ข่าว

เล็งชงสุวรรณภูมิศูนย์บินแห่งชาติเดี่ยว

เล็งชงสุวรรณภูมิศูนย์บินแห่งชาติเดี่ยว

03 ต.ค. 2554

“สุกำพล” เตรียมชงครม.ใช้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินชาติแห่งเดียวก่อนปี 58 ยกผลศึกษา “ไอเอทีเอ-ไอซีเอโอ”พร้อมเสนอให้ดอนเมืองทำแค่ธุรกิจการบินทั่วไป รับเที่ยวบินแบบไม่ประจำหรือเหมาลำเท่านั้น

           รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมแจ้งว่า พล.อ.อ.สุกําพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม เตรียมเสนอรายงานความคืบหน้าผลการศึกษาความเหมาะสมของทางเลือกการพัฒนาท่าอากาศสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองต่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ  ตามที่คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.)  ได้เคยมอบหมาย เมื่อวันที่ 14 ตุลา 2552 ให้ไปศึกษาในเรื่องความปลอดภัยในการควบคุมการจราจรในการทำการบินขึ้น-ลงของท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง นำเสนอกลับให้ รศก.พิจารณา  โดยกำหนดให้ไปศึกษา 3 ทางเลือก ดังนี้

               1. กรณีเปิดใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองให้บริการเที่ยวบินเช่น ในปัจจุบันและเร่งการลงทุนในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อให้เพียงพอกับปริมาณการจราจรในอนาคต

               2.กรณีเปิดใช้ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารประมาณ 10 ล้านคนต่อปีที่จะช่วยชะลอการลงทุนเพิ่มเติมในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเปิดเที่ยวบินภายในประเทศที่ไม่มีการต่อเครื่องบิน (Non-connecting Flight) หรือสายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Carriers) หรือเที่ยวบินระหว่างประเทศภายในภูมิภาค

               3. กรณีท่าอากาศยานดอนเมืองยกเลิกการบริการเที่ยวบินแบบประจำทั้งหมด พร้อมทั้งพัฒนากิจการเชิงพาณิชย์อื่นๆ และเร่งการลงทุนเพิ่มเติมในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 60 - 65 ล้านคนต่อปี

               อย่างไรก็ตามทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2553 เห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปีงบประมาณ พ.ศ.2554-2559 ของบริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) หรือ(ทอท.) ที่มีมติเห็นชอบโครงการไปแล้วเป็นเม็ดเงินลงทุน 62,503.214 ล้านบาท

               ล่าสุด ทอท. ได้ว่าจ้างสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ( International Air Transport Association : IATA ) ในวงเงิน 30.3 ล้านบาท ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของทางเลือก ในการพัฒนาท่าอากาศย่านสุวรรณภูมิและท่าอากาศย่านดอนเมืองตามมติ ครม. รวมถึง IATA ได้ว่าจ้าง International Civil Aviation Oganization :ICAO ประเมินทางเลือกเพื่อเปรียบเทียบกับผลการศึกษาของ IATA สรุปได้ดังนี้ คือ ทางเลือกที่ 1 ในกรณีเปิดใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองให้บริการเที่ยวบินเช่น ในปัจจุบันและเร่งการลงทุนในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อให้เพียงพอกับปริมาณการจราจรในอนาคตนั้น ทาง IATA ได้สรุปผลการศึกษาความเหมาะสมในระยะกลาง ( ปัจจุบัน - ปี 2558 ) จะช่วยบรรเทาความแออัดของท่าอากาศสุวรรณภูมิได้จนกว่าการพัฒนาในระยะที่ 2 จะเสร็จสมบูรณ์ โดยระบุเหตุผลว่า ปริมาณจราจรทางอากาศที่เพิ่มขึ้นและการที่ต้องโอนย้ายเที่ยวบินจากท่าอากาศยานดอนเมืองไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตามทางเลือกที่ 3 ในทันทีเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะจะทำให้เกิดความแออัดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะกระทบต่อความพึงพอใจของสายการบินได้ ผลการศึกษา IATA จึงมีความเห็นว่า ในทางเลือกที่ 1 นี้ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในระยะกลาง ที่จะช่วยบรรเทาความแออัดของท่าอากาศสุวรรณภูมิได้จนกว่าการพัฒนาในระยะที่ 2 จะเสร็จสมบูรณ์ ด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการควบคุมการจราจรทางอากาศอาจลดทอนลงเมื่อปริมาณจราจรฯมีเพิ่มมากขึ้นจากพื้นที่ทางอากาศ หรือ Bangkok Terminal Area (TMA) เกิดจุดตัดกันของ 2 ท่าอากาศยาน

               ส่วน 2. กรณีเปิดใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารประมาณ 10 ล้านคนต่อปีที่จะช่วยชะลอการลงทุนเพิ่มเติมในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเปิดเที่ยวบินภายในประเทศที่ไม่มีการต่อเครื่องบิน (Non-connecting Flight)หรือสายการบินต้นทุนต่ำ(Low Cost Carriers)หรือเที่ยวบินระหว่างประเทศภายในภูมิภาคนั้น สรุปผลการศึกษาของ IATA ได้คะแนนต่ำสุด โดยให้เหตุผลว่า การพัฒนากิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่หลากหลายอาจทำให้ลดทอนขีดความสามารถทางการบินของท่าอากาศยานดอนเมือง และรายได้ส่วน Non-Aeronautical Revenue ลดลง  นอกจากนี้จากปริมาณการจราจรฯที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อประชากรรอบท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง

               และผลการศึกษาทางเลือกที่ 3.ข้อสุดท้ายต่อกรณีท่าอากาศยานดอนเมืองยกเลิกการบริการเที่ยวบินแบบประจำทั้งหมด พร้อมทั้งพัฒนากิจการเชิงพาณิชย์อื่นๆ และเร่งการลงทุนเพิ่มเติมในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 60-65 ล้านคนต่อปีนั้น สรุปผลการศึกษาของ IATA ต่อผลการศึกษาความเหมาะสมในระยะยาวถึงปี 2573 ในด้านความพึงพอใจของผู้โดยสารและสายการบินด้านการเงิน ด้านความยืดหยุ่น ด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเพิ่มปริมาณจราจรทางอากาศที่เชื่อมต่อกัน ( Transfer traffic )ได้สูงสุด และการแก้ปัญหาการปฏิบัติการบิน 2 ท่าอากาศยาน ซึ่งอาจเกิดการ Cross SubsidiZation ระหว่างกัน ทำให้บริการสายการบินได้อย่างเท่าเทียมสนับสนุนศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการบินของไทยในระยะยาว และมีความปลอดภัยประสิทธิภาพในการควบคุมการจราจรทางอากาศด้วยการใช้น่านฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบการบริหารจัดการน่านฟ้าไทย ( Thailand Airspace Management System : TAMS ) ทางบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยจำกัด กำลังวางแผนพัฒนา รวมถึงการนำระบบ Performance Based Navigation (PBN) และเทคนิคการนำร่องการบินในลักษณะ Continuous Descent Operation และ Flow Management มาใช้

               นอกจากนี้ผลการศึกษาของ IATA  และ ICAO ที่สอดคล้องกัน พบว่า เห็นควรให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินแห่งเดียวในระยะยาวเพื่อรองรับสายการบินแบบประจำทั้งหมด โดยบทบาทของท่าอากาศยานดอนเมืองยังคงรองรับกิจกรรมการบินแบบไม่ประจำเช่าเหมาลำ และกิจกรรมการบินที่เกี่ยวเนื่องธุรกิจการบินทั่วไป รวมถึงควรเปิดใช้ท่าอากาศยานดอนเมือง จนกว่าโครงการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในการสร้างอาคารเทียบเครื่องบิน สร้างทางวิ่งเพิ่มเติมจะแล้วเสร็จ ซึ่งไม่ควรเกินปี 2558 เพื่อรอบรับปริมาณผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60-65 ล้านคนต่อปี เนื่องจากการพยากรณ์ปริมาณเที่ยวบินของท่าอากาศยานดอนเมืองจะเท่ากับ 219 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของการจัดการอากาศยาน