ข่าว

ล็อกเงินต้นให้ปลอดภัย

ล็อกเงินต้นให้ปลอดภัย

02 ต.ค. 2554

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : ล็อกเงินต้นให้ปลอดภัย โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

         ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสขึ้นเวทีเสวนา “อนาคต...กำหนดได้” ที่จัดขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด งานนี้ผู้จัดงานเชิญคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมให้ข้อมูลต่อผู้บริหารของบริษัท คือ คุณประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน

         ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่วันนั้น เป็น “แบล็กมันเดย์” ของตลาดหุ้นไทย หลังจากดัชนีราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปกว่า 9.4% หรือกว่า 90 จุด!! ที่ว่าโชคดีเพราะมีคนสนใจมาร่วมงานคับคั่งจนที่นั่งไม่พอ แต่โชคร้ายตรงที่ทุกความสนใจ ดูเหมือนจะพุ่งไปที่เรื่องเฉพาะหน้าอย่างตลาดหุ้น จนทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลไปยังจุดอื่นๆ ถูกกลบลบเลือนอย่างน่าเสียดาย

         หากคิดอีกมุม อาจจะพอมองเห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดในวันนั้น คล้ายๆ กับอาการของผู้ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นในหุ้นหรือทอง ที่หลายครั้งตื่นตระหนกกับเรื่องตรงหน้า จนลืมคิดถึงเรื่องที่อยู่ถัดไป และนั่นเป็นสาเหตุทำให้การตัดสินใจผิดพลาด เพราะความมั่นคงกับ “แนวโน้มหลัก” ถูกบั่นทอนจากความผันผวนระหว่างทาง

         พูดถึง “แนวโน้มหลัก” แล้ว ขอหยิบยกคำตอบของคุณกิตติรัตน์ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่บอก “จุดหมายปลายทาง” และเส้นทางเดินรถของรัฐบาลชุดนี้ว่า เป้าหมายของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล คือ การปรับสมดุลของประเทศ จากรวยกระจุก จนกระจาย คนรวยมีโอกาสรวยขึ้นๆ และคนจนไม่มีสิทธิลืมตาอ้าปาก เป็นการกระจายรายได้ให้คนจน โดยไม่ได้ทำให้คนรวยอยู่แล้วรวยน้อยลง

         “เราต้องกล้าเปลี่ยนแปลงเหมือนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ที่เปลี่ยนจากระบบเกษตรกรรมไปสู่การใช้แรงงาน และวันนี้ รัฐบาลกำลังทำในสิ่งที่ควรทำมาเมื่อหลายปีที่แล้ว เรากำลังสร้างสมดุล ด้วยการลดการพึ่งพาต่างประเทศ ที่ทุกวันนี้ เราอาศัยการส่งออกถึง 72% สิ่งที่กำลังทำ คือ เราต้องถ่วงน้ำหนัก ให้เกิดสมดุลที่เกิดจากการเติบโตภายใน"        

         ดังนั้น แน่นอนว่า ถนนทุกสายของนโยบายรัฐ จะวิ่งเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่การสร้างสมดุล ผ่านนโยบายที่เห็น ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว รถคันแรก บ้านหลังแรก รวมถึงการปรับเพิ่มรายได้ เพิ่มเงินเดือนและเพิ่มค่าจ้าง

         จริงๆ ได้ถามต่อไปเหมือนกันว่า การปรับสมดุลในระหว่างที่ “นอกบ้าน” ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาและยุโรปเข้าขั้นวิกฤติรุนแรงและต่อเนื่องแบบนี้ ถือว่า “เหมาะสม” หรือไม่ แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ดังนั้น ถ้าถามความเห็นส่วนตัวหลังจากรับทราบเป้าหมายและเส้นทางการเดินรถของรัฐบาล ก็ต้องบอกว่า เป็นช่วงที่ควรคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างน้อย 2 ชั้น เพราะความเสี่ยงข้างนอกก่อให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในหลายครั้ง

         โลกของการลงทุนหรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิต คงมีอยู่ 2 เรื่องที่ถ่ายโอนน้ำหนักไปมาระหว่างกัน หนึ่ง คือ การคำนึงถึงความเสี่ยง และสอง คือ การคำนึงถึงผลตอบแทน จะเอาหนึ่งหรือสองเป็นที่ตั้ง ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา        

         ถ้ามองจากสิ่งที่อยู่รอบตัวในตอนนี้ คำตอบ 99% คงอยู่ที่การคำนึงถึง “ความเสี่ยง” เป็นอย่างแรก เสี่ยงจากทั้งเศรษฐกิจโลก เสี่ยงจากทั้งผลกระทบที่เกิดกับเศรษฐกิจไทย และเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ในระยะหลัง เราจึงเห็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงให้แก่ผู้ลงทุน ด้วยการ “คุ้มครองเงินต้น” หรือจะเรียกว่า “ล็อกเงินต้น” แบบนั้นก็ได้

         ล่าสุด บลจ.เกียรตินาคิน เป็นอีกหนึ่งแห่งที่มีผลิตภัณฑ์คุ้มครองเงินต้นมานำเสนอให้แก่ผู้ลงทุน โดย ดร.ศุภกร สุนทรกิจ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เกียรตินาคิน จำกัด บอกว่า กองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนเน้นลงทุนในพันธบัตรภาครัฐ 100% ซึ่งไม่มีความผันผวนด้านราคา ไม่มีความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก โดยประมาณการผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุนอยู่ที่ 3-10-3.30% ต่อปี

         “สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกมีความผันผวนอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลให้นักลงทุนหลายท่านเริ่มมองหาการลงทุนในรูปแบบที่ปราศจากความเสี่ยง ดังนั้น กองทุนคุ้มครองเงินต้นจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางการลงทุนที่เหมาะสมในช่วงนี้”

         ขณะที่คุณโสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ก็ยอมรับว่า สถานการณ์ลงทุนที่ผันผวนในปัจจุบันจากปัญหาวิกฤติหนี้สหรัฐและกลุ่มยุโรป อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าต่อหน่วยลงทุนของ กบข.ในปีนี้ไม่ดีเท่าปีก่อน ดังนั้น สมาชิก กบข.ที่เกษียณอายุในปีนี้ ควรออมต่อกับ กบข. เพื่อรอจังหวะนำเงินก้อนออกจาก กบข.ในช่วงที่มูลค่าต่อหน่วยลงทุนปรับตัวดีขึ้น จะเป็นประโยชน์แก่สมาชิก กบข.มากกว่า

         เลขาธิการ กบข. ยกตัวอย่างว่า ตอนปี 2551 มูลค่าหน่วยลงทุนของ กบข.ปรับตัวลดลงเหลือ 14.05 บาทต่อหน่วย เพราะได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินสหรัฐ แต่ในปี 2552 หลังจากที่สถานการณ์วิกฤติการเงินสหรัฐเริ่มคลี่คลาย มูลค่าหน่วยลงทุนของ กบข.ก็ปรับตัวดีขึ้นเป็น 15.36 บาทต่อหน่วย และเพิ่มขึ้นเป็น 16.67 บาทต่อหน่วยในปี 2553 ซึ่งสมาชิกที่เกษียณอายุในปีนี้ สามารถเลือกออมต่อกับ กบข. ได้ 3 วิธี ได้แก่ ฝากเงินให้กองทุนบริหารต่อทั้งจำนวน หรือขอทยอยรับเงิน เลือกรับเป็นรายงวด 1 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี หรือขอรับเงินบางส่วน

          “วิกฤติหนี้ยุโรปและสหรัฐที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ที่ผ่านมา กบข.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับพอร์ตการลงทุนโดยลดสัดส่วนการลงทุนหุ้นในและนอกประเทศ และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศจาก 5% เป็น 10% ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงได้ระดับหนึ่ง และสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวก แม้ไม่สูงเท่าปีก่อนก็ตาม ซึ่งอยากแนะนำสมาชิก กบข.ที่จะเกษียณในเดือนตุลาคมนี้หากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ควรออมต่อเพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัว”

         แม้ “ความเสี่ยง” จะเป็นปัจจัยร่วม ที่ต้องเผชิญไม่ต่างจากกัน แต่การตัดสินใจ จะล็อกเงินต้น เพิ่มความปลอดภัย ภายใต้ผลตอบแทนที่ไม่หวือหวา หรือมองเห็นโอกาสและความท้าทายใหม่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยและโลก ยังคงเป็นเรื่องส่วนบุคคล