
'ปู'เล็งถก'เต็ง เส่ง'พลังงานธรรมชาติ
"ยิ่งลักษณ์" เตรียมหารือ"เต็ง เส่ง" ปธน.พม่า เรื่องขุดเจาะพลังงานธรรมชาติ ขณะที่จีนฉุนพม่าระงับสร้างเขื่อนกระทันหัน ด้านสหรัฐยินดีกับคำสั่งระงับดังกล่าว
4ต.ค.2554 แหล่งข่าวแจ้งว่า ในการเยือนสหภาพพม่าของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในวันที่ 5 ตุลาคม เพื่อแนะนำตัวโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่และส่งเสริมความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น และความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งปัญหาแรงงานต่างด้าวและผู้อพยพชนกลุ่มน้อย การปราบปรามยาเสพติด นิคมอุตสาหกรรมและโครงการท่าเรือทวายจุดเชื่อมการค้าระหว่างประเทศฝั่งตะวันตกและตะวันออก และการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำ
โดยการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเตรียมจะหารือถึงความร่วมมือพลังงานต่างๆ กับทางการพม่า โดยเห็นว่า พม่ามีศักยภาพในเรื่องก๊าซธรรมชาติ และยังมีแหล่งพลังงานธรรมชาติอีกหลายแห่งยังไม่ได้รับการสำรวจ หากเจรจากันได้ก็จะเป็นประโยชน์ เนื่องจากแหล่งก๊าซธรรมชาติทางบก ใช้ค่าดำเนินการขุดเจาะราคาไม่สูงเท่ากับการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติทางทะเล ซึ่งหากก่อสร้างท่อก๊าซจากประเทศพม่าเข้ามายังประเทศไทยได้จะช่วยประหยัดกว่าซื้อก๊าซแอลเอ็นจี ซึ่งปัจจุบันนำเข้าจากตะวันออกกลางและออสเตรเลีย
มีรายงานว่า ในการเยือนพม่าครั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพลเอกเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่า จะเข้าร่วมพิธีมอบอุปกรณ์พื้นฐานด้านอุตุนิยมวิทยาตามแผนงานการพัฒนาศักยภาพด้านการพยากรณ์อากาศ ระบบการเตือนภัย และการฟื้นฟูพื้นที่ในภาคอิระวดีและภาคย่างกุ้ง ก่อนจะร่วมกันเป็นเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนหนังสือลงนามเรื่องการก่อสร้างถนนสายเชิงเขาตะนาวศรี - กอกะเร็ก การปรับปรุงถนนสายเมียวดี - เชิงเขาตะนาวศรีและการซ่อมแซมถาวรสะพานมิตรภาพไทย - เมียนมาร์ โดยมีรมว.ต่างประเทศของ 2 ประเทศเป็นผู้ลงนาม และในช่วงค่ำ ประธานาธิบดีเมียนมาร์จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ณ สำนักประธานาธิบดี ก่อนเดินทางกลับในวันเดียวกันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับกำหนดการเยือนประเทศในภูมิภาคอาเซียนของนายกฯที่จะมีขึ้นภายในเดือนนี้ได้แก่มาเลเซียวันที่ 10 ต.ค.จากนั้นเดินทางไปสิงคโปร์ และเวียตนาม 17 ต.ค. ตามด้วย จีน 19 -21 ต.ค.
จีนเพิ่มการกดดันพม่าฉุนระงับสร้างเขื่อนกระทันหัน
สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่า บริษัทจีนพยายามกดดันพม่าเพิ่มขึ้น หลังจากพม่าระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ที่เป็นการลงทุนร่วมและจีนเป็นกำลังหลักทางการเงินอย่างไม่คาดฝัน โดยให้เหตุผลว่า โครงการนี้เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาทางกฎหมายอย่างมาก
ในระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ นายหลู ฉีโจว ประธานบริษัทไชน่า พาวเวอร์ อินเวสต์เม้นท์คอร์ป กล่าวว่า เขารู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของพม่า ประกาศระงับการก่อสร้างเขื่อนมิทโสน มูลค่า 3,600 ล้านดอลล่าร์ หรือกว่า 1 แสนล้านบาท เมื่อวันศุกร์
นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ต่างระบุว่า เขื่อนมิทโสน จะทำให้ชาวบ้านจำนวนนับไม่ถ้วนต้องไร้ที่อยู่อาศัย และยังส่งร้ายต่อระบบนิเวศน์บริเวณแม่น้ำอิระวดี ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของพม่า และยังทำให้บริเวณที่เป็นหัวใจสำคัญทางวัฒนธรรมของชนเผ่าคะฉิ่น ต้องจมอยู่ในน้ำอีกด้วย
เขื่อนแห่งนี้ ยังตกอยู่ภายใต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากเชื่อว่า เมื่อสร้างเสร็จ พม่าก็จะส่งออกกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเขื่อนแห่งนี้ไปยังจีน ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากในพม่า ยังไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ เมื่อประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ประกาศระงับการสร้างเขื่อน ทำให้เขาได้รับการยกย่องจากหลายฝ่าย รวมทั้งนักเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยและรัฐบาลสหรัฐ แต่ได้ส่งผลกระทบค่อนข้างแรงกับจีน ที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับสองของพม่า รองจากไทย และดูเหมือนจะลามไปกระทบเรื่องการเมืองด้วย
จีนได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลล่าร์ ไปกับการลงทุนในพม่า ทั้งเหมืองแร่ , การทำไม้ซุง รวมถึงสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และยังมั่นคงในการแสดงจุดยืนสนับสนุนทางการเมืองต่อรัฐบาลที่ถูกโดดเดี่ยวอย่างพม่าอีกด้วย
ประธานบริษัทไชน่า พาวเวอร์ อินเวสต์เม้นท์ ระบุว่า ฝ่ายจีนได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายและกฎเกณฑ์ทุกอย่าง รวมถึงปฏิบัติตามหน้าที่ด้วยความอุตสาหะตามภาระหน้าที่ การระงับโครงการสร้างเขื่อน ได้นำมาซึ่งความสับสนและยังจะทำให้ประเด็นทางกฎหมายขึ้นมาอีกมากเขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย แต่ระบุว่า มีจำนวนมากถูกลงทุนไปกับโครงการนี้ และอาจจะมีการผิดนัดชำระหนี้จำนวนมหาศาล ซึ่งไม่แน่ใจว่า ระบบกฎหมายของพม่าจะรับมือไหวหรือไม่
สหรัฐยินดีผู้นำพม่าสั่งระงับสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ
ขณะเดียวกันนางวิคตอเรีย นูแลนด์ โฆษกหญิงของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ แถลงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมว่า รัฐบาลสหรัฐยินดีต่อคำประกาศระงับโครงการสร้างเขื่อนขนาดยักษ์มูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แห่งนี้ เนื่องจากขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชนพม่า สหรัฐเชื่อว่าการตัดสินใจของผู้นำพม่ามีความสำคัญและเป็นไปในทิศทางบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพม่าตอบสนองต่อความวิตกกังวลของประชาชน และอย่างน้อยประเด็นนี้ก็เห็นถึงการส่งเสริมสร้างความปรองดองภายในชาติ
รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนรัฐบาลพม่าดำเนินการขั้นต่อๆ ไปที่จะเคารพและพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนทุกคน รวมถึงชนกลุ่มน้อย ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและภาคประชาสังคม ซึ่งสหรัฐหวังจะให้ความก้าวหน้าเช่นนี้ต่อไป
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเตือนว่า โครงการสร้างเขื่อนมี้ตโสน ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของพม่า จะทำให้พื้นที่ขนาดเท่าประเทศสิงคโปร์ถูกน้ำท่วม หลายสิบหมู่บ้านต้องจมอยู่ใต้น้ำ ประชาชนอย่างน้อย 10,000 คน ต้องละทิ้งถิ่นอยู่อาศัยอีกทั้งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยมิอาจเรียกกลับคืนได้



