ศาลยึดทรัพย์'ชูวิทย์'ผิดธุรกิจอ่าง
ศาลฎีกาพิพากษากลับ สั่งยึดทรัพย์เงินในบัญชี - หุ้นเครือเดวิส กรุ๊ป 6 รายการ ของ 'ชูวิทย์ - บจก.โฮ แปซิฟิค' กว่า 3.4 ล้าน พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ชี้ เป็นผลพวงธุรกิจค้าประเวณีผิดกฎหมายฟอกเงิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ และบริษัทโฮ แปซิฟิค จำกัด ผู้คัดค้านที่ 1 - 2 รวม 6 รายการ มูลค่า 3,489,453.46 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา3
โดยคดีนี้ผู้คัดค้านทั้ง 2 ยื่นคำให้การว่า ไม่ได้ดำเนินธุรกิจที่เป็นธุระจัดหาเพื่อค้าประเวณี และไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการค้าประเวณี โดยนายชูวิทย์ ผู้คัดค้านที่ 1 ถูกกล่าวหาในคดีอาญาแต่ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องแล้ว ดังนั้นทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่ใช่ของผู้คัดค้านที่ 1 แต่เป็นของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งได้มาโดยสุจริตจากทางการค้า จึงขอให้ศาลยกคำร้อง
ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้ยกคำร้องของอัยการ ผู้ร้อง ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้คืนทรัพย์สินตามคำร้องแก่ผู้คัดค้าน ต่อมาอัยการผู้ร้องยื่นฎีกา
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมศึกษาแล้วเห็นว่า ผู้ร้องระบุว่า จากการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำผิดมูลฐานได้ความว่า นายชูวิทย์ ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด เทอร์เม่ ที่ถือใบอนุญาตสถานบริการ และเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ที่เปิดสถานบริการ อาบอบ นวด ฮอนโนลูลู ที่ใช้ใบอนุญาตสถานบริการของห้างหุ้นส่วนจำกัด เทอร์เม่ และนายชูวิทย์ ผู้คัดค้านที่ 1 ยังเป็นกรรมการบริษัทในเครือเดวิส กรุ๊ป ส่วนบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ยังเป็นผู้สั่งซื้อถุงยางอนามัยจากบริษัทต่างๆ
โดยเฉพาะในปี 2545 ได้สั่งซื้อถุงยางเป็นเงินถึง 112,559.95 บาท และจากรายงานการตรวจสอบสถานบริการอาบอบนวดในเครือเดวิส กรุ๊ป ก็พบถุงยางอนามัยใช้แล้วจากกองขยะของสถานบริการโคปาคาบาน่า และบาบาล่า 153 ถุง สถานบริการเอ็มมานูเอล 30 ถุง สถานบริการฮอนโนลูลู 9 ถุง และยังมีพยานให้การยืนยันว่า มีผู้พาไปทำงานเป็นพนักงานนวดที่สถานบริการอาบ อบ นวด ฮอนโนลูลู ที่จัดให้พนักงานนวดทุกคนร่วมประเวณีกับลูกค้าที่มาใช้บริการ
การสมัครเข้าทำงานจะต้องตรวจรูปร่างหน้าตาและร่างกายโดยไม่สวมเสื้อผ้า ตรวจโรค ตรวจเลือด และตรวจภายใน และการฝึกสอนวิธีการอาบน้ำให้กับลูกค้า ซึ่งค่าตอบแทนจะได้รับรอบละ 1,900 บาท ซึ่งวันหนึ่งจะทำงานได้ 3-5 รอบ จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายชูวิทย์ ผู้คัดค้านที่ 1 และบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ
ขณะที่ผู้คัดค้านทั้ง 2 นำสืบว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ให้ปิดป้ายห้ามค้าประเวณีที่สถานบริการอาบ อบ นวด ฮอนโนลูลู ส่วนบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขา ถนนพระราม 9 และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขา ถนนรัชดาภิเษก - ห้วยขวางเปิดไว้เพื่อรับชำระค่าบริการจากผู้ใช้บริการที่ชำระด้วยบัตรเครดิต ขณะที่การซื้อถุงยางของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ก็นำมาเพื่อจำหน่ายให้ร้านมินิมาร์ทของสถานบริการ เหมือนกับร้านสะดวกซื้อทั่วไป โดยยืนยันว่าผู้คัดค้านทั้ง 2 ไม่ได้กระทำความผิด และทรัพย์สินได้มาด้วยความสุจริต
ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องมีพยาน 2 ปาก ซึ่งทำงานเป็นพนักงานอาบ อบ นวด ที่สถานบริการจูเลียน่า และฮอนโนลูลู ให้การเกี่ยวกับรายละเอียดตั้งแต่การไปสมัครงาน การให้บริการลูกค้า และยังระบุอีกว่าหากไม่ยอมให้บริการทางเพศกับลูกค้าจะถูกนายสมชาย เจนใจ ทำร้ายพยานทั้ง 2 และยังมีพ.ต.ท.วัจฉลิน วารินหอมหวน พนักงานสอบสวนสน.มักกะสัน เป็นพยานผู้ร้องเบิกความว่า ต้นปี 2546 เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ห้วยขวางจับกุมนายสมชายกับพวกในข้อหาเป็นธุระจัดหาค้าประเวณี
หลังจากมารดาของหญิงสาวที่ทำงานในสถานบริการฮอนโนลูลูเข้าแจ้งความ โดยผู้บังคับบัญชามอบหมายให้พยานร่วมร่วมทำการสอบสวนกับสน.ห้วยขวาง เพราะสถานบริการอาบ อบ นวด ฮอนโนลูลู อยู่ในพื้นที่สน.มักกะสัน โดยพยานร่วมกับมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรีร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุไม่พบร้านค้ามินิมาร์ทและป้ายห้ามค้าประเวณี ต่อมาได้ประสานกับสำนักงาน ปปง. ดำเนินคดีกับผู้คัดค้าน นอกจากนี้ ก็ยังมีพยานผู้ร้อง ซึ่งได้กระทำการในลักษณะล่อซื้อการค้าประเวณี เห็นว่าพยานทุกปากไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้คัดค้านทั้ง 2 มาก่อน
โดยเฉพาะพยานที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้ง ปรักปรำผู้คัดค้านทั้ง 2 และแม้บริษัทผู้คัดค้านที่ 2 จะมีกฎระเบียบการทำงานของพนักงานโดยห้ามค้าประเวณีหรือมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าในห้องนวดก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงหน้าเชื่อว่าเป็นกฎระเบียบที่ออกไว้เป็นพิธีโดยไม่มีการปฏิบัติตามแต่อย่างใด
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของสถานการค้าประเวณีดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านทั้ง 2 มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการกระทำที่เป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง (2) พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะถูกจับกุมตัวหรือจะต้องคำพิพากษาของศาลว่าเป็นผู้กระทำผิดและถูกลงโทษในคดีอาญาหรือไม่
ซึ่งตามบทบัญญัติกฎหมายการฟอกเงินให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินทั้ง 6 รายการตามร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ซึ่งภาระพิสูจน์จะตกอยู่ที่ผู้คัดค้านทั้ง 2 ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าได้ทรัพย์สินทั้ง 6 รายการมาโดยสุจริต กรณีจึงไม่มีเหตุให้ศาลคืนทรัพย์สินดังกล่าวกับผู้คัดค้าน ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกคำร้องของอัยการผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
จึงพิพากษากลับว่า ให้เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขา ถนนพระราม 9 และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขา ถนนรัชดาภิเษก ห้วยขวาง ที่มีเงินเหลืออยู่จำนวน 127,725.06 บาท และ 17,128.40 บาท รวมทั้งหุ้นบริษัทเดวิส ไดมอนด์ สตาร์ จำกัด หุ้นบริษัทเดวิส โคปาคาบาน่า จำกัด หุ้นบริษัทเดวิส โกลเด้นสตาร์ จำกัด และหุ้นบริษัทเดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด รวม 33,446 หุ้น มูลค่า 3,344,600 บาท พร้อมด้วยดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน
กกต.ขอดูข้อเท็จจริงเข้าข่ายพ้นส.ส.หรือไม่
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า กรณีของนายชูวิทย์ กกต.คงต้องดูข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นเรื่องอะไร ซึ่งกรณีสมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลงจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 แต่หากกรณีของนายชูวิทย์เมื่อศาลได้พิพากษามีโทษอาญาก็อาจมีปัญหาความเป็นสมาชิกภาพส.ส.ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องดูก่อนว่าศาลพิพากษายึดทรัพย์เป็นคดีทางแพ่งตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่ถ้าเป็นมาตรการทางแพ่งก็อาจไม่เข้าเหตุให้ความเป็นส.ส.สิ้นสุดลง แต่หากเป็นกรณีร่ำรวยผิดปกติก็อาจเข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 102 ได้ ดังนั้นจึงต้องดูข้อเท็จจริงก่อนเพราะขณะนี้ตนยังไม่ทราบ ถ้ามีข้อสงสัยก็สามารถส่งเรื่องมาให้กกต.ดูได้
"รองประธานสภา"ชี้ชูวิทย์ยังคงเป็นส.ส.อยู่
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 กล่าวว่า คำพิพากษาดังกล่าวไม่เป็นผลที่ทำให้สถานะความเป็น ส.ส.ของนายชูวิทย์สิ้นสุดลงตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ในมาตรา 106 ที่ระบุถึงการสิ้นสุดสุดความเป็นสมาชิกภาพของผู้แทนราษฎร แต่ในแง่ของคำพิพากษาที่ระบุว่านายชูวิทย์ เป็นผู้ประกอบการอาบอบนวด และบังคับให้หญิงสาวที่เข้าไปทำงานค้าประเวณีกับผู้ที่มาใช้บริการนั้น ตนมองว่าไม่ได้ทำให้ภาพของรัฐสภาไทยเสื่อมเสีย เนื่องจากเป็นเรื่องของตัวบุคคล และกรณีดังกล่าวเป็นความผิดส่วนตัว เชื่อว่าสังคมจะมองออก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุถึงการสิ้นสมาชิกภาพของส.ส. มีทั้งหมด 11 ข้อ ได้แก่ (1) ถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือมีการยุบสภา (2) ตาย (3) ลาออก (4)ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 101 (5)มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 101 (6)กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 265 หรือ มาตรา 266 (7)ลาออกจากพรรคการเมืองที่เป็นสมาชิกหรือมติ 2ใน3ของพรรคลงคะแนนให้พ้นจากสมาชิกพรรค (8)ขาดจากการเป็นสมาชิกพรรค นานกว่า 60 วัน กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค (9)วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน (10) ขาดประชุมเกินกว่า 1ใน4 (11) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นการรอลงอาญา



