ข่าว

น้ำตา-น้ำใจในน้ำท่วม

น้ำตา-น้ำใจในน้ำท่วม

05 ต.ค. 2554

น้ำตา-น้ำใจในน้ำท่วม:คมเคียวคมปากกา โดย... บรรณวัชร

          สมัยวัยรุ่น ผมไปใช้ชีวิตอยู่แถวนครสวรรค์ จำได้ว่ายามนี้แหละเป็นฤดูข้าวตั้งท้อง น้ำเหนือเจิ่งนองทุ่งนา อันเป็นวิถีปกติของธรรมชาติของการทำ "นาปี" ซึ่งน้ำมาแล้วก็ไป ไม่ขังท่วมเหมือนปัจจุบัน
 
          ช่วงหลังในที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ชาวนายุคใหม่ทำนาปีละ 4-5 ครั้ง จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวนาสองฟากฝั่งเจ้าพระยา เมื่อต้องเจอภัยน้ำท่วม อย่างกรณีประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ถูกกระแสน้ำพัดประตูน้ำพัง น้ำเหนือจึงทะลักท่วมทุ่งนา และบ้านเรือนชาวบ้านสิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง และชัยนาท
 
          ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่พอใจกรมชลประทาน ที่ปล่อยน้ำท่วมไร่ท่วมนาฝั่งตะวันออก และไม่ยอมปล่อยน้ำไปลงทางแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือแม่น้ำท่าจีน เพื่อคลายความเดือดร้อนให้คนอีกฟากฝั่งหนึ่ง
 
          เหตุที่กรมชลประทานปล่อยน้ำไปทางฝั่งตะวันตกน้อยกว่าอีกฝั่งหนึ่ง เพราะชาวนาในเขตสุพรรณบุรี กำลังเร่งเก็บเกี่ยวข้าว เนื่องจากปัจจุบันมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวอายุสั้น ชาวนาจึงสามารถทำนาปีหนึ่งได้หลายครั้ง
 
          เรียกว่าผืนนาแทบไม่มีเวลาพัก "ใครเกี่ยวก่อน หว่านก่อน ก็เกี่ยวก่อน" มันเลยไม่มี "ฤดูเก็บเกี่ยว" เหมือนในอดีต อย่างวันก่อน นสพ.ไทยรัฐ ได้ตีพิมพ์ภาพข่าวชาวนาเดิมบางนางบวชขับรถไถนา เตรียมหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวรอบใหม่อีกแล้ว
 
          ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวนาสองฝั่งเจ้าพระยา เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทุกฝ่าย และรัฐบาลควรหาทางแก้ไขในระยะยาว ซึ่งมีบางฝ่ายเสนอให้ชาวนากลับมาทำนาแบบเดิมคือ ปีละ 2 ครั้ง ขอแค่ทำนาปีกับนาปรังเท่านั้น
 
          หากทำได้แบบนี้ ยามน้ำเหนือหลากล้นก็สามารถกระจายน้ำเข้าทุ่งนาได้เต็มที่ทั้งสองฝั่ง ไม่ต้องเกิดสภาวะท่วมฝั่งหนึ่ง และอีกฝั่งหนึ่งไม่ท่วมอย่างเช่นทุกวันนี้ 
  
          อย่างไรก็ดี ยามทุกข์ยากเดือดร้อน อยากวอนขอให้ทุกฝ่ายเห็นใจซึ่งกันและกัน มีสิ่งใดจะช่วยเหลือกันได้ ควรช่วยกันเต็มที่ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากสุขสบายบนความลำบากยากเข็ญของพี่น้องร่วมชาติ
 
          ในบรรยากาศน้ำตาท่วมใจ ทำให้ผมนึกถึงเพลงดังของ ระพิน ภูไท เมื่อยี่สิบปีก่อน เพลงนั้นชื่อ "สระบุรีร้องไห้" ผลงานของครูฉลอง ภู่สว่าง
 
          "จะหาน้ำใจจากเธอนั้นคงไม่มี เพราะรู้แก่ใจได้ดี ไฟไหม้บ้านพี่น้องยังไม่แล เห็นไฟลุกฮือข่าวเขาลือเสียงดังเซ็งแซ่ แค่อ่างทองน้องยังไม่แล ใจดำจริงแม่สาวนัยน์ตาคม.."
 
          คำร้องเพลงนี้บอกเล่าเรื่องราวของ "หนุ่มสระบุรี" กับ "สาวอ่างทอง" โดยเจ้าหนุ่มประสบเหตุไฟไหม้บ้าน แต่ไม่เห็นสาวอ่างทองมาช่วยเหลือเจือจาน
 
          "น้ำท่วมอ่างทองบ้านน้องนงคราญ พี่ยังอุตส่าห์ปิดร้านช่วยน้องขนข้าวของหนี ถึงคราวพี่ชายโดนไฟไหม้สระบุรี เพียงหยดน้ำใจก็ไม่เห็นมี จะไม่ให้พี่น้อยใจ-น้อยใจ"
 
          แนวเพลงตัดพ้อต่อว่าทำนองข้างต้น ก็เป็นเรื่องของเพลงที่ผูกโยงเข้ากับสถานการณ์ไฟไหม้ตลาดสระบุรี และน้ำท่วมทุ่งอ่างทอง เมื่อ พ.ศ.โน้น
 
          "จะคอยน้ำใจจากเธอคงไม่มีวัน เราเห็นใจกันและกัน เมื่อไฟไหม้บ้านซึ้งแน่แก่ใจ เสียใจเหลือเกินที่มัวเพลินรักเธออยู่ได้ เจ็บเพียงครั้งคงยังไม่ตาย มาสัญญาใหม่หนอคนใจดำ"
 
          จึงอยากฝากเพลงนี้มาเตือนใจพี่น้องให้รู้รักสามัคคีสู้ภัยธรรมชาติ ไม่มีคนชาติไหนหรอก จะรักคนไทยมากไปกว่าคนชาติเดียวกัน
 
          ได้โปรดร่วมกันแบ่งทุกข์ปันสุข อย่าได้เอาเรื่องการเมืองเลวๆ มาซ้ำเติมความทุกข์เข็ญของเพื่อนร่วมชาติกันเลยพี่น้อง!