ข่าว

กรีซลุ้นหนัก17คลังยูโรหารือร่วม

กรีซลุ้นหนัก17คลังยูโรหารือร่วม

03 ต.ค. 2554

ยูโรโซนจะหารือยกเลิกระงับเงินกู้งวดที่ 6 ให้กรีซ หลังส่อแววเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้

          3 ต.ค.54  รัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนร่วมประชุม เพื่อหาทางบรรลุข้อตกลงยกเลิกการระงับเงินกู้งวดที่ 6 แก่กรีซ หลังกรีซประกาศไม่สามารถลดการขาดดุลงบประมาณตามเป้าที่วางไว้สำหรับ
ปีนี้และปีหน้า ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน เพราะวิตกว่ากรีซจะผิดนัดชำระหนี้

          รัฐมนตรีคลังจาก 17 ชาติสมาชิกกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร เข้าหารือร่วมกันที่ลักเซมเบิร์ก โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณาว่า จะอนุมัติเงินกู้งวดที่ 6 มูลค่า 8,000 ล้านยูโรแก่กรีซ ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้ระงับไว้เมื่อเดือนที่แล้วหรือไม่ และตลอดสุดสัปดาห์ประเทศเหล่านี้ได้พยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การเงินของกรีซ

          ปัจจุบันกรีซกำลังแบกรับภาระหนี้จำนวนมหาศาลถึง 350,000 ล้านยูโร และรัฐบาลต้องการเงินกู้สำหรับจ่ายเงินเดือนข้าราชการ และอื่นๆ สำหรับเดือนนี้ แต่ชาติยุโรปยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับวิธีการช่วยเหลือกรีซ

          รัฐบาลกรีซ ได้เปิดเผยร่างงบประมาณปี 2555 เมื่อ 2 ต.ค. พร้อมกับแถลงยอมรับว่า การตัดลดตัวเลขขาดดุลงบประมาณสำหรับปีนี้ และปีหน้าจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่สหภาพยุโรป และ IMF ได้กำหนดเงื่อนไขไว้แลกกับแพ็กเกจเงินกู้ช่วยเหลือกรีซมูลค่า 110,000 ล้านยูโร

          โดยคาดว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณในปีนี้จะยังสูงถึง 8.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7.6% และสัดส่วนการขาดดุลจะลดเหลือ 6.8% ของ GDP ในปีหน้า แต่ยังต่ำกว่าที่ตั้งเป้าไว้ที่ 6.5%

          ข่าวนี้ฉุดให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียปรับตัวลดลงอย่างแรงในการซื้อขายภาคเช้าวันนี้ท่ามกลางความ
วิตกว่ากรีซจะผิดนัดชำระหนี้ ทำให้วิกฤติหนี้ในกลุ่มยูโรโซนเลวร้ายลงอีก เพราะการล้มละลายของกรีซจะส่งผลกระทบต่อการเงินในยุโรป และอาจลุกลามจนกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

          ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่เมื่อ 2 ต.ค.พบว่า ชาวกรีซกว่า 67% เชื่อว่า ประเทศไม่สามารถหลีกเลี่ยงการล้มละลายได้ และส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปฏิรูประบบราชการ แต่คัดค้านการขึ้นภาษี และลดเงินบำนาญ

 

นักลงทุนตื่นทิ้งหุ้นดัชนีดิ่ง46จุดห่วงปัญหาหนี้ยุโรปลาม-คลังปลอบพื้นฐานไทยยังดี

          การซื้อขายหุ้นไทย นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาอย่างหนักอีกครั้ง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดตลาดร่วงลง 46.90 จุด หรือลดลง 5.12% มาอยู่ที่ระดับ 869.31 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 26,638.06 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 400.55 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 2,317.89 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 1,545.54 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,172.91 ล้านบาท

          นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นักลงทุนยังกังวลกับความไม่ชัดเจนของสถานการณ์ในสหรัฐที่ยังมีข้อขัดแย้ง และการฟื้นตัวของยุโรปก็ยังดูยากลำบาก ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้การดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ยังเป็นไปตามปกติ

          โดยหากดัชนีปรับตัวลดลงถึงระดับ 5% จะต้องรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากปรับตัวลดลงถึง 10% จะดำเนินการเซอร์กิต เบรกเกอร์ ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังคงยืนยันว่าระบบการทำงานของตลาดหุ้นยังมีความสมบูรณ์และไม่มีปัญหาเชิงเทคนิค

          นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นตก ไม่ใช่เพราะนักลงทุนต่างชาติหรือนักลงทุนสถาบันจะมองตลาดหุ้นไทยไม่ดี แต่เป็นเพราะเขาถูกไถ่ถอนและจำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อนำไปช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในต่างประเทศ

          โดยนักลงทุนก็จะเทขายหุ้นในพอร์ตที่มีกำไรและมีสภาพคล่อง ซึ่งประเทศที่เป็นเป้าจะขาย ก็คือ ในเอเชีย เพราะเขาลงทุนมากและมีกำไร แต่เชื่อว่า เมื่อเขามีเงินเพียงพอที่จะจัดการกับปัญหา ถึงจุดหนึ่งเขาก็หยุดขาย ซึ่งคิดว่า จะใช้เวลาไม่นาน

          นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า นักลงทุนยังกังวลกับปัญหาหนี้สินในยุโรป การเทขายหุ้นตอนนี้เป็นการตื่นตระหนกของนักลงทุน ส่งผลให้มีแรงขายหุ้นออกมามาก ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง คำแนะนำในช่วงนี้คือ นักลงทุนควรจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ระยะยาวเชื่อว่าตลาดมีโอกาสที่จะฟื้นกลับขึ้นไปได้ ส่วนนักลงทุนระยะสั้นไม่ควรเข้ามาเก็งกำไร เพราะตลาดช่วงนี้ผันผวนหนัก

          ด้านนางผ่องเพ็ญ เรืองวีระยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การปรับลดลงของตลาดหุ้นไทยในขณะนี้เป็นผลจากการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน โดยสถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นไปอีกระยะหนึ่ง แต่คงไม่นานมากนัก ส่วนความจำเป็นที่ประเทศในแถบเอเชียจะต้องออกมาตรการร่วมกันนั้น ในขณะนี้ถือว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาธปท.มีการติดต่อประสานงานกับธนาคารกลางต่างๆ ในเอเชียเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว