ข่าว

ผู้ว่าฯ'ฟัน'จนท.เอี่ยวกลุ่มมอดไม้

ผู้ว่าฯ'ฟัน'จนท.เอี่ยวกลุ่มมอดไม้

30 ก.ย. 2554

ผู้ว่าฯ สั่ง “ฟัน” จนท.เอี่ยวกลุ่มมอดไม้ หากพบว่าผิดจริง พร้อมเร่งพื้นฟูป่ากลับคืน ในขณะที่ รองผู้ว่ายะลา เชิญ จนท.ฉาว มาสอบสวน

           จากกรณีที่มีกลุ่มบุคคลเข้าบุกรุกผืนป่าฮาลา-บาลา หรือป่าสิริกิติ์ ซึ่งเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย มีพื้นที่มากถึง 836,000 ไร่ อยู่ในพื้นที่ จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส  โดยพบว่าป่าดังกล่าวมีการเข้าไปบุกรุกป่า เป็นจำนวนมาก และกำลังขยายวงกว้าง รวมทั้งพื้นที่ป่าที่นิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ (นิคมกือลอง) ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา  ที่ถูกบุกรุกทำลายป่าจำนวนมาก  ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่อยู่ติดต่อกับเขตป่าฮาลา-บาลา โดยล่าสุดทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่หมู่ 8 และหมู่ 9 ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าพระนามาภิไธย พบมีการตัดไม้ทำลายป่ามากกว่า 600 ไร่ ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น
 
          ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 เวลา 09.30 น. นายกฤษฎา  บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า  กรณีมีข่าวการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ป่าหมู่ 6 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ พบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ดังกล่าวจริง โดยพื้นที่แห่งนั้นเป็นพื้นที่ของนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ หรือที่รู้จักกันในนามนิคมกือลอง ที่พบการบุกรุกประมาณ 9-10 ไร่ ที่มีการตัดไม้ใหญ่ พวกไม้หลุมพอ
 
          รวมทั้งพบว่ากลุ่มบุคคลที่ลักลอบตัดไม้ ได้เตรียมต้นทุเรียนเพื่อไปปลูกในพื้นที่นั้นแล้ว ซึ่งเป็นความผิดที่ชัดเจน  การดำเนินการของเจ้าหน้าที่หลังจากที่ทราบเรื่องก็ได้แจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่บุกรุกป่าแล้ว โดยใช้ภาพจากสื่อที่สามารถบันทึกภาพของคนที่บุกรุกป่า เป็นหลักฐานในการออกหมายจับซึ่งตรงกับผลการสืบสวนของตำรวจ สภ.บันนังสตา ว่าเป็นฝีมือของชาวบ้านในพื้นที่จำนวน 2 ราย เป็นผู้บุกรุก ล่าสุดตนเองได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บันนังสตา ว่า ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้ง 2 ราย ได้หนีออกนอกพื้นที่ไปแล้ว
 
          “ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า อาจจะมีเจ้าหน้าที่บางรายเกี่ยวข้องกับการบุกรุกป่าในเขตนิคมกือลองนั้น ตนเองได้มอบหมายให้ทางท่านนายอำเภอบันนังสตา ให้ทำการสืบสวนสอบสวน ซึ่งถ้าพบข้อเท็จจริง หรือมีพยานหลักฐาน ก็จะนำเข้าไปในสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อออกหมายจับต่อไป  แต่อย่างไรก็ตามตนเองก็ได้ไปประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่แล้ว โดยได้มอบนโยบายว่าจากนี้ไป หากยังปล่อยให้ชาวบ้านมีการบุกรุกป่าเช่นนี้ จะถือเป็นข้อบกพร่อง  ทั้งนี้ในช่วงเดือนหน้าซึ่งจะเป็นช่วงฤดูฝนของยะลา ตนเองได้ให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดยะลา  นำกล้าพันธุ์ไม้ไปมอบให้ทางนิคมกือลอง และนายอำเภอบันนังสตา เพื่อขอความร่วมมือจากประชาชน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เข้าไปพื้นฟูป่าที่ถูกบุกรุกให้กลับคืนมา” นายกฤษฎา  กล่าว
 
          ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ยังกล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ป่าใน ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งพบมีการรุกป่าจำนวนมากเช่นกันนั้น โดยมีการรายงานข่าวว่าเป็นพื้นที่ป่าฮาลาบาลา เขตรอยต่อ จ.ยะลา และ นราธิวาสนั้น หลังจากที่ทางท่านแม่ทัพภาค 4  สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมกับจังหวัดยะลา โดยอำเภอเบตง ใช้กำลังทหารร่วมกับฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อตรวจสอบ ด้วยการเดินเท้า และทางอากาศเพื่อชี้พิกัด พบว่าที่ ที่พบว่ามีการรุกป่าตามภาพข่าวหนังสือพิมพ์ อยู่นอกเขตป่าฮาลาบาลา และอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองอำเภอเบตง รวม 9 จุดพื้นที่บุกรุกป่าประมาณ 800-900 ไร่  มีทั้งบุกรุกเก่า และบุกรุกใหม่ ที่ผ่านมาก็พบว่าทางเจ้าหน้าที่นิคม และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้ดำเนินการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแล้วจำนวน 45 คดี ในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งให้ตรวจสอบว่าจะมีเจ้าหน้าที่นิคมท่านให้เข้าไปมีส่งรู้เห็นกับการบุกรุกป่าเช่นกัน  แต่อย่างไรก็ตามในพื้นที่ป่าของตำบลอัยเยอร์เวง ที่ถูกบุกรุกนั้น ตนเองก็ได้สั่งให้นำกล้าพันธุ์ไม้เข้าไปปลูกทดแทนไม้ที่ถูกตัดโค่น  เพื่อฟื้นฟูป่าให้กลับคืนมาเช่นกัน
 
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเวลาประมาณ 09.00 น.นายอภินันท์  ซื่อธานุวงศ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้เรียกเจ้าหน้าที่นิคมกือลอง ที่ถูกพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่เขตป่าของนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ หรือนิคมกือลอง มาสอบถามข้อมูลต่างๆว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบุกรุกป่า หรืออยู่เบื้องหลังการลักลอบตัดไม้หรือไม่  ซึ่งล่าสุดยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด