
'บ้านหลังแรก'แทบไม่เอื้อคนซื้อบ้าน
หลังจากล่าสุดปรับมาตรการมาเป็นให้สิทธิประโยชน์ในการซื้อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท
ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 4 ตุลาคม 2554 คงต้องลุ้นกันอีกรอบ ว่ามาตรการ "บ้านหลังแรก" จะมีอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ หลังจากล่าสุดปรับมาตรการมาเป็นให้สิทธิประโยชน์ในการซื้อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถนำเงิน 10% ของราคาบ้าน หรือไม่เกิน 5 แสนบาท มาหักภาษีได้โดยตรงจากภาษีสุทธิที่ต้องจ่าย แบ่งเป็นการทยอยภายในเวลา 5 ปี ซึ่งมาตรการดังกล่าวใครจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เปิดเวทีเสวนา "วิเคราะห์เจาะลึก...มาตรการบ้านหลังแรก" ระดมความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ วงเสวนาได้ข้อสรุปตรงกันว่า "มาตรการบ้านหลังแรก" เอื้อประโยชน์กับประชาชนทั้งกลุ่มคนรวยและคนจน รวมทั้งผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์น้อยมาก แถมความไม่ชัดเจนของนโยบาย ยังทำให้การซื้อขายและการโอนบ้านในไตรมาสที่ 3 ชะลอตัว เนื่องจากประชาชนต้องการรอสิทธิประโยชน์ที่แน่ชัด
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บ้านหลังแรกของผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางราคาเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ไม่เกิน 2 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นทาวน์เฮ้าส์บริเวณชานเมือง และคนกลุ่มนี้มีรายได้ต่อครัวเรือนอยู่ที่ 2-3 หมื่นบาท เมื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะพบว่าไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ดังนั้น ก็เท่ากับว่าไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการของรัฐเลย ขณะที่ผู้มีรายได้สูงก็มีจำนวนน้อยที่ยังไม่มีบ้านหลังแรก นี่คือเหตุผลที่มองว่ามาตรการนี้ไม่มีประโยชน์ทั้งกับผู้ซื้อบ้านและผู้ประกอบการ และจากการที่มีคนเข้าเกณฑ์จำนวนน้อยก็คงไม่ต้องใช้เงินภาษีมารองรับมากนัก
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลต้องการช่วยประชาชนที่มีรายได้น้อยให้มีบ้านหลังแรก สิ่งที่ควรทำก็คือ การเปิดโอกาสให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เพราะอุปสรรคจริงๆ ของคนกลุ่มนี้คือ ไม่สามารถขอกู้จากธนาคารพาณิชย์ได้ เนื่องจากไม่มีเงินเดือนประจำ และธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ค่อยนิยมปล่อยกู้ให้กับบ้านที่ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถช่วยให้กู้เงินได้เต็มวงเงิน แม้ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นเล็กน้อย ก็ไม่เป็นไร
สอดคล้องกับความเห็นของนายอิสสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ที่มองว่า แม้รัฐบาลจะมีการปรับเปลี่ยนมาตรการบ้านหลังแรก โดยให้นำราคาบ้านไปหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้โดยตรง แต่ก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อบ้านมากนัก เพราะในทางปฏิบัติจริง หากวิเคราะห์การคำนวณภาษีเงินได้แล้วจะพบว่า ผู้มีเงินได้เดือนละ 2 หมื่นบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายลดหย่อนตามกฎหมายแล้ว เงินได้พึงประเมินที่จะใช้คำนวณภาษี แทบไม่เหลือให้ต้องเสียภาษีด้วยซ้ำ ส่วนกลุ่มคนที่จะซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาทก็ไม่ค่อยมีคนเข้าข่ายการซื้อบ้านหลังแรก
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังทำให้ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของรัฐบาลต่ำมาก เพราะหากต้องใช้วงเงิน 1,700 ล้านบาท เทียบกับมาตรการ 0% ระยะเวลา 2 ปีที่รัฐบาลก่อนทำไว้ใช้งบประมาณน้อยกว่า แต่ทำให้ประชาชนประหยัดเงินในการซื้อบ้านมากกว่า และตรงกลุ่มเป้าหมายไม่มีความซับซ้อนเหมือนนโยบายของรัฐบาลใหม่
ด้าน นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ผู้ที่ต้องการบ้านหลังแรกจริง คือผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานหรือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน จึงไม่เข้าเกณฑ์เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ผู้ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้ คือ คนที่มีรายได้มากกว่า 4 ล้านบาทต่อปี จึงจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีจากโครงการบ้านหลังแรกสูงสุด 1.85 แสนบาทใน 5 ปี หรือ 3.7 หมื่นบาทต่อปี
“นโยบายนี้ไม่มีผู้ที่ได้รับสิทธิลดหย่อน 5 แสนบาทเต็มจำนวน ผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้จึงเป็นส่วนน้อย เมื่อเทียบกับการลงทุนของรัฐ เพื่ออุดหนุนมาตรการดังกล่าวจึงถือว่าไม่คุ้มกับงบที่ต้องนำมาสนับสนุน นอกจากนี้ประชาชนทั่วไปยังเข้าใจว่าการลดหย่อนภาษี จะสามารถนำมาหักลดได้ทันที 5 แสนบาท โครงการนี้จึงกลายเป็นปรากฏการณ์แหกตา” นายธำรงระบุ
ขณะที่นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โดยสรุปแล้วโครงการนี้ คนรวยไม่ได้ประโยชน์ เพราะคนมีรายได้สูงส่วนใหญ่กู้ซื้อบ้านหลังแรกไปแล้ว กลุ่มที่ได้คือผู้มีรายได้ต่อเดือน 3 หมื่นบาท และซื้อบ้านราคา 1.5 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าของธอส.อยู่แล้ว ส่วนกลุ่มที่มีรายได้ 2 หมื่นบาทต่อเดือน ไม่ได้ประโยชน์เพราะไม่ต้องเสียภาษี
ส่วน นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด มาตรการที่ประกาศออกมาหักลดภาษีโดยตรง บ้าน 5 ล้านได้ลด 5 แสนเหมือนถูกลอตเตอรี่ และเป็นมาตรการเหมือนฝนตกไม่ทั่วฟ้า สิ่งที่ทำวันนี้อาจเป็นเพียงการกระตุ้นทางจิตวิทยา



