ข่าว

'ยิ่งลักษณ์'ซ้อมจัดรายการวิทยุ

'ยิ่งลักษณ์'ซ้อมจัดรายการวิทยุ

30 ก.ย. 2554

“ยิ่งลักษณ์” ซ้อมจัดรายการวิทยุแบบเสมือนจริง "มท.1" ตั้ง "สุกิจ" รักษาราชการ อธิบดี ปค. ด้าน "อภิสิทธิ์" โวยรัฐเตรียมกู้เงินโปะกองทุนน้ำมัน ชี้ปีหน้าค่าครองชีพพุ่ง เผยต่างชาติจับตาจับนำข้าวในไทย

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 15.30น. วันที่ 30 ก.ย.ที่ห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ซักซ้อมเสมือนจริงเพื่อจัดรายการวิทยุ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยมาดำเนินการซักซ้อมให้ด้วย ทั้งนี้การจัดรายการครั้งแรก (วันที่ 1 ต.ค.) นั้น จะจัดขึ้นที่ห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลและเชื่อมต่อสัญญานไปยังสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

            ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวยอมรับว่ารู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยในการจัดรายการครั้งแรก แต่ก็มีเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟัง ส่วนเวลาในการจัดรายการ 30 นาทีจะเพียงพอหรือไม่นั้นก็ต้องรอดู แต่ตนจะใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุดในการชี้แจงการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ในการจัดรายการดังกล่าวจะเป็นการจัดสดในทุกๆครั้ง แต่บางครั้งอาจจะใช้วิธีการโทรศัพท์เข้าไปในรายการ รวมทั้งจะดูที่สถานการณ์ปัจจุบันด้วยว่าในช่วงนั้นๆมีงานหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงใดก็อาจมอบหมายให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจงผ่านรายการดังกล่าว ส่วนในอนาคตจะ ส่วนอนาคตจะมีการจัดสดทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยหรือไม่นั้น ก็ต้องขอดูตามความเหมาะสมอีกครั้ง

 

“อภิสิทธิ์”รอดูเนื้อหารายการ


             ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า  จะรอดูเนื้อหาว่าเป็นอย่างไร โดยสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีได้ใช้เวทีนี้เพื่อสื่อสารกับประชาชนเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องการเมือง จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาในส่วนนี้อย่าให้มีการใช้เวทีนี้เพื่อสร้างวิวาทะทางการเมืองเช่นเดียวกัน

             ส่วนที่จะมีการให้รัฐมนตรีมาร่วมออกรายการด้วยนั้นถือเป็นสิทธิ์ของรัฐบาลที่จะดำเนินการ เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีเลือกสื่อสารผ่านวิทยุแทนโทรทัศน์ก็เหมือนช่วงที่ืพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเคยทำ ขณะที่การขอเวลาเพื่อจัดรายการผู้นำฝ่ายค้านพบประชาขนนั้นคงต้องรอดูนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลในเรื่องนี้ก่อน ซึ่งหากรัฐบาลใจกว้างให้ฝ่ายค้านสื่อสารกับประชาชนผ่านสื่อของรัฐก็คิดว่าเวลา 30 นาทีเท่ากับรายการของรัฐบาลก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ไม่ขอวิจารณ์ว่าที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เลือกใช้สื่อวิทยุเพราะต้องการกลบจุดอ่อนของตัวเองที่มีปัญหาด้านการสื่อสารหรือไม่

             นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ได้มอบหมายให้นายเทพไท เสนพงศ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเงาพรรคประชาธิปัตย์ ติดตามเกี่ยวกับการปรับผังรายการช่อง 11 เพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับผู้จัดรายการ โดยยกตัวอย่างการถอดรายการเวทีชาวบ้านซึ่งอยู่คู่กับช่อง 11 มาเป็นเวลานานก่อนที่ออกอากาศตั้งแต่ตนจะเข้าสู่การเมืองด้วยซ้ำ และไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเมืองก็ถูกปรับออกจากผังรายการด้วย แสดงให้เห็นว่าการปรับผังครั้งนี้ิเจาะจงไปที่ตัวบุคคลคือต้องการถอดนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ไม่ใช่มุ่งถอดเฉพาะรายการเท่านั้น อีกทั้งหลักเกณฑ์ในการถอดรายการก็ไม่ชัดเจน ทำให้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากในแง่การเมืองซึ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง

             “การถอดรายการต้องดูเนื้อหาสาระ กรณีรายการเวทีชาวบ้านนั้น เป็นรายการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งต้องดูว่าผู้ทำรายการปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่ มีปัญหาเรื่องการส่งเงินหรือไม่ ซึ่งก็ไม่เคยได้ยินว่ามีปัญหานี้ ขณะเดียวกันก็เป็นรายการที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ ของสถานี ดังนั้นหากการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่จริงก็อยากให้พิจารณาหลักเกณฑ์ข้างต้นด้วย แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นการระบุเจาะจงในเรื่องของตัวบุคคลมากกว่า”นายอภิสิทธิ์กล่าว

 

โวยรัฐเตรียมกู้เงินโปะกองทุนน้ำมัน


            นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมกู้เงิน 5 หมื่นล้านบาทเพื่อนำมาพยุงกองทุนน้ำมันที่ติดลบจากนโยบายงดเว้นการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราวของรัฐบาล ว่า สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพราะนอกจากนโยบายดังกล่าวจะไม่สามารถลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้แล้วยังกลายเป็นว่ารัฐบาลได้สร้างหนี้ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเพิ่ม อีกทั้งยังกระทบต่อนโยบายด้านพลังงานทดแทนอีก ทำให้เกิดความสับสนและส่งผลกระทบต่อการผลิตพลังงานทดแทนซึ่งรัฐบาลก็ไม่มีมาตรการใดมารองรับใดๆเลย

            นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้การที่รัฐบาลเตรียมลอยตัวเอ็นจีวี และแอลพีจีในปีหน้าจะยิ่งเป็นเร่งกดดันทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นและยังเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อให้พุ่งสูงขึ้นด้วย โดยจะกระทบต่อนโยบายด้นการเงินรวมถึงภาระดอกเบี้ยด้วย ซึ่งจะกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ส่วนที่นายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่มีการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นก็อยากให้ประเมินสถานการณ์ตามข้อเท็จจริงด้วยเพราะนโยบายรัฐบาลหลายอย่างไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง


เผยต่างชาติจับตาจับนำข้าวในไทย


            นายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนภาคการเมือง วิชาการและเอกชน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ว่า นานาชาติยังเห็นถึงศักยภาพไทยในการเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและเห็นตรงกันว่าต้องมีการประสานงานใกล้ชิดต่อเนื่องระหว่างประเทศสมาชิก

            อย่างไรก็ตามหลายประเทศที่นำเข้าข้าวยังจับตานโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลด้วยว่าจะส่งผลให้ราคาข้าวสูงขึ้นมากแค่ไหนเพื่อประกอบการตัดสินใจในการสั่งซื้อข้าวพร้อมกับแสดงความสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลไทยจึงยังเดินหน้าโครงการจำนำข้าวเพราะหลายประเทศเคยดำเนินการมาและพบว่ามีปัญหาหลายด้านเหมือนที่มีเตือนรัฐบาลมาโดยตลอดทำให้ยกเลิกโครงการลักษณะนี้ไปแล้ว


"มท.1" ตั้ง "สุกิจ" รักษาราชการ อธิบดี ปค.


            นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ในวันที่ 30 ก.ย. จะลงนามในหนังสือคำสั่งแต่งตั้งให้นายสุกิจ เจริญรัตนกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ให้ดำรงตำแหน่งรักษาราชการอธิบดีกรมการปกครอง แทนนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง (อ.ปค.) ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ จะยังไม่มีการเสนอรายชื่อโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ 3 ต.ค.แต่อย่างใด

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวในกระทรวงมหาดไทยเป็นระยะ ว่า นายสุกิจ จะมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองแทนนายวงศ์ศักดิ์ โดยถูกมองว่า เป็นเพราะมีความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองพรรคเพื่อไทย เพราะน้องชาย คือ น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล เคยดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และยังเป็นแพทย์ประจำตัวของนางพจนีย์ ณ ป้อมเพ็ชร มารดาคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร ซึ่งตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง นอกจากนายสุกิจแล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งที่คาดว่า อาจได้มาดำรงตำแหน่งนี้ คือ นายประชา เตรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ขณะที่นายวงศ์ศักดิ์นั้น เคยให้สัมภาษณ์ว่า ภายหลังเกษียณ นายยงยุทธได้ทาบทามมาช่วยงาน แต่ยังไม่ทราบตำแหน่งที่ชัดเจน


"ปลัด ยธ."ทวิตรายงานความคืบหน้า คอป.


            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ กรรมการ คอป. ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ในชื่อ @kk_justice โดยมีเนื้อหาระบุว่า "ขณะนี้ คอป.กำลังรอความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องการตั้งคณะกรรมการเยียวยาตามที่ได้เสนอไป ซึ่งรัฐบาลตั้ง คุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน หลักการก็คือการเยียวยาต้องไม่ใช่ลักษณะการสงเคราะห์หรือจ่ายค่าทดแทนเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญการเยียวจากเหตุรุนแรงทางการเมืองจะต้องไม่ใช้แค่กฎหมายปกติ ต้องมีคณะกรรมการเฉพาะกิจ และเป็นไปตามหลักสากล ข้อเสนอเรื่องเกี่ยวกับผู้ต้องขัง ทบทวนข้อหา และสิทธิในการประกันตัวนั้น จะต้องพิจารณาเป็นรายกรณี และต้องแยกแยะข้อหาการกระทำผิดด้วย  เพราะบางกรณีต้องยอมรับว่ามีการตั้งข้อกล่าวหาเกินความเป็นจริง จึงต้องมาแยกพิจารณาตามหลักฐาน โดยเฉพาะคดีหมิ่นสถาบันที่ต้องแยกตามพฤติกรรม สิ่งสำคัญจะต้องดูรายละเอียดเกี่ยวกับเจตนาและความเหมาะสมเป็นรายบุคคล โดยการลงโทษจะต้องเหมาะสมกับพฤติกรรมการกระทำผิด ส่วนแกนนำ นปช.ที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศ กลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในข้อเสนอของ คอป.ที่ให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเป็นกรณีพิเศษเฉพาะบุคคล"

            "หลักการคือการเปิดเผยแบบเฉพาะเหตุการณ์หรือแม้แต่ภาพรวมทั้งหมด บางกรณีย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความขัดแย้งทางการเมือง ฉะนั้นสิ่งที่ คอป.จะทำคือเปิดเผยสาเหตุที่ลึกลงไปว่าทำไมเหตุการณ์จึงเกิดขึ้น / มีทางแก้หรือลดขัดแย้งและส่งเสริมความยุติธรรมได้อย่างไรแต่ไม่ว่าจะเปิดเผยข้อเท็จจริงรูปแบบใด คอป.จะต้องหารือกันภายใน เพราะต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันจะต้องนำไปสู่ปรองดองเท่านั้น หลังจากนี้ คอป.จะเปิดเวทีแลกสาธารณะพร้อมเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านความปรองดองมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อหาทางออกเรื่องความปรองดองร่วมกัน"