ข่าว

มัจจุราชสีจาง...วิกฤติยาฆ่าแมลง

มัจจุราชสีจาง...วิกฤติยาฆ่าแมลง

03 ต.ค. 2554

มัจจุราชสีจาง...วิกฤติยาฆ่าแมลง : กวินทรา ใจซื่อ รายงาน

           ผักผลไม้ใบสวย สีสดใส ต้นอวบสมบูรณ์ เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ แม้รู้ดีว่าผ่านสารเคมีฉีดพ่นหลายขั้นตอน...ความต้องการของผู้ซื้อทำให้ชีวิตเกษตรกรไทยไม่มีทางเลือกมากนัก ถึงต้องเดินเข้าใกล้มัจจุราชก็จำยอม เพื่อแลกรายได้มาเลี้ยงครอบครัว หนึ่งในอาชีพเสี่ยงสุด คือ "กลุ่มผู้รับจ้างฉีดยาฆ่าแมลง"

           "สุพรรณ ไผ่แก้ว" เกษตรกรบ้านคอกชี ต.บัวใหญ่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ผู้รับจ้างฉีดสารเคมีฆ่าแมลงและฆ่าหญ้ามานานหลายปี เล่าว่า ทุกวันตอนเช้าจะออกจากบ้านพร้อมถังฉีดยาฆ่าแมลง เดินทางไปพื้นที่ของผู้ว่าจ้าง โดยเฉลี่ยจะรับฉีดวันละ 10 ไร่ขึ้นไป คิดค่าแรงไร่ละ 100 บาท รายได้วันละกว่า 1,000 บาทจึงล่อใจให้หลายคนหันมายึดเป็นอาชีพเสริม กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีแปลงพืชผักผลไม้ขนาดใหญ่ทำให้ฉีดพ่นสารเคมีเองไม่ทัน หรือบางคนกลัวฤทธิ์ร้ายไม่กล้าฉีดเอง...

           บ้านลาดนาเพียง ต.สาวะถี เป็นพื้นที่เกษตรกรรรมใน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ที่ใช้สารเคมีเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะแปลงมะเขือเทศและแตงโมที่ปลูกเพื่อขายเมล็ด อาจต้องฉีดพ่นไม่ต่ำกว่า 1-2 ครั้งต่ออาทิตย์ เกษตรกรหลายคนยอมรับว่า จำเป็นต้องใช้สารเคมีหลายชนิดผสมกัน เพื่อให้มีผลปราบแมลงและหญ้า หากแมลงดื้อยาจะเปลี่ยนไปใช้สารเคมียี่ห้ออื่นที่ฤทธิ์แรงขึ้น
  
            กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลขอนแก่น สำรวจเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบจากสารเคมีในแปลงเกษตร โดยใช้วิธีตรวจวัดระดับสารเคมีในเลือด พบว่า "บ้านลาดนาเพียง" มีกลุ่มเสี่ยง 272 คน ตรวจพบสารเคมีในเลือดสูงถึง 178 คน ส่วน "บ้านท่อนน้อย"  ตรวจพบ 81 คน จากกลุ่มเสี่ยง 107 คน

           "ทุกคนรู้ว่าสารเคมีอันตราย แต่พิษไม่ได้เกิดฉับพลัน มันจะสะสมมาเรื่อยใช้เวลาเป็นสิบปี คนเลยไม่ค่อยกลัว"

           นพ.ปิติ จันทร์เมฆา หัวหน้ากลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลขอนแก่น กล่าวสรุปสั้นๆ ขณะที่ผู้คลุกคลีกับแปลงเกษตรรู้ดีว่า สารเคมีฆ่าแมลงตัวอันตรายสุดนั้น คือ 4 ตัวร้ายที่เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศกำลังเรียกร้องให้ยกเลิก คือ "คาร์โบฟูราน" "ไดโครโตฟอส" "เมโทมิล" "อีพีเอ็น" 

           "สุเมธ ปานทอง" ผู้ประสานงานวิจัยท้องถิ่น ศูนย์ประสานงานเกษตรกรรมยั่งยืน จ.มหาสารคาม ให้ข้อมูลว่า เมื่อปี 2552 หน่วยงานรัฐในมหาสารคามสั่งซื้อสารเคมีรักษาโรคใบไหม้ในข้าว เพื่อแจกจ่ายเกษตรกรมูลค่ารวม 46 ล้านบาท และปี 2553 ยังสั่งซื้อสารเคมีเพิ่มอีก 3 ครั้ง ใช้งบประมาณ 88 ล้านบาท สวนทางกับยุทธศาสตร์จังหวัดที่ต้องการให้มหาสารคามเป็นพื้นที่นาข้าวอินทรีย์

           “จังหวัดใช้งบมหาศาลสั่งซื้อสารเคมีพิษ เราขอเรียกร้องให้รัฐหยุดแจกสารพิษ แล้วหันมาเอาจริงกับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้คณะกรรมการควบคุมวัตถุมีพิษต้องขึ้นทะเบียนร้านค้าขายสารเคมีทางการเกษตร ตรวจสอบการโฆษณาชวนเชื่อการขายจำหน่ายสารเคมีของวิทยุชุมชน เพราะปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เกษตรกรเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้สารเคมี” นายสุเมธกล่าว
 
           สอดคล้องกับรายงานของ "เอฟเอโอ" องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ที่ระบุว่าไทยมีพื้นที่เกษตรอันดับ 48 ของโลก แต่เปรียบเทียบสถิติกับพื้นที่เกษตรของประเทศอื่นแล้ว พบว่านำเข้าสารเคมีสูงเป็นอันดับ 1 เฉพาะในปี 2553 มีการนำเข้า 117 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท

           แต่ที่ต้องลุ้นระทึกคือ บ่ายวันที่ 3 ตุลาคม 2554 คณะอนุกรรมาการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร จะประชุมพิจารณาเอกสารขอขึ้นทะเบียนสารคาร์โบฟูราน จากบริษัทค้าสารเคมียักษ์ใหญ่ข้ามชาติ โดยหลายฝ่ายออกมาคัดค้านว่าสารพิษตัวนี้ห้ามขายแล้วในหลายประเทศ โดยเฉพาะในอเมริกาซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสารร้ายตัวนี้

           "อุบล อยู่หว้า" ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสานยืนยันว่า หากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนสารเคมีพิษ 4 ชนิดนี้จริง ต้องเปิดเผยเอกสารข้อมูลด้านพิษวิทยา, ผลทดลองประสิทธิภาพ, ผลกระทบสารพิษต่อสิ่งแวดล้อม, พิษตกค้างในพืชผล ฯลฯ พร้อมเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการ, อนุกรรมการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาขึ้นทะเบียนสารเคมีด้วย เพื่อความโปร่งใสและให้ภาคประชาชนช่วยกันตรวจสอบได้