
'ปาปาราซซี'นักล่าภาคพลเมือง
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ปาปาราซซีภาคพลเมือง นักล่าเงินรางวัลแห่งแดนกิมจิ โดย...อุไรวรรณ นอร์มา
หนี้สินที่พอกพูนขึ้นแต่รายได้ไม่พอจ่ายค่าดอกเบี้ย ทำให้ครูสอนภาษาอังกฤษอย่าง อิม ฮยอน ซก ต้องคิดหางานใหม่ ในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งในนักล่าเงินรางวัล ที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในเกาหลีใต้ และถูกเรียกอย่างประชดประชันว่า "ปาปาราซซี"
ภารกิจของอิมและผู้ร่วมเดินทางสายนี้ คือการสะกดรอยตามและบันทึกภาพเหยื่อ ที่มิใช่คนดัง เศรษฐี นักการเมือง หรืออาชญากรตัวฉกาจ แต่เป็นคนธรรมดาทั่วไปใครก็ตามหากทำสิ่งผิดกฎหมายเมื่อไหร่ จะถูกคนเหล่านี้แอบถ่ายคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานส่งมอบตำรวจ จากนั้นก็รอรับเงินรางวัล
โอกาสมีอยู่ทุกหนแห่ง โรงงานที่ปล่อยของเสียลงแม่น้ำ เจ้าของตึกที่ปิดล็อกประตูทางออกฉุกเฉิน หมอและทนายความที่ไม่ออกใบเสร็จรับเงินเพื่อจะได้ถูกหักภาษีเงินได้ต่ำกว่ำความเป็นจริง
แต่สำหรับเป้าหมายของอิม วัย 39 ปี ผู้เริ่มอาชีพใหม่เมื่อ 7 ปีที่แล้วคือ พวกที่ชอบเผาขยะในสถานที่ต้องห้ามซึ่งผิดกฎหมายรักษาสภาพแวดล้อม และทำรายได้ตกปีละประมาณ 2.55 ล้านบาท มากกว่าการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษถึงสามเท่า
ด้านนางเจนนิเฟอร์ ชุง แม่บ้านวัย 54 ปี ทุกเช้า หลังส่งลูกไปโรงเรียนส่งสามีไปทำงานแล้ว เธอจะออกปฏิบัติการล่ารางวัลโดยมุ่งเป้าโรงเรียนกวดวิชาที่คิดค่าเรียนเกินราคาควบคุม ร้านอาหารที่ไม่ลงที่มาของอาหารในเมนู หรือสถานเสริมความงามที่แอบให้บริการดูแลผิวพรรณที่แพทย์ไม่อนุญาต
แม่บ้านรายนี้มักแสร้งทำเป็นลูกค้าเข้าไปพูดคุย แต่เก็บบันทึกหลักฐานทุกอย่างด้วยกล้องคมชัดสูงซ่อนในกระเป๋าถือที่เจาะรูให้เลนกล้องจับภาพภายนอกได้
นางชุง มีรายได้จากการสะสมเงินรางวัลแจ้งเหตุผิดกฎหมาย เดือนละประมาณ 5.1 หมื่นบาท
นักล่าเงินรางวัลเป็นอาชีพส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยบอกคนในครอบครัวหรือให้เพื่อนบ้านรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และจำนวนไม่น้อยหันมาทำงานนี้เพราะไม่มีทางเลือกมากนัก
บัง แจ วอน วัย 56 ปี ผู้คร่ำหวอดในวงการนักล่าเงินรางวัลมานาน 8 ปี หลังจากนายจ้างพูดเป็นนัยว่าแก่เกินไปแล้วสำหรับงานที่ทำอยู่และต้องลาออก กล่าวว่า ไม่เคยบอกให้เพื่อนบ้านรู้ว่าทำงานอะไรเพราะอาจมองหน้ากันไม่สนิทโดยไม่จำเป็น แต่ในใจไม่รู้สึกอายกับงานที่ทำ แถมภูมิใจเวลาจับคนทิ้งขยะในที่ห้ามทิ้ง หรือเปิดโปงการหลอกขายของ คนที่รังเกียจพวกตนว่า เป็นพวกขี้ฟ้อง หรือฉวยโอกาสก็ขอถามว่า แล้วฝ่าฝืนกฎหมายทำไมล่ะ
การใช้เงินรางวัลเป็นสิ่งจูงใจให้พลเมืองดีร่วมแจ้งเหตุผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีต รัฐบาลเคยให้เงินรางวัลอย่างงามสำหรับผู้แจ้งเบาะแสนำจับสายลับเกาหลีเหนือ แต่ในช่วงสองสามปีมานี้ หน่วยงานรัฐหลายแห่งได้เริ่มโครงการให้รางวัลคนที่แจ้งเหตุทำผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่เป็นความผิดเล็กๆ น้อยๆ เช่น การปาก้นกรองบุหรี่ออกนอกหน้าต่างรถ
การแจ้งเบาะแสนำจับแลกเงิน ได้รับความนิยมโดยเฉพาะหลังเศรษฐกิจเกาหลีใต้ตกอยู่ในภาวะซบเซา ปาปาราซซีส่วนใหญ่เป็นคนตกงาน หรือแม่บ้านวัยกลางคนที่อยากหารายได้เสริม และเริ่มสนใจ หลังจากสื่อรายงานว่า งานนี้สร้างรายได้ปีละหลายแสนวอน
แต่ อิม อดีตครูสอนภาษาอังกฤษ กล่าวว่า ถึงจะรายได้ดี แต่มีปาปาราซซีเต็มตัวไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำรายได้มากพออยู่ได้ นอกจากนี้ คนมักเข้าใจผิดว่าหากอยากประสบความสำเร็จแล้ว ปาปาราซซีจะต้องแต่งตัว ทำท่าทางราวกับสายลับ และใช้อุปกรณ์ไฮเทค แต่สิ่งสำคัญที่สุด ต้องรู้จักคิด
เช่น เมื่อปี 2548 ตนสังเกตเห็นว่า ตู้ขายกาแฟหยอดเหรียญตามร้านอินเทอร์เน็ตที่เคยเข้าไปใช้บริการทุกแห่ง ไม่มีการติดป้ายว่าผ่านการตรวจสอบด้านสุขอนามัยเลย จึงใช้วิธีโทรศัพท์ไปตามร้านอินเทอร์เน็ตหลายร้อยแห่ง อ้างว่า "ผมลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ใกล้กับเครื่องขายกาแฟในร้านของคุณ" เพื่อจะดูว่า มีร้านไหนบ้างที่มีตู้ขายกาแฟแบบเดียวกันนี้ จากนั้น รวบรวมรายชื่อและแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ที่สุด ได้เงินรางวัล 2600 ดอลลาร์ (ประมาณ 8.1 หมื่นบาท)
ไม่อาจประเมินได้ว่า มีชาวเกาหลีใต้ที่อยู่ในวงการนี้มากเท่าใด เนื่องจากหน่วยงานรัฐแทบทุกระดับ ต่างมีโครงการของตนเอง แต่จำนวนคงมากพอทีเดียว ไม่เช่นนั้น คงไม่เป็นตัวกระตุ้นผุดธุรกิจใหม่อย่างโรงเรียนฝึกเป็นนักสอดแนม ที่จะมีการถ่ายทอดวิชาสะกดรอยตามเหยื่อและถ่ายภาพ สอนกระทั่งวิธีเล่นละครหลบพิรุธ
"คนบางคนกล่าวหาพวกเราว่า ไร้จิตสำนึก หาว่าเป็นหนูสกปรกบ้างล่ะ ฉวยโอกาสจากจุดอ่อนของคนอื่นบ้างล่ะ แต่จงจำไว้ว่า อย่าได้รู้สึกผิดบาปใดๆ เพราะคนเหล่านั้นเป็นอาชญากร พวกเขาทำผิดกฎหมาย และสมควรได้รับโทษ" นายมูน ซอง อ็อก วัย 64 ปี เจ้าของโรงเรียนสอนนักล่ารางวัลแห่งหนึ่งในกรุงโซล กล่าวกับลูกศิษย์ในชั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านวัย 40-50 ปี พร้อมกับย้ำว่า นี่เป็นหน้าที่ของผู้รักชาติคนหนึ่งที่มาพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน
ครูมูน อดีตเคยเป็นนักล่าเงินรางวัลที่ช่ำชอง และเขียนตำราที่ให้รายละเอียดว่าการละเมิดกฎหมายข้อไหนที่หากจับได้จะได้เงินรางวัลเท่าไหร่ ซึ่งมีตั้งแต่ทิ้งก้นกรองบุหรี่ ทิ้งขยะในที่ห้ามทิ้ง โสเภณี และโกงประกันภัย
เงินรางวัลมีตั้งแต่แค่ 5 ดอลลาร์สำหรับการแจ้งคนทิ้งบุหรี่ จนถึง 850 ดอลลาร์สำหรับการนำจับผู้ที่ขายปศุสัตว์โดยไม่มีใบอนุญาต แต่ในอนาคตอันใกล้ ทางการโซลบอกว่าจะให้รางวัลสูงถึง 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียวหากพบการทุจริตคอรัปชั่นในหมู่เจ้าหน้าที่ของกรุงโซล
โรงเรียนกวดวิชาเป้าหมายใหญ่
พวกปาปาราซซีมักหากลยุทธ์ต่างๆ นานาเพื่อจับผิด "ฮักวอน" หรือโรงเรียนกวดวิชาเอกชน ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่เพราะโรงเรียนกวดวิชามีอยู่ทุกหนแห่งในประเทศที่หมกมุ่นกับผลการเรียนอย่างยิ่งยวด และไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการที่คุณแม่บ้านจะแสร้งเข้าไปถามไถ่และหาหลักฐานว่า โรงเรียนคิดค่าติวสูงกว่าราคาควบคุม หรือเปิดสอนหลังเวลากำหนดหรือไม่
รัฐบาลเกาหลีใต้มีกฎหมายกำกับดูแลโรงเรียนกวดวิชา เพื่อควบคุมการใช้จ่ายการศึกษานอกหลักสูตรของผู้ปกครอง และเพื่อลดแรงกดดันเด็ก
นับจากกระทรวงศึกษาธิการเริ่มพึ่งนักล่าเงินรางวัล ที่เรียกกันว่า ฮัก-ปาปาราซซี ให้ช่วยเป็นหูเป็นตาโรงเรียนกวดวิชา ตั้งแต่ปี 2552 ได้มีการจ่ายเงินรางวัลแล้ว 3,400 ล้านวอน (เกือบ 90 ล้านบาท) โดยมีคนคนหนึ่งรับไปคนเดียวเกือบ 300 ล้านวอนจากการแจ้งเหตุมากกว่า 920 ครั้ง
นายโช ยัง ฮวาน รองประธานแนวร่วมฮักวอนเกาหลี บ่นว่า รัฐบาลกำหนดราคาฝ่ายเดียวและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งยังปล่อยแถวปาปาราซซีออกมาล่าแม่มด ถือเป็นการหมิ่นเกียรติและต่อต้านการศึกษา คนพวกนี้เป็นผู้ล่าที่ปราศจากความปรานี ทำให้โรงเรียนกวดวิชาเล็กๆ หลายแห่งต้องปิดตัวลง
ขณะที่ จู มยอง ฮยอน เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาเกาหลีใต้ที่รับผิดชอบโครงการให้รางวัล กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่านี่เป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่จะกระทรวงจะใช้วิธีนี้ต่อไป จนกว่าฮักวอนจะไม่แตกแถว
ปาปาราซซีช่วยหรือทำร้ายสังคม
สำหรับทางการท้องถิ่นแล้ว ปาปาราซซีภาคพลเมือง คือการจ้างงานนอกระบบ หรือเอาท์ซอร์สงานบังคับใช้กฎหมาย ที่ช่วยประหยัดค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจำ เพราะโดยมาก ค่าปรับผู้กระทำผิด มากกว่าเงินรางวัลที่จ่ายให้ผู้แจ้งเบาะแสอยู่แล้ว เช่น รางวัลสำหรับการแจ้งเหตุทิ้งขยะในที่ห้ามทิ้ง จะตกประมาณ 40 ดอลลาร์ แต่ค่าปรับจะสูงกว่าประมาณ 10 เท่า
แต่ในมุมมองนักวิชาการเกาหลีใต้มองว่า โครงการให้รางวัลเช่นนี้ กำลังบั่นทอนความไว้วางใจในสังคม
นายลี ยุน โฮ นักวิชาการด้านการบริหารงานตำรวจ มหาวิทยาลัยดองกุก ในกรุงโซล กล่าวว่า นี่เป็นความคิดที่ดี แต่พอประชาชนทำงานเป็นงานหลักแบบนี้ ก็จะกลายเป็นการแปรรูปงานบังคับใช้กฎหมายเป็นของเอกชนไปโดยปริยาย และเกิดคำถามด้านจริยธรรมหลายข้อ
ส่วน นายโช ชาง ซู ศาสตราจารย์กฎหมาย มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจจู มองปรากฏการณ์นี้ว่า น่าเป็นห่วง เพราะรางวัลกลายเป็นธุรกิจทำกำไรสำหรับนักล่าเงินรางวัล ไม่ใช่การส่งเสริมจิตสำนึกพลเมือง หรือสำนึกในการแสวงหาความยุติธรรมอย่างแท้จริง
"พวกเขาวางกับดักล่อ และเฝ้ารอจนมีคนละเมิดกฎ พฤติกรรมเช่นนี้มีแต่กระพือความรู้สึกไม่ไว้ใจกันของสมาชิกในสังคม"
ขณะที่ ครูมูน เจ้าของโรงเรียนสอนนักล่ารางวัล กล่าวว่า คนเกาหลีมีนิสัยไม่ค่อยอดทน รีบร้อน จึงฝ่าฝืนกฎกันเป็นว่าเล่น เช่น ฝ่าไฟแดง เปลี่ยนเลนผิดกฎ ทิ้งบุหรี่ไม่เป็นที่เป็นทาง ตราบใดที่นิสัยคนเกาหลียังไม่เปลี่ยน ปาปาราซซีก็จะยังเป็นธุรกิจที่สดใสต่อไป
.................
(หมายเหตุ : เปิดโลกวันอาทิตย์ : ปาปาราซซีภาคพลเมือง นักล่าเงินรางวัลแห่งแดนกิมจิ โดย...อุไรวรรณ นอร์มา ข้อมูลจากเอเอฟพี นิวยอร์คไทมส์ )



