ้างจีนฮ่อตัด-ปล่อยเช่าไร่ละ 5-6 พัน


             พ.ต.ท.ปัญญา คารวนันทน์ รอง ผกก.สภ.อัยเยอร์เวง จ.ยะลา เปิดเผยข้อมูลการบุกรุกป่าเพิ่มเติมว่า การบุกรุกส่วนใหญ่เป็นฝีมือคนนอกพื้นที่ที่ว่าจ้างชาวจีนฮ่อให้เข้ามาตัดไม้ โดยจะมีคนดูต้นทาง และส่งสัญญาณเมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ ทำให้การจับกุมในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินคดีได้เพียง 54 คดี แต่แทบจะไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ หลายคดีจึงต้องงดสอบสวน ขณะที่การรื้อถอนก็ไม่สามารถทำได้จนกว่าศาลจะตัดสิน ซึ่งกินเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ทำให้นายทุนบางคนนำพื้นที่ป่าที่บุกรุกมาปล่อยเช่าไร่ละ 5,000-6,000 บาท


กำนันอัยเยอร์เวงหวั่นกระทบกระทั่งชาวบ้าน


             นายมนเทียร แตปูซู กำนันตำบลอัยเยอร์เวง กล่าวยอมรับว่า รู้สึกหนักใจในการเข้าควบคุมสถานการณ์การบุกรุกทำลายป่า โดยเฉพาะเมื่อทางจังหวัดให้เซ็นข้อตกลงร่วมกัน หรือเอ็มโอยูในการร่วมกันดูแลป่าของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งเนื้อหาบางส่วนให้มีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือยางพาราของผู้บุกรุก แต่ในทางปฏิบัติก็เกรงว่าจะกระทบต่อชาวบ้าน


ทหาร-ป่าไม้ยังคงเดินหน้าจับรีสอร์ทเขาค้อ


             กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร จากจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ และกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นำโดยนายมานพ  สายอุ่นใจ หัวหน้าศูนย์ยุทธการแก้ไขปัญหาวิกฤตป่าไม้แห่งชาติ ที่ 2 (พิษณุโลก) นำกำลังเจ้าหน้าที่ รวม  0 นาย ทำการเข้าตรวจสอบรีสอร์ท “แทนรัก” ซึ่งอยู่ที่ หมู่ 12 บ้านส่งคุ้ม ต.เขาค้อ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ หลังมีชาวบ้านร้องเรียนว่ารีสอร์ทดังกล่าว ยังคงมีการขนคนงานจำนวนมากเข้าไปทำการก่อสร้างเพิ่มเติม ซึ่งรีสอร์ทดังกล่าว  อีกทั้งเคยถูกทางเจ้าหน้าที่เข้าทำการจับกุมดำเนินคดีมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งจากการนำกำลังเข้าตรวจสอบครั้งนี้พบตัวนายเชาวฤทธิ์  เสริมผล อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 9 ต.วัดป่า อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ส่วนคนงานอีกจำนวน 36 คน ได้มารับจ้างทำงานก่อสร้าง โดยได้ค่าแรงเป็นรายวัน วันละ 200-300 บาท

              ทางเจ้าหน้าที่ จึงแจ้งข้อหา ร่วมกันบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ในขณะทำการจับกุม มีนายดวน  ขันเงิน อายุ 49 ปี ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 ต.เขาค้อ อ.เขาค้อ ได้มาแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ ว่าเป็นหุ้นส่วนกับเจ้าของรีสอร์ท ดังกล่าว โดยอ้างว่าที่ดินบางส่วนเดิมเป็นของภรรยาตนเอง แต่ได้ขายให้กับนายสุชาติ โพธิ์หอม  ภูมิลำเนา  กทม.ในราคาไร่ละ 45,000 บาท เมื่อปี 2547 โดยมีข้อตกลงว่า ตนเองจะเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ รีสอร์ทให้เพื่อแลกกับผลกำไร 20 % ต่อปี ที่รีสอร์ท จะได้รับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ก็ได้แจ้งให้กับนายดวน  ขันเงิน ทราบว่าเมื่อครั้งที่มีการเข้ามาจับกุมรีสอร์ทดังกล่าว(เมื่อ 21 ก.ย.2554) ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต แก่นายดวน ไปแล้ว ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับในข้อกล่าวหาทั้งหมด

 

เจ้าหน้าที่ทับลานเดินหน้ารื้อบ้านพักหรู


               เมื่อเวลา 14.00 น. ที่บริเวณยอดเขาซับพลู บ้านซับพลู ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นายนุวรรต ลีลาพตะ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน และนายผาด บัวบาน หัวหน้าพิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน พร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และกำลังตำรวจ นปพ.ปราจีนบุรี รวมกว่า 10 นาย ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบการรื้อบ้านพักตากอากาศหรูหราสองชั้นยกสูงหลังใหญ่ พื้นปูด้วยไม้สัก มี 3 ห้องนอนพร้อมอ่างอาบน้ำ มี 1 ห้องคาราโอเกะ และพื้นลานหน้าบ้านปูด้วยไม้สัก และมีสระว่ายน้ำขนาดกว้าง 5 เมตรยาว 16 เมตร ลึก 1.5 เมตร , มีศาลาชมวิวสำหรับดูพระอาทิตย์ขึ้นสามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำลำมูลบนชัดเจนอย่างสวยงาม ล้อมลอบด้วยขุนเขา และยังมีห้องสำหรับบ่มไวน์และเก็บไวน์ในการรักษาอุณหภูมิ และอาคารที่พักคนงาน รวมจำนวน 2 หลัง และยังมีลานสนามหญ้าสำหรับไดร์กอล์ฟ  ภายในไร่พรฆเนศ เลขที่ 114 หมู่ 16 บ้านซับพลู ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียวฯ ซึ่งมีชื่อนายกอบศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา เป็นเจ้าของบ้าน(คนเดิม)

               โดยบ้านพักหลังดังกล่าวเป็นบ้านพักชั้นเดียวยกพื้นสูง หลังใหญ่ที่ก่อสร้างอย่างหรูหรา พร้อมกับอาคารที่พักคนงาน ซึ่งปลูกอยู่บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ ราคากว่า 6 ล้านบาท โดยบ้านพักหลังนี้ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลานจับกุมดำเนินคดีเมื่อปี พ.ศ.2546 ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (1) ภายในเขตอุทยานแหงชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ หรือครอบครองที่ดิน รวมตลอดถึงก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2551 ให้ปรับเงินเจ้าของผู้ครอบครองจำนวน 400,000 บาท พร้อมให้คุมประพฤติ 2 ปี ไม่ริบของกลาง แต่ให้ผู้ครอบครองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากพื้นที่ และเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อุทยานฯได้เข้าทำการติดป้ายประกาศเพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ครอบครองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากพื้นที่อีกครั้ง จนในที่สุดวันนี้ (4 ต.ค. 54) ทางผู้ครองครองได้ยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากพื้นที่เองแต่โดยดี พร้อมกับแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯให้เข้าร่วมตรวจสอบการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ซึ่งคาดว่าการรื้อสิ่งปลูกสร้างทั้ง 2 หลังต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จึงแล้วเสร็จ โดยระหว่างการตรวจสอบการรื้อถอนบ้านมีนางสาวกัลยา กุลัดนาม อายุ 36 ปี แสดงตัวเป็นผู้ดูแลไร่พรฆเนศดังกล่าว

                อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่อุทยานฯพบว่านอกจากบ้านพักตากอากาศหลังใหญ่และอาคารที่พักคนงานที่ศาลฎีกาได้ตัดสินให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากพื้นที่แล้ว ภายในบริเวณเดียวกันได้มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมทั้งอ่างกักเก็บน้ำ และคอกเลี้ยงกวางขนาดใหญ่ซึ่งมีกวางที่เลี้ยงมากกว่า 35 ตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้สอบถามน.ส.กัลยา ไม่ทราบนามสกุล ผู้ดูแลไร่พรฆเนศทราบว่า สถานที่แห่งนี้ได้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ โดยเจ้าของที่แท้จริงเป็นนักธุรกิจค้าขายยางพารารายใหญ่คนหนึ่งและเจ้าของคนใหม่ไม่ทราบว่าสถานที่ดังกล่าวได้บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเจ้าหน้าที่อุทยานฯจึงแจ้งผู้ดูแลให้แจ้งเจ้าของติดต่อเข้าชี้แจงรายละเอียดกับทางอุทยานฯและจะได้ตรวจสอบว่าพื้นที่ดังกล่าวใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงเพื่อจะได้ดำเนินการกับสิ่งปลูกสร้างที่พบเพิ่มเติมต่อไป

               ด้านนายนุวรรต ลีลาพตะ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน กล่าวว่า การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรายนี้เป็นรายที่ถูกจับกุมเมื่อปี 2546 โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยออกจากพื้นที่แล้วทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง โดยสิ่งปลูกสร้างมีจำนวน 2 หลัง มีบ้านพักตากอากาศหรู 1 หลัง และบ้านพักคนงานอีก 1 หลัง ทั้งนี้จำเลยรายนี้ถูกปรับเป็นเงิน 400,000 บาทด้วย ซึ่งจำเลยรายนี้ยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเอง โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องดำเนินการื้อถอน โดยเนื้อที่จับกุมในขณะนั้นประมาณ 1 ไร่ แต่พื้นที่จริงที่ครอบครองของเจ้าของเดิมที่ถูกจับกุมแล้วได้ขายต่อให้กับรายใหม่ ซึ่งรายใหม่ทำนองว่าถูกขายโดยที่ไม่ทราบว่า ตรงนี้เป็นแปลงคดีไปแล้ว และรายใหม่ก็ได้ครอบครองเนื้อที่ประมาณ 210 ไร่  และในการลงพื้นที่ตรวจสอบภายในวันนี้(4ต.ค.54)ยังพบว่ามีสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นด้วย นอกเหนือจากที่เคยถูกจับกุมไปแล้ว 2 หลัง และเท่าที่ตรวจสอบนอกจากสิ่งปลูกสร้างที่จะต้องรื้อถอนทั้ง 2 หลังแล้ว ยังมีคอกเลี้ยงกวางพันธ์ต่างประเทศ จำนวน 3 คอก มีกวางอยู่ 35 ตัว ซึ่งการที่เจ้าของที่มีการเลี้ยงกวางจะต้องตรวจสอบอีกทีว่าได้ดำเนินการจับกุมไปหรือยัง ถ้ายังไม่ก็จำเป็นจะต้องแจ้งเจ้าของให้รื้อถอนออกไป ถ้าไม่รื้อถอนออกไปก็ต้องดำเนินคดี  ส่วนเรื่องของระยะเวลาในการรื้อถอนนั้นยังไม่สามารถ ระบุได้เพราะจะต้องติดต่อเจ้าของที่แท้จริงอีกที เพราะตอนนี้ยังไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง เนื่องจากรายใหม่ที่มาครอบครองนี้ไม่ใช่รายเดิมที่ถูกจับกุม ส่วนสิ่งรื้อถอนที่แห่งนี้เราไม่มีการนำไม้หรือสิ่งอื่นไปไว้ใช้ประโยชน์ในราชการ เนื่องจากว่ารายนี้ศาลไม่ได้มีคำสั่งริบ ดังนั้นสิ่งปลูกสร้างของที่รื้อถอนออกไปเองก็ย่อมเป็นของเจ้าของ และจะต้องขนย้ายออกไปจากพื้นที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตามหลังจากรื้อถอนแล้วเสร็จตามหลักการเดิมก็คือเมื่อพื้นที่ถูกรื้อถอนสิ่งปลุกสร้างไปก็จะต้องทำป่าให้กลับคืนสู่ภาพป่าเช่นเดิม โดยจะต้องเอาต้นไม้ที่เป็นต้นไม้แปลกปลอมออกไปจากพื้นที่แล้วเอาต้นไม้พันธุ์ที่ขึ้นอยู่ในพื้นถิ่นมาปลูก 

                สำหรับการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในครั้งนี้นั้นนายนุวรรต กล่าวว่า  ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของเป็นอย่างดี ที่ได้มีการจ้างคนงานเข้ามารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกเองซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ถูกจับกุมทั้งกว่า 50 รายที่เราดำเนินการมาแล้วว่า ถ้าดำเนินการรื้อถอนเองทรัพย์สินก็จะไม่ได้รับความเสียหาย แต่ถ้าทางราชการทำให้อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่แพง เนื่องจากว่าอุทยานฯเองไม่สามารถจะรื้อถอนได้ด้วยตัวเอง อาจจะต้องว่าจ้างผู้รับเหมาจากภายนอกมาดำเนินการ ซึ่งต้องมีการคิดกำไรกันทำให้ค่ารื้อถอนแพงและอาจจะเกิดความเสียหายกับทรัพย์สินได้ ดังนั้นถ้าเจ้าของทั้งกว่า 50 ราย ที่เหลืออยู่ที่ยังไม่ได้รื้อถอนขอฝากว่าถ้าทำได้เองก็ให้รีบมาทำเสียก่อน ทรัพย์สินจะได้เหลือกลับไปไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น ทั้งนี้หลังจากรายนี้แล้วที่เราประกาศไปแล้วทั้งหมด 48 แห่งตอนนี้อุทยานฯรื้อถอนไปแล้ว 3 แห่ง และตอนนี้เจ้าของรื้อถอนเอง 2 แห่ง รวมเป็น 5 แห่ง ตอนนี้เหลืออีก 43 แห่งอยู่ในเกณฑ์ที่จะรื้อถอนได้อีกประมาณ 5 แห่งที่ศาลมีคำพิพากษาสิ้นสุดแล้ว ส่วนที่เหลือที่คำพิพากษายังไม่สิ้นสุดก็จะรอให้ระยะเวลาที่เราประกาศคือประมาณวันที่ 30 ตุลาคม 2554 มาถึงก่อนแล้วจะประกาศซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นถ้าเจ้าของไม่ดำเนินการเราก็รื้อถอนเองอีก

                "ส่วนในจำนวนที่จะรื้อถอนมีนักการเมืองและข้าราชการครอบครองด้วยหรือไม่นั้น เรื่องนี้ไม่ได้ตรวจสอบลงไปในรายละเอียด ทราบแต่ว่าบางรายก็อาจจะเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองบ้าง อาจจะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บ้าง แต่ว่าผมไม่ทราบรายละเอียดตรงนี้ แต่ทราบว่ามีเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ทุกคนจะเดินหน้าเรื่องนี้ตามนโยบายของกรม และของกระทรวงฯ ที่ให้มาว่า สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตอุทยานฯก็ต้องดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกันส่วนการรื้อล็อตใหญ่อันนี้ยังไม่ได้เตรียมการณ์  ซึ่งจะต้องดูว่าถ้าถึงเวลารื้อถอนแล้วถ้าเจ้าของไม่มารื้อถอนและสิ่งปลุกสร้างมีขนาดใหญ่และเป็นคอนกรีตอาจจะต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่มาดำเนินการ"นายนุวรรต กล่าว