ข่าว

ซิ่งกระบะขนไม้พะยูงแหกด่านถูกตร.ยิงสกัด

ซิ่งกระบะขนไม้พะยูงแหกด่านถูกตร.ยิงสกัด

30 ก.ย. 2554

มอดไม้ลักลอบขนไม้พยูงซิ่งกระบะแหกด่าน ตร.ตามไล่ยิงสกัดยางหน้าระเบิด ก่อนรถแหกโค้งชนต้นไม้ข้างทาง คนขับรถอาศัยช่วงชุลมุลวิ่งหลบหนี ด้าน กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชปล่อยชุดแรมโบ้ลุยปราบไม้พะยูง 22 อุทยาน-เขตสัตว์ป่าภาคอีสาน

          30 ก.ย. 54 พ.ต.ท.จักรกฤษณ์ โพธิ์กราน สารวัตรใหญ่ สภ.ม่วงเฒ่า อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่ง สืบทราบว่าจะมีการลักลอบขนไม้พะยูงเถื่อน โดยใช้รถกระบะซุกซ่อนอยู่ในตู้ทึบ จึงนำกำลังตั้งจุดตรวจจุดสกัดที่บริเวณตู้ยามบ้านนาเหล่า ต.หัวนา อ.เขมราฐ ถนนสาย เขมราฐ -ตระการพืชผล

          ขณะที่เจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจอยู่ พบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซูดีแม็กซ์ สีบรอนด์ หมายเลขทะเบียน บพ-4031 ร้อยเอ็ด วิ่งมาด้วยความเร็วสูง เจ้าหน้าที่ได้ส่งสัญญาณให้หยุดแต่รถคันดังกล่าวได้วิ่งแหกด่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ขับรถไล่ตามไปอย่างกระชั้นชิด โดยคนร้ายได้ขับรถมุ่งหน้าเลี้ยวไปทางถนนสายเขมราฐ-นาตาล ห่างจากจุดตรวจประมาณ 10 ก.ม. ขณะที่รถเจ้าหน้าที่ตามไปทันได้พยายามสั่งให้คนขับหยุดรถเพื่อขอตรวจค้นแต่ไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตัดสินใจยิงยางล้อหน้าด้านซ้าย เป็นเหตุให้รถยางหน้าระเบิดแหกโค้งชนต้นไม้ข้างทาง เมื่อเห็นจวนตัวคนขับรถได้อาศัยเหตุชุลมุลวิ่งเข้าป่าข้างทางหลบหนีไปได้

          จากการตรวจสอบรถพบไม้พะยูง ขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 เมตร และเป็นไม้ท่อนขนาด 30 ซ.ม.ยาว 2 เมตรรวมทั้งหมด 27 ท่อน/แผ่น ปริมาตร 1.33 ลบ.เมตร มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาทซุกซ่อนอยู่ท้ายระกระบะที่ดัดแปลงเป็นตู้ทึบ ปิดบังสายตาจากภายนอก

          พ.ต.ท.จักรกฤษณ์  โพธิ์กราน สารวัตรใหญ่ สภ.ม่วงเฒ่า  กล่าวว่า เท่ที่ตรวจสอบเชื่อว่าน่าจะมีการลักลอบกระทำความผิดมาหลายครั้งแล้วโดยเฉพาะในการดัดแปลงรถเพื่อขนไม้พะยูง ซึ่งเดิมเคยเป็นรถรับจ้างลักลอบขนคนลาวหลบหนีเข้าเมือง แต่ต่อมาได้ขนไม้พะยูงแทน เพราะได้ราคาในการขนย้ายดีกว่ามาก เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบทะเบียนรถยนต์แล้วทราบว่าเจ้าของรถยนต์เป็นใคร จะได้ออกหมายเรียกมาพบเพื่อสอบสวนหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

'อุทยาน'ปล่อยชุดแรมโบ้ลุยอีสานปราบขบวนการไม้พะยูง

 

          กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการร่วมเฉพาะกิจปราบปรามการลักลอบการทำไม้พะยูงในเขตอุทยานแห่งชาติท้องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยมีชุดปฏิบัติการปราบปราม การลักลอบทำไม้พะยูงจำนวน 3 ชุด 30 คน ร่วมในพิธี

          นายดำรงค์ กล่าวว่า ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นการปราบปรามไม้พะยูงอย่างจริงจัง โดยในวันที่ 10 ต.ค.นี้ จะส่งหน่วยเฉพาะกิจจำนวน 300 คน ไปประจำยังพื้นที่เสี่ยงในเขตภาคอีสานว่า 22 แห่งทั้งหมด จากนั้นวันที่ 18 ต.ค. จะส่งไปอี ก 100 คน และในวันที่ 20ต.ค. จะส่งไปอี ก200 นาย รวมเป็น 600 คน เข้าไปอยู่ในพื้นที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ถือว่ากรมอุทยานฯ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อหยุดยั้งขบวนการตัดไม้พะยูงให้ได้ ดังนั้นขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนซื่อสัตย์ต่อตนเอง อย่าว่อกแว่ก อย่าเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าหยุดขบวนการตัดไม้พะยูง ไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องมีกรมอุทยาน อีกต่อไป ที่สำคัญขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนนึกถึงวีระชนป่าไม้ที่ตายไป พวกเขาได้อุทิศชีวิตเพื่อปกป้องผืนป่า

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากให้โอวาทเสร็จ นายดำรงค์ได้ปล่อบขบวนรถปฏิบัติการเฉพาะกิจ จำนวน 7 คัน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ 30 คน พร้อมอาวุธมือ เอชเค 33 และเครื่องมือหาพิกัดสัญญาณดาวเทียม เครื่องรับส่งวิทยุ พร้อมอุปกรณ์เสริม จากนั้นนายดำรงค์ ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์ตัดไม้พะยูง ถือว่าเบาบางลงในแง่การตัดไม้ใหม่ ที่น่าห่วงคือ ไม้เก่า ที่เชื่อว่ายังมีเหลืออยู่ในป่าพื้นที่ต่างๆอีกราว 2,000-3,000 ท่อน ถูกซ่อนอยู่ในแอ่งน้ำ และบ้านชาวบ้าน ซึ่งจะต้องตามหามาให้ได้

          เมื่อถามว่า ในพื้นที่ที่ได้มีการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) ที่มีส่วนร่วมกับขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูง และได้ส่งรายชื่อมาที่อธิบดีกรมอุทยานฯเพื่อขอให้อธิบดีกรมอุทยานฯส่งให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขณะนี้ได้รับแล้วหรือยัง นายดำรงค์ กล่าวว่า ได้รับรายชื่อแล้ว ประมาณ 7-8 นาย ทั้งหมดมีพฤติกรรมผิดสังเกต ได้เข้าไปในอุทยานแห่งชาติภูวัว ในยามวิกาล ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวข้อง และไปในลักษณะซุ่มดู เจ้าหน้าที่จึงส่งรายชื่อมายังตน เพื่อขอให้ตนส่งชื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติย้ายคนเหล่านั้นออกจากพื้นที่ ขณะนี้ ตนได้ประสานกับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอยู่

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้สามารถเปิดเผยชื่อนายทุนรายใหญ่ ผู้อยู่เบื้องหลังการค้าไม้พะยูงได้แล้วหรือยัง และเป็นคนในแวดวงไหน นายดำรงค์ กล่าวว่า ไม่ใช่นักการเมือง ต่เป็นคนมีชื่อเสียงในสังคม ส่วนการเปิดเผยว่าเป็นใครนั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของกรมสืบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ที่กำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ นอกจากนี้ตนจะเดินทางไปพบ นายธาริต เพ็ง ดิษ อธิบดีดีเอสไอด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอทำหนังสือราชการให้เสียเวลา เพื่อหารือความร่วมมือในการดำเนินการเรื่องนี้

          “หลังจากนี้ราวกลางเดือนพ.ย.นี้ ก็จะเดินทางไปยังประเทศปลายทางที่ไม้พะยูงไปถึง ทั้ง ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน เพื่อไปดูให้เห็นกับตา ว่าไม้พะยูงจากประเทศไทย ถูกนำไปใช้ทำอะไร จากนั้นจะได้เรียน นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีทส.เพื่อนำเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความร่วมมือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลว่า ไม้พะยูงเป็นไม้ผิดกฏหมาย นำเข้าและส่งออกไม่ได้ ขอให้หยุดซื้อขาย”นายดำรงค์ กล่าว

          อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวต่อว่า ภายใน 3 เดือน ขบวนการค้าไม้พะยูงต้องหยุด เวลานี้ กรมอุทยานฯได้คุมเจ้าเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯเองไว้ได้เกือบหมดแล้ว ปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูง เกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐสมรู้ร่วมคิดกัน หากหน่วยงานต่างๆกวดขัน เชื่อว่า ปัญหาแก้ได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทั้ง 600 นาย นั้นตนคัดมาด้วยตัวเอง เป็นคนที่ผมไว้ใจมากที่สุด ตอนนี้ทุกคนที่ออกปฏิบัติการ ท่องอยู่ในใจตลอดเวลา ใครผิด ต้อง จับ จับ จับ เราต้องรักษาไม้พะยูงที่เหลืออยู่ 1.2 แสนไร่ ให้ได้”

          สำหรับศูนย์อำนวยการร่วมเฉพาะกิจปราบปรามการลักลอบทำไม้พะยูงในเขตอุทยานแห่งชาติท้องที่ภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ที่มีนายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นผู้อำนวยารศูนย์ดังกล่าวนั้น มีเจ้าหน้าที่ปราบปรามการลักลอบทำไม้พะยูง 3 ชุด ดังนี้ 1.ชุดที่ 1 ดูแลพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูผายล ภูพาน ภูผาเหล็ก ภูลังกา ภูเวียง ภูผาม่าน น้ำพอง ภูเรือ ภูเก้า-ภูคำพาน ภูสวนทราย ภูกระดึง และพื้นที่รองได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าใกล้เคียงในพื้นที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น)สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9(อุบลราชธานี) และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี)

          ส่วนชุดที่ 2 พื้นที่รับผิดชอบหลัก ได้แก่ อุทยานภูจองนายอย เขาพระวิหาร ผาแต้ม ภูสระดอกบัว แก่งตะนะ ภูทับเบิก และพื้นที่เขตรักษาพันธุ์ในพื้นที่อุบลราชธานี และชุดที่ 3 อุทยานแห่งชาติตาพระยา ทับลาน ปางสีดา และพื้นที่รองได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ ห้วยศาลา และครอบคลุมพื้นที่บริหารจัดการสำนักอนุรักษ์ที่ 9(อุบลราชธานี) สำนักฯ 7 (นครราชสีมา) และสำนักฯที่ 1 (ปราจีนบุรี)

 

จี้ผู้ว่าฯ โคราชส่งรายชื่อเจ้าของรุกวังน้ำเขียว

 

          ส่วนความคืบหน้ากรณีวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นายวิฑูรย์ ชลายนนาวิน ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ หัวหน้าคณะทำงานชุดเฉพาะกิจคดีการบุกรุกทำลายป่าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ต่อเนื่อง เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ว่า ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมาอีกครั้ง เพื่อขอรายชื่อเจ้าของบ้านพักและรีสอร์ททั้ง 22 แปลง ที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ ป่าเขาภูหลวง มาดำเนินการตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.ป่าไม้ 2507 ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำหนังสือไปหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากทางจังหวัด ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร

          นายวิฑูรย์ กล่าวว่า สำหรับการรื้อถอนบ้านหลังแรก ใน 22 แปลง ซึ่งเป็นจุดที่ 13 อยู่ระหว่างรอยต่อของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเขตป่าสงวนฯ ป่าเขาภูหลวงนั้น ตนจะลงพื้นที่ตรวจสอบพิกัดความชัดเจน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ เขาใหญ่อีกครั้ง ซึ่งหากมีความชัดเจนว่าอยู่ในพื้นที่ของอุทยานฯ เขาใหญ่ก็จะสามารถดำเนินการใช้อำนาจของหัวหน้าอุทยานฯ เขาใหญ่ในการรื้อถอนตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ มาตรา 22 ได้ง่ายขึ้น แตกต่างจากการใช้มาตรา 25 ของกรมป่าไม้ ที่ต้องใช้อำนาจของนายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในการดำเนินการด้วย และต้องมีเจ้าของและมีการแสดงตัวชัดเจน จึงจะเข้าไปรื้อถอนได้ จึงมีความจำเป็นที่เราต้องขอรายชื่อเจ้าของบ้านพักและรีสอร์ททั้ง 22 แห่งจากทางจังหวัด อย่างไรก็ตามหากยังไม่ได้คำตอบ ท้ายที่สุดคงต้องทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครอง หรือ รมว.มหาดไทย เพื่อมีคำสั่งให้ผู้ว่าฯ จ. นครราชสีมาหรือนายอำเภอ ส่งรายชื่อให้กรมป่าไม้ด้วย

 

กรมป่าไม้ลุยตรวจผู้มีอิทธิพลรุกเขาใหญ่

 

          ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ยังกล่าวถึงกรณีการตรวจสอบบ้านพักกึ่งรีสอร์ตขนาดใหญ่ของผู้มีอิทธิพล บริเวณทางเข้าน้ำตกธารทิพย์ หมู่ 13 ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี รวมทั้งที่ดินอีก 22 แปลงที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ว่า ในส่วนของที่ดินทั้ง 22 แปลงนั้นอยู่ในเขตอุทยานฯ แห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีการนำที่ดินไปออกเป็นโฉนดโดยมิชอบ

          โดยเราจะเข้าไปทำบันทึกร่วมกับกรมอุทยานฯ และหากกรมอุทยานฯ ต้องการให้ช่วยเหลือในการตรวจพิกัดและแปลภาพถ่ายเพิ่มเติมก็จะเข้าไปช่วย เพื่อให้การทำสำนวนคดีแน่นหนาขึ้น ส่วนจุดที่เป็นบ้านพักกึ่งรีสอร์ตขนาดใหญ่นั้นเบื้องต้นได้รับรายงานว่าอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร หรือเขตป่าไม้ ตามมติ ครม. แต่ถูกนำไปออกโฉนดเช่นกัน

          ซึ่งจะต้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบและดูพิกัดอีกครั้ง ว่าข้อเท็จจริงในพื้นที่เป็นอย่างไร โดยตนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ในวันที่ 6-7 ต.ค.นี้ ซึ่งตนได้ทำหนังสือไปยังผู้ครอบครองที่ดิน เพื่อขอเข้าตรวจสอบพื้นที่แล้ว และคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้าหากเจ้าของยืนยันว่าที่ดินมีโฉนดก็ให้เอามายืนยัน

          รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับที่ดินที่บุกรุกทางเข้าน้ำตกธารทิพย์ในเขตอุทยานฯ เขาใหญ่นั้น มีการนำที่ดินไปออกโฉนดตามนโยบาย “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และมีลูกสาวนักการเมืองชื่อดังใน จ.ปราจีนบุรีเป็นผู้ครอบครอง อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่จากกรมสวบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เคยลงพื้นที่ 22 แปลงที่บุกรุกบริเวณน้ำตกธารทิพย์มาแล้ว แต่ถูกคนดูแลพื้นที่ใช้ปืนยิงขู่จนต้องกลับออกมา

 

กมธ.ยันทำงานตามกรอบกฎหมาย

          ด้านนายนริศ ขำนุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายประนอม โพธิ์คำ ส.ส. ภูมิใจไทยซึ่งถูกระบุว่ามีที่ดินอยู่ในพื้นที่ อ. วังน้ำเขียว เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของ กรรมาธิการฯ ชุดนี้นั้น นายนริศ กล่าวว่า นายประนอม เป็นกรรมาธิการฯ ในโควต้าของพรรคภูมิใจไทย แต่ เรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกระทบกับการดำเนินการกรณีวังน้ำเขียว เพราะคณะกรรมาธิการทำงานตามข้อบังคับ มีกฎระเบียบ กฎหมายรองรับ แม้จะเป็นกรรมาธิการฯ แต่ก็คงทำอะไรนอกเหนือจากข้อกฎหมายไม่ได้ และคงไม่มีใครกล้าทำเกินคำสั่งหรือเกินกว่าอำนาจของกฎหมาย ส่วนตัวเชื่อว่านายประนอม เป็น ส.ส.มานาน มีความเป็นผู้ใหญ่และคงไม่ทำอะไรเกินความเหมาะสม

          นายนริศ กล่าวว่า สำหรับการเริ่มต้นทำงานของคณะกรรมาธิการฯ นั้น เบื้องต้น จะขอสรุปรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในรอบปีที่ผ่านมา จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) มาศึกษารายละเอียดก่อน และจะให้ความสำคัญกับกรณีการลักลอบตัดไม้พะยูงเป็นลำดับต้นๆ เพราะคณะกรรมาธิการฯ เป็นหน่วยแรกๆ ที่เปิดเผยเรื่องการลักลอบตัดไม้พะยูงมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ส่วนเรื่องปัญหาวังน้ำเขียวก็จะเข้าไปร่วมตรวจสอบด้วยเช่นกัน หากรัฐบาลแก้ปัญหาไม่แล้วเสร็จ หรือมีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังคณะกรรมาธิการฯ