ข่าว

ทีวีรัฐ(บาล)

ทีวีรัฐ(บาล)

04 ต.ค. 2554

ทีวีรัฐ(บาล) : ประชาธิปไตยฯที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

            ขณะที่ท่านผู้อ่านกำลังอ่านคอลัมน์ชิ้นนี้ ผังรายการของช่องสิบเอ็ดก็น่าจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนแล้ว

             ไม่ว่าจะถูกเปิดเผยผ่านการออกอากาศเอง หรือผ่านการประกาศผังอย่างเป็นทางการก็อีกเรื่องหนึ่ง

             เรื่องที่เป็นประเด็นดักหน้าผังรายการก็คือ รายการบางรายการจะอยู่หรือจะไป ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ หากสิ่งที่เรียกว่าการถอดรายการนั้นหมายถึงการไม่ต่อสัญญาเมื่อสัญญาครบกำหนดแล้ว และแน่นอนว่าผู้ที่มีรายการอยู่เดิมย่อมมีสิทธิที่จะโวย ขณะที่สื่อก็ย่อมต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดการโวยวายนั้นออกมา

             แต่ถ้าสื่อไม่เป็นสื่อแนวปลาทอง สื่อก็น่าจะสืบค้นต่อว่า เมื่อครั้งที่รัฐบาลประชาธิปัตย์นั้นขึ้นสู่อำนาจ ได้มีการยกเลิกการผลิตรายการไปมากน้อยแค่ไหน พลันที่พวกเขาเข้ามาเป็นรัฐบาล

             โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกการผลิตนั้นเป็นการยกเลิกการผลิตทันที หรือเมื่อหมดสัญญา ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวนี้บ้างว่ามีลักษณะที่ซับซ้อนมิใช่น้อย เนื่องจากการผลิตรายการในยุคก่อนนี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาแบบที่เป็นอยู่นี้ แต่เป็นลักษณะการร่วมผลิตกับทางสถานี หมายถึงว่าการผลิตนั้นจะถูกยกเลิกได้ทันที เพราะไม่ได้เป็นเรื่องสัญญา แต่เป็นการร่วมกันผลิตซึ่งจะไม่ร่วมเมื่อไหร่ก็ได้

             นอกจากนั้น ความน่าเชื่อถือในเรื่องของการรายงานข่าวของสื่อสมัยนี้ก็ย่อมต้องถูกตั้งคำถามเช่นกัน เพราะสื่อสมัยนี้ก็มีลักษณะที่เป็นสื่อหลายช่องทาง และมีลักษณะเป็นธุรกิจเช่นกัน ดังนั้นบางช่องก็มีทีวีเป็นของตนเอง บางช่องก็รับจ้างผลิตให้ทีวีที่มีอยู่แล้ว บางช่องมีทั้งสองแบบนั้นแล้ว แต่ถ้าได้ไปอยู่ในช่องทีวีหลักก็ดีมิใช่น้อย ซึ่งในเรื่องนี้มิได้บอกว่าสื่อเหล่านี้ไม่น่าเชื่อถือ แต่หมายถึงว่าถ้ามีเรื่องแบบนี้การรับรู้ข่าวสารของเราก็ดีไปอีกแบบในแง่มีแรงจูงใจที่สื่อจะเปิดเผยข้อมูล และก็เป็นเรื่องของสติด้วย ว่าการเปิดเผยข้อมูลนั้นจะน่าจะต้องถูกตรวจสอบที่มาที่ไปและแรงจูงใจเช่นกัน

             ทีนี้ในเรื่องต่อมาที่เป็นเรื่องที่มีคนตั้งคำถามกันเยอะว่า ถ้ามีการปรับผังแล้วการปรับผังจะมีรายการแบบไหนกันแน่ ก็ขอเดาทางเอาไว้ว่าหากไม่นับเรื่องของรายการข่าวซึ่งต้องทำอยู่แล้ว สิ่งที่จะมีตามมาก็คือรายการคุย หรือสนทนา ซึ่งอาจจะกลายเป็นการสนทนาท่วมจอไปเลยก็ได้

             ทางหนึ่งเงื่อนไขสำคัญน่าจะมาจากลักษณะการทำสัญญานั่นแหละครับ ถ้าสัญญาการผลิตมีขึ้นมา อย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าการร่วมผลิต เพราะจะทำให้เกิดความแน่นอน แต่ถ้าสัญญาการผลิตนั้นเป็นสัญญาแบบไม่กี่เดือน ก็อาจทำให้การสร้างแรงจูงใจในการผลิตนั้นมีได้น้อย ที่จะไปทำรายการแนวใหม่ๆ (มิพักต้องพูดถึงว่าการโฆษณานั้นทำไม่ได้โดยตรงด้วยแล้ว) ดังนั้นรูปแบบการเชิญคนมาพูด เอากล้องมาตั้ง แล้วใช้ความสามารถเฉพาะตัวของพิธีกร และความน่าสนใจของแขก ก็จะเป็นเรื่องปรกติที่ทำให้ต้นทุนไม่สูง และความเสี่ยงต่ำหน่อย

             ประการต่อมา ผมก็ยังคงยืนยันว่ารัฐบาลควรใจกว้างในการให้เวลาในการออกอากาศของฝ่ายค้าน เพราะถ้ามีการพูดว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนหมายถึงว่ามีรัฐมนตรีหลายคนมาออก ฝ่ายค้านก็น่าจะมีโอกาสได้ออกอากาศ และก็น่าจะมีฝ่ายค้านหลายคนที่ได้ตกลงกัน ส่วนถ้าคิดได้แค่ว่ารายการจะต้องเป็นรายการผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน อันนี้ย่อมสะท้อนความคับแคบของวิธีคิดของพรรคฝ่ายค้านเอง ที่ไม่ยอมทำงานเป็นทีมกับคนอื่น

             เรื่องเหล่านี้ทางหนึ่งย่อมต้องถามย้อนไปว่าเมื่อตอนที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลนั้นทำไมไม่ทำ แต่ถ้าเรามุ่งไปข้างหน้าเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ เราก็ควรเปิดกว้างให้ฝ่ายค้านมีโอกาสด้วย เพราะนี่คือเรื่องของหลักการไม่ใช่เรื่องยุทธศาสตร์ แต่รัฐบาลอาจจะขอได้เปรียบหน่อย เช่นฝ่ายค้านพูดก่อน รัฐบาลพูดทีหลังก็ได้ เหมือนการโต้วาทีที่ฝ่ายสนับสนุนปิดประเด็นนั่นแหละครับ

             วิธีเช่นนี้รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากอยู่แล้วย่อมไม่เสียเปรียบมาก และได้ภาพความใจกว้างกว่ารัฐบาลที่แล้ว มิหนำซ้ำยังเปิดให้รัฐบาลแก้เกมได้ เพราะมีเวลาตอบ ต่างจากการสู้ในสภาตามกระทู้สดที่ตนไม่ชำนาญ และต่างจากการเพลี่ยงพล้ำในประเด็นรายวันถ้ามีสื่อเสี้ยมที่คอยรับส่งลูกให้ฝ่ายค้านอยู่แล้ว

             ไม่เสียหน้าหรอกครับที่จะปรับเปลี่ยนผังใหม่อีกสักรอบ หากสิ่งนั้นจะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ เพราะเสียงข้างมากย่อมต้องฟังเสียงข้างน้อย และเสียงข้างน้อยต้องมีศักดิ์ศรีและมีที่ยืนในสังคมด้วยครับ เพราะรัฐบาลทางหนึ่งย่อมมาจากเสียงข้างมาก

             แต่ต้องไม่ลืมว่าท้ายสุดแล้ว รัฐบาลจะอยู่ได้ต้องเป็นรัฐบาลของทุกคนนะครับ ไม่ว่าเขาจะชอบคุณหรือไม่ก็ตาม